บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 อาจารย์นักปรุงยา

            เนี่ยหลีขอร้องถึงเพียงนี้นางจึงไม่อาจปฏิเสธได้อีกประการหนึ่งนี่ก็เป็นกฎอย่างหนึ่งของสมาคมนักปรุงยาวิเศษไม่ว่าจะเป็นนักปรุงยาฝึกหัดหรืออาจารย์นักปรุงยาขั้นต้นล้วนเปิดกว้างแก่บุคคลภายนอก! ใครก็สามารถเข้ารับการทดสอบได้ไม่มีกฎเกณฑ์เรื่องอายุ เพียงต้องจ่ายเงินสองร้อยเหรียญจิตอสูรก็สามารถเข้าร่วมได้เลย

            นักปรุงยาฝึกหัดรุ่นพี่บางคนจะเดินทางมาสอบทุกเดือนเพราะหากเมื่อใดที่พวกเขาสอบผ่านทั้งสามระดับก็จะได้รับการยอมรับเป็นอาจารย์ขั้นต้นฐานะย่อมเปลี่ยนแปลงราวพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

            อย่างไรก็ตาม การประเมินในระดับอาจารย์นักปรุงยาขั้นต้นมิได้ง่ายดายอย่างที่คิดปกติหลังการสอบครั้งหนึ่ง ร้อยคนจะมีเหลือเพียงไม่กี่คนการสอบรอบที่สองรอบที่สามยิ่งยากขึ้นไปอีก!

            “หากคิดจะเข้าร่วมการสอบระดับอาจารย์ขั้นต้นเจ้าต้องจ่ายสองร้อยเหรียญจิตอสูร และต้องจ่ายก่อนเข้าห้องสอบ!” แม่นางเสี่ยวหลันแจ้งแก่เนี่ยหลี

            “แค่สองร้อยเหรียญจิตอสูรเท่านั้น นำทางข้าไปได้เลย!” เนี่ยหลีพูดกับแม่นางเสี่ยวหลัน หันหน้าไปมองเซียวหนิงเอ๋อร์และพรรคพวก

            “พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ข้าสอบผ่านแล้วจะกลับมาหาพวกเจ้า!” เนี่ยหลีท่าทางดูผ่อนคลายยิ่งนัก

             “ได้ รอเจ้าสอบผ่านแล้วพวกเราค่อยไปกินมื้อค่ำด้วยกัน!” ลู่เพียวหัวเราะฮ่าๆ ท่าทางมั่นอกมั่นใจอย่างชัดเจน

            “เนี่ยหลี สู้เต็มที่นะ!” เซียวหนิงเอ๋อร์ยกสองมือขึ้นกุมระดับอกและพูดเบาๆ

            ได้ยินถ้อยสนทนาระหว่างเนี่ยหลีกับลู่เพียว เสี่ยวหลันอดที่จะกลอกตาตลบหนึ่งมิได้นี่เป็นการสอบระดับอาจารย์นักปรุงยาเชียวนะ มิใช่ระดับฝึกหัด เนี่ยหลีกับพรรคพวกเหล่านี้ออกจะไม่รู้เรื่องรู้ราวเกินไปเสียหน่อยแล้วพวกเขาคิดว่าการสอบระดับอาจารย์ขั้นต้นนี้ง่ายนักหรือ? เงินสองร้อยเหรียญจิตอสูรของเนี่ยหลีนี้คงต้องสูญเปล่าแล้วล่ะทว่านี่ก็เป็นเงินของเนี่ยหลี มิใช่ธุระกงการอะไรของนาง นางก็เพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น

            “ตามข้ามา!” เสี่ยวหลันทำเสียงขึ้นจมูกและไม่พูดอะไรอื่นอีก

            ห้องสอบระดับอาจารย์ขั้นต้น ระเบียงเดินสายหนึ่งทอดตัวยาวออกไปด้านข้างมีห้องเล็กๆ แบ่งซอยเอาไว้ ผู้สมัครสอบในระดับอาจารย์ขั้นต้นทุกคนจะต้องเข้าไปในห้องเหล่านี้คนละห้องหนึ่งทำการสอบวัดระดับความรู้อันซับซ้อนจนเสร็จสิ้นหลังผ่านการประเมินจากอาจารย์นักปรุงยาหลายคนแล้วจึงจะเข้าสอบในรอบต่อไปได้

            การสอบครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าสอบทั้งสิ้นหกคน ในหกคนนี้สามคนมีอายุกว่าสามสิบปีแล้ว และอีกสองคนก็มีผมหงอกขาวเต็มศีรษะ

            เมื่อพวกเขาเห็นเสี่ยวหลันนำหน้าเนี่ยหลีเดินเข้ามา พวกเขางุนงงเล็กน้อย

            หนึ่งในชายหนุ่มอายุรุ่นสามสิบปีจ้องมองเนี่ยหลีตาเขม็งสองคิ้วของเขาขมวดมุ่นเล็กน้อยและพูดว่า “เจ้าหนู เจ้ามาทำอะไรที่นี่รึ?”

