ชายร่างอ้วนไม่สนใจเขาเดินกรากเข้ามาที่โต๊ะเพื่อจะลากตัวเด็กชายออกไปเฟิงหลี่เฉียงพยายามดิ้นรนและะโด้วยความโมโหว่า “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
ลู่ปู่รีบลุกขึ้นและผลักชายคนนั้นออก“ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้! ไม่มีใครเอาเงินเ้าไปนะ ปล่อย!”
“พวกเ้าร่วมมือกันละสิ!” ชายอ้วนไม่ยอมหยุด พวกเขาจึงยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้น
จนเ้าของร้านต้องรีบวิ่งบอกว่า“หยุดก่อน! ข้าวของพังเสียหายหมดแล้ว ออกไปทะเลาะกันข้างนอก!”
ลู่ปู่ผลักอกชายคนนั้นออกในที่สุดเด็กชายก็ยกแขนของอีกฝ่ายขึ้นและกัดลงไปเต็มแรงจนชายร่างอ้วนร้องออกมาด้วยความเจ็บ เฟิงหลี่เฉียงจึงดิ้นหลุดออกมาได้ ลู่ปู่พยายามดึงรั้งแขนอีกข้างของชายคนนั้นเอาไว้เขาะโขึ้นว่า “ใครก็ได้! ช่วยไปแจ้งที่อำเภอที ชายคนนี้จะทำร้ายพวกข้า!”
เ้าของร้านจึงสั่งให้ลูกชายรีบวิ่งไปแจ้งที่อำเภอในขณะที่บางคนก็พูดว่า “พวกเ้าคืนเงินเขาไปเถอะ”
บางคนก็พูดว่า“เ้าสองคนนี้ ขโมยเงินเขาไปแล้ว ยังจะหัวหมออีก”
ชายร่างอ้วนที่ฉุดกระชากลากถูอยู่กับลู่ปู่ก็ะโขึ้นว่า“ใช่ พวกมันร่วมมือกันขโมยเงินข้า!”
เฟิงหลี่เฉียงยืนหอบด้วยความเหนื่อยและปวดร้าวไปหมดทั้งตัว จึงโต้ตอบด้วยเสียงดังว่า “ท่านมากล่าวหาข้าแบบนี้มีหลักฐานอะไร! แล้วท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายข้าแบบนี้ด้วย!”
แต่ชายอ้วนยังคงโวยวายและดิ้นรนเพื่อจะสลัดตัวให้หลุดจากลู่ปู่ ซึ่งใกล้จะหมดแรงเช่นกัน ในที่สุด เด็กชายจึงบอกตัวเองว่าเขาจะยอมให้ความโมโหมาครอบงำไม่ได้ เขาจึงถามขึ้นว่า “เอาล่ะ เ้าบอกมาสิว่า ในถุงนั้นมีเงินเท่าไหร่”
ตอนนี้ชายอ้วนชะงัก เขาหยุดต่อสู้ดิ้นรน และก็รีบตอบเสียงดังหนักแน่นว่า“มี 800 เหวิน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฟิงหลี่เฉียงจึงพูดเสียงดังฟังชัด เพื่อให้ทุกคนได้ยินด้วยว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะหยิบเงินของตัวเองกับของพี่ลู่ปู่ให้ท่านและคนอื่นดูจะได้รู้ว่าทั้งตัวของพวกเรามีเงินอยู่เท่าไหร่”
ชาวบ้านที่ยืนฟังต่างก็เห็นด้วยเด็กชายจึงวางย่ามที่หิ้วมา และเทของออกวางบนโต๊ะ ในนั้นมีผ้าที่ห่อเข็มเอาไว้สองชุดซึ่งเขาแกะห่อผ้าให้ทุกคนดู และมีเงินที่อยู่ในถุงเงินเล็กๆอีก 5-6 เหวิน ในขณะที่ลู่ปู่แกะห่อผ้าใส่เงินของเขาให้ดูเช่นกันในนั้นมีเงินอยู่ประมาณ 4-5 กวานเท่านั้น
อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้“พวกเ้าซ่อนเอาไว้น่ะสิ!”
เฟิงหลี่เฉียงหรี่ตาลงเขาจึงหันไปบอกเ้าของร้านว่า “ท่านลุงครับมาช่วยค้นตัวพวกข้ากับโต๊ะเก้าอี้แถวนี้ด้วยว่า พวกเราซ่อนเงินไว้ตรงไหนหรือเปล่า”
เ้าของร้านรีบมาค้นดูตามเสื้อผ้าของทั้งสองคนซึ่งก็ไม่พบอะไร และเมื่อมองหาตามโต๊ะเก้าอี้ที่พวกเขานั่งอยู่ ก็ไม่พบเช่นกัน ถึงตอนนี้หลายคนเริ่มหันไปมองชายร่างอ้วนคนนั้นด้วยสายตาไม่แน่ใจ
แต่อีกฝ่ายก็ยังคงอ้างต่อโดยไม่สะทกสะท้านว่า“เ้าส่งเงินให้คนอื่นยังไงล่ะ”
เด็กชายแสยะปากช่างหน้าไม่อายนัก! เขาจึงหันไปถามคนที่นั่งอยู่ใกล้กับโต๊ะของเขาว่า “พวกท่านรับเงินจากข้าไปหรือเปล่าครับหรือมีใครเห็นข้าส่งเงินให้กับเขาบ้างไหม”
ชายคนนั้นรีบตอบด้วยความโมโห“ข้าไม่รู้จักเ้านะ อย่ามากล่าวหากันลอยๆ สิ!”
เมื่อเฟิงหลี่เฉียงถามคนอื่นในร้านว่ามีใครรู้จักเขาไหม หรือมีใครเห็นเขาส่งเงินให้คนในร้านหรือนอกร้านบ้างไหม หลายคนก็ส่ายหน้าและแม้แต่เ้าของร้านก็ยังพูดว่า “ข้าเห็นพวกเขาเดินเข้ามาแค่สองคนเท่านั้น ข้ายืนยันได้!”
ถึงตอนนี้เริ่มชัดเจนขึ้นมาแล้วว่า ไม่มีใครรู้จักเฟิงหลี่เฉียงและลู่ปู่และไม่มีใครเห็นทั้งสองคนส่งเงินให้กับคนอื่นในร้านด้วย
ชายร่างอ้วนเริ่มหน้าเสียแต่ยังคงดื้อดึงต่อ “พวกเ้าทำเป็ไม่รู้จักกัน แล้วก็แอบขโมยเงินข้าไปยังไงล่ะ!”
ในที่สุดชายคนที่นั่งใกล้กับเฟิงหลี่เฉียงก็ฉุนกึก และชี้หน้าด่าชายอ้วนทันที“นี่เ้าหาว่าข้าเป็ขโมยอย่างงั้นหรือ เ้าอยากโดนดีใช่ไหม!”
ชาวบ้านที่ยืนฟังอยู่ตลอดเริ่มมองชายร่างอ้วนด้วยความไม่พอใจ และรู้สึกแล้วว่า ชายคนนี้มีความผิดปกติ
เ้าของร้านจึงพูดยืนยันขึ้นอีกว่า“พี่ชายคนนี้เป็ลูกค้าประจำของข้า แล้วเขาก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้ด้วย ข้ารู้จักเขาดีส่วนเ้าหนูกับน้องชายคนนี้ที่ท่านกล่าวหา ก็น่าจะมาจากที่อื่นข้าเพิ่มเคยเห็นเป็ครั้งแรก ท่านจะไปกล่าวหาว่าพวกเขารู้จักกัน แล้วสมคบกันขโมยเงินได้อย่างไร!”
เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกกลับแบบนี้ชายร่างอ้วนรีบเปลี่ยนแผนเขารีบคว้าแขนของเฟิงหลี่เฉียง และลากออกไปนอกร้าน“ไม่รู้ล่ะ! ไอ้เด็กนี่มันขโมยเงินข้า ข้าจะพามันไปที่อำเภอ!” ลู่ปู่ใมากเขาวิ่งเข้าไปเพื่อจะดึงชายร่างอ้วนเอาไว้
แต่แล้วทุกคนก็อ้าปากค้างเมื่อจู่ๆ ก็มีเงาสีเขียวของชายคนหนึ่งะโลอยขึ้นมา และถีบเข้าไปที่หลังของชายร่างอ้วนจนล้มถลาลงไปที่พื้นเสียงดังพลั่กในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงถูกชายคนนั้นคว้าตัวเอาไว้ทำให้เขาไม่ล้มลงไปด้วย
แล้วเด็กชายก็ได้เห็นผู้ที่ช่วยเขาเอาไว้เขาเป็ชายร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี อายุประมาณ 26-27 ปี แต่งกายด้วยชุดสีเขียวเข้มใบหน้าของเขาเ็า เมื่อชายร่างอ้วนตั้งสติได้ ก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น และทำท่าจะกระโจนใส่ชายชุดเขียว
แต่แล้วทุกคนก็ได้เห็นชายร่างอ้วนถูกถีบเข้าที่กลางลำตัวอีกครั้ง เสียงรองเท้ากระทบเนื้อปนไขมันดังลั่น จนทำให้บางคนเผลอกุมท้องด้วยความเจ็บแทนหลังจากนั้นชายชุดเขียวก็ระดมเตะไปที่ชายร่างอ้วนไม่ยั้ง จนหงายหลังลงไปนอนกับพื้นส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
เมื่อเตะจนพอใจแล้วชายชุดเขียวก็พูดขึ้นด้วยเสียงดุดันเ็าว่า “เ้านี่มันชั่วร้ายมากคิดจะใช่เล่ห์กลหลอกลวงเพื่อลักพาตัวเด็กอย่างนั้นหรือ!”
ถึงตอนนี้ทุกคนจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเ้าอ้วนคนนี้ ถึงพยายามจะกล่าวหาว่าเด็กน้อยคนนี้ขโมยเงินไปถึงจะไม่มีหลักฐานก็ยังดึงดันจะลากเอาตัวเด็กไปให้ได้ แล้วถ้าเด็กถูกมันเอาตัวไปก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งโกรธแค้นและหวาดกลัวหลายคนอดโมโหไม่ได้จึงพากันระดมหมัดและเท้าเพื่อลงโทษจนชายร่างอ้วนต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิต
เมื่อตำรวจจากอำเภอมาถึงชายอ้วนจึงถูกลากตัวไปรับโทษที่อำเภอ โดยเฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ และชายชุดเขียวจะต้องเดินทางไปให้ปากคำด้วยในระหว่างที่เดินไปด้วยกันนั้น เฟิงหลี่เฉียงก็หันไปพูดกับชายชุดเขียวว่า “ข้ากับพี่ลู่ปู่ขอขอบคุณท่านมากนะครับที่ช่วยพวกเราเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ข้าคงโดนไอ้โจรนี่จับตัวไปแน่นอน!” แล้วเขากับลู่ปู่ก็ก้มลงคำนับชายชุดเขียวอย่างจริงใจ
ชายชุดเขียวยิ้มและพูดว่า“ข้ายืนฟังมาตลอด ก็รู้ว่าเ้านี่มีเจตนาไม่ดีั้แ่แรกแล้ว”
เมื่อเดินทางมาถึงที่อำเภอพวกเขาถูกนำตัวไปที่ห้องสอบสวนและได้พบกับนายอำเภอ คือ เกาซือจื่อ อายุประมาณ 40กว่าปี ในระหว่างสอบสวนนั้นเฟิงหลี่เฉียงได้เห็นวิธีการทำงานของข้าราชการในระดับท้องถิ่นและได้เห็นถึงอำนาจในการฟ้องร้องและจับกุม ทำให้เด็กชายได้คิดว่า ถ้าวันนี้ไม่มีชายชุดเขียวมาช่วยไว้เขาก็คงจะถูกลากตัวไปแน่ คงไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้ามาช่วยเขาบางคนก็ยังคิดว่าเขาเป็ขโมยเสียด้วยซ้ำไป เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เด็กชายก็ต้องกำมือเอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกขมขื่นในใจ
เมื่อนายอำเภอพบว่าเฟิงหลี่เฉียงและลู่ปู่เป็คนของหมอต้วนเจี่ยซินก็ทำให้พวกเขาได้รับการปฏิบัติดีขึ้น เมื่อให้ข้อมูลจบแล้ว พวกเขาจึงเดินทางกลับในขณะที่ชายชุดเขียวก็จากไปแล้วเช่นกัน
พวกเขากลับมาถึงบ้านที่หลานเถียนในตอนเย็นทั้งสองเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ต้วนเจี่ยซินฟังชายชรามองหน้าเด็กชายที่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเจ็บใจอยู่มาก ในขณะที่ลู่ปู่ก็เสียใจที่ไม่สามารถปกป้องเด็กชายได้ ต้วนเจี่ยซินจึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า“เ้าจะต้องเรียนวรยุทธ์แล้วล่ะ”
เฟิงหลี่เฉียงเงยหน้าขึ้นดวงตาเป็ประกาย “ข้าเรียนได้ด้วยหรือครับ!”