            เนี่ยหลีเงยหน้ามองชายผู้นั้นและพูดเบาๆ ว่า “ข้าก็มาที่นี่เหมือนพวกเจ้าแน่นอนว่ามาเพื่อสอบ!”

            ชายหนุ่มผู้นั้นมองเสื้อผ้าของเนี่ยหลีชุดที่เนี่ยหลีสวมใส่อยู่มิใช่เสื้อผ้าเยี่ยงพวกตระกูลชั้นสูง “ฮ่าๆ นี่เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกันเด็กเช่นเจ้ากลับมาร่วมทดสอบระดับอาจารย์นักปรุงยา เจ้าหนู เจ้ามาผิดที่แล้วไปห้องสอบระดับนักปรุงยาฝึกหัดยังพอว่า!” เด็กอายุสิบสามสิบสี่ปีผู้หนึ่งกลับมาที่นี่เพื่อสอบเป็นอาจารย์นักปรุงยารึ?ช่างเป็นการดูแคลนพวกเขายิ่งนัก!

            “เจ้าเป็นใครรึ?” เนี่ยหลีชำเลืองมองชายหนุ่มผู้นั้นเล็กน้อย

            “ข้ามาจากตระกูลนักปรุงยา ชื่อฉู่หนิง!” ฉู่หนิงพูดอย่างภาคภูมิใจ

            “ตระกูลนักปรุงยาอย่างนั้นรึ? ตระกูลฉู่นับเป็นตระกูลนักปรุงยาด้วยหรือ?”เนี่ยหลีหัวเราะขึ้นจมูกอย่างเย็นชาดูแคลนนักหวนนึกถึงครั้งที่ไปยังซากเมืองโบราณก็มีคนชื่อฉู่หยวนร่วมทางไปด้วยคนผู้นั้นดูเหมือนก็มาจากตระกูลฉู่เช่นเดียวกัน

            “ตระกูลฉู่ของข้าตามประวัติเคยมีอาจารย์นักปรุงยาขั้นสูงสามคนนักปรุงยาขั้นกลางหกคน และยังมีอาจารย์นักปรุงยาขั้นต้นอีกกว่ายี่สิบคนพวกเราจะไม่นับว่าเป็นตระกูลนักปรุงยาได้อย่างไร?” ฉู่หนิงพูดอย่างภาคภูมิใจ

            “ความรุ่งเรืองที่ผ่านพ้นไปแล้ว นำกลับมาพูดจะมีประโยชน์อันใดกับตอนนี้เล่า?ตระกูลฉู่มีอาจารย์ระดับต้นอยู่เพียงคนเดียวยังคู่ควรเป็นตระกูลนักปรุงยาอีกหรือ?” เนี่ยหลียิ้มพร้อมกับพูดโต้แย้งฝ่ายตรงข้าม

            ฉู่หนิงคิดไม่ถึงมาก่อนว่าเด็กอย่างเนี่ยหลีจะรู้จักบ้านเขาเป็นอย่างดี ทั้งยังฝีปากจัดจ้านนัก

            “หึๆ แล้วจะเป็นเช่นไรเล่า? ข้า ฉู่หนิงจะต้องได้เป็นอาจารย์นักปรุงยาอย่างแน่นอน เจ้าเด็กเมื่อวานซืนปากเจ้ายังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไปให้พ้น ที่นี่เป็นสถานที่สอบอาจารย์นักปรุงยามิใช่สถานที่ให้เจ้ามาเที่ยวเล่น!” ฉู่หนิงพูดเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ เขาเคยสอบมาแล้วสองครั้งจึงมีความเชื่อมั่นในการสอบครั้งที่สามนี้อย่างยิ่ง

            ได้ยินคำพูดของฉู่หนิง หลายคนรอบตัวเขาก็พากันก้มหน้าหัวเราะคิกคักพวกเขาเหล่านี้ล้วนมุ่งมั่นอยู่กับการปรุงยามานับสิบปีแล้วแต่เพิ่งเริ่มเข้าทดสอบการปรุงยาระดับอาจารย์หากถูกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเนี่ยหลีแซงหน้าสอบผ่าน แล