ชายชราพยักหน้า“เ้ายังเด็ก กระดูกยังอ่อน ยังไม่สายที่จะฝึกฝน แต่บอกก่อนนะว่า การฝึกวรยุทธ์เป็เื่ที่ยากมากเ้าจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินลมปราณและฝึกการต่อสู้ ตอนนี้เ้าเรียนหนังสือกับบัณฑิตโม่แล้วยังเรียนหมอกับข้าอีก เ้าจะรับไหวหรือเปล่า”
เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูดแต่เขาไม่อยากถูกรังแกแบบวันนี้อีกต่อไป เด็กชายจึงตอบอย่างจริงจังว่า “ข้าอยากเรียนครับถึงลำบากก็ยินดี ข้าไม่อยากถูกใครรังแกอีกแล้วครับ!”เด็กชายจ้องมองอาจารย์ของเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นเช่นนั้น ชายชราจึงพูดขึ้นว่า“ถึงตอนนี้จะยังไม่มีคนสอนวรยุทธ์ให้ แต่ข้าจะสอนการเดินลมปราณให้เ้าก่อน จากนั้นก็ฝึกทำสมาธิ
เ้าเรียนหมอมาระยะหนึ่งแล้วย่อมรู้จักเส้นลมปราณในร่างกายทุกเส้นดี ถึงข้าไม่มีวรยุทธ์ แต่ข้ารู้ว่าจะสร้างชี่ในตันเถียนแต่ละจุดได้อย่างไรเมื่อวันหนึ่งเ้าได้พบคนที่จะสอนวรยุทธ์ให้เ้า ก็จะได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพราะมีพื้นฐานที่ดีเตรียมเอาไว้แล้ว”
เช้ามืดของวันรุ่งขึ้นต้วนเจี่ยซินพาเฟิงหลี่เฉียงมาที่ลานบ้าน เขาให้เด็กชายนั่งฟังสิ่งที่เขาสอน และทำตามไปด้วย
“ในร่างกายของคนเรานั้นจะมีชี่หรือลมปราณไหลเวียนอยู่ ชี่ คือพลังงานของชีวิตขนาดเล็กในร่างกาย ที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ และทำให้อวัยวะทำงานได้ดีไม่ติดขัด และมีความสมดุล”
เฟิงหลี่เฉียงนั่งฟัง และพยายามััถึงชี่ที่ไหลเวียนตามเส้นลมปราณในร่างกาย เสียงนิ่งสงบของต้วนเจี่ยซินดังก้องอยู่ในหูของเขา
“ในการแพทย์เราจะต้องรักษาให้ชี่เหล่านี้ไหลเวียนและทำงานในร่างกายให้ดี
ชี่หรือลมปราณจะเดินทางไปตามเส้นลมปราณหรือจิงลั่วหลายเส้น ที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์
การฝึกวรยุทธ์คือการสร้างชี่และเืขึ้นมา เพื่อให้เดินทางไปตามเส้นลมปราณเหล่านี้ได้อย่างสะดวก”
เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กชายจึงถามขึ้นว่า “หมายความว่า ถ้าเราสร้างชี่ให้มีมาก เราจะเป็จอมยุทธ์ได้ใช่ไหมครับ”
ต้วนเจี่ยซินพยักหน้า“ถูกต้อง ผู้ที่เก่งวรยุทธ์ จึงต้องสร้างชี่และเดินชี่ได้สะดวกเหนือกว่าคนทั่วไปแต่คนทั่วไปก็มักคิดว่า จอมยุทธ์เท่านั้นจึงจะสร้างชี่ได้ แต่แท้จริงแล้ว ร่างกายของเรามีชี่ที่พ่อแม่ให้มาั้แ่เกิดจากนั้นเราก็สร้างขึ้นมาเองจากอาหารและอากาศที่อยู่รอบตัวนั่นคือสาเหตุที่เราต้องกินอาหารที่ดีและหายใจเอาอากาศที่ดีเข้าไป เพื่อให้สร้างชี่ได้มากนั่นเอง”
“ั้แ่ข้ามาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงและมีพลังมากขึ้นครับ” เด็กชายบอกอย่างดีใจ เพราะเขารู้สึกได้ว่าอากาศที่เชิงเขาหลานเถียนนี้ดี ทำให้เขาสุขภาพดีขึ้นมาก
ชายชรายิ้มและอธิบายต่อ“แล้วร่างกายของเรามีแหล่งสร้างชี่จากตรงไหนได้บ้าง เราสามารถสร้างชี่ได้จากอวัยวะ4 อย่างนี้ นั่นคือ ไต กระเพาะอาหาร ม้าม และปอด เ้าจะเห็นว่าชี่ที่เกิดจาก 4 แหล่งนี้มาจากอาหารและอากาศที่เรานำเข้าไปร่างกาย และอวัยวะเหล่านี้ สร้างชี่ออกมา ที่ข้าพูดนี้เป็การสร้างชี่ตามหลักการแพทย์”
“แต่การฝึกวรยุทธ์นั้น เ้าจะต้องรวบรวมชี่ที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมดให้เกิดขึ้นหรือไปรวมตัวกันที่ตันเถียนล่าง กลาง และบน”
เมื่อเห็นเด็กชายทำหน้าสงสัยต้วนเจี่ยซินจึงอธิบายว่า
“ตันเถียนบนอยู่ที่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ตันเถียนกลาง อยู่ตรงกลางหัวใจ และตันเถียนล่าง อยู่ที่ท้องน้อยใต้สะดือลงมา3 นิ้ว”
“ถ้าเ้าจะฝึกวรยุทธ์ให้ดีเ้ายังต้องสร้างทั้งชี่ภายในหรือเน่ยชี่ และชี่ภายนอก หรือเว่ยชี่ให้เกิดขึ้นพร้อมกันด้วยซึ่งทั้งหมดนั้น อยู่ในตำราการแพทย์ที่อาจารย์ให้เ้าอ่านอยู่แล้ว”
เฟิงหลี่เฉียงตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น“ข้าเคยอ่านหลักเหล่านี้มาแล้วครับ แสดงว่าข้าสามารถใช้หลักการแพทย์มาช่วยฝึกวิทยายุทธ์ก็ได้ใช่ไหมครับอาจารย์”
ต้วนเจี่ยซินหัวเราะเมื่อเห็นเด็กชายตื่นเต้นดีใจเขารู้ดีว่า เฟิงหลี่เฉียงเป็เด็กที่้าใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนรู้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และการที่เขาเป็หมอยังจะเป็ข้อได้เปรียบในการฝึกวิทยายุทธ์ด้วยเพราะเขาสามารถสร้างชี่ให้เกิดขึ้นได้ และยังสามารถรักษาตัวเวลาที่ชี่หรือลมปราณติดขัดได้อีกด้วยโดยที่ไม่ต้องรอให้หายเอง เหมือนคนทั่วไป
เฟิงหลี่เฉียงจึงดีใจมากและในระหว่างที่เขาตั้งใจฝึกการสร้างชี่ การควบคุมชี่ หรือการเดินลมปราณอยู่นั้นคนที่จะสอนวรยุทธ์ให้เขาก็กำลังเดินทางมาที่หมู่บ้านหลานเถียนแล้ว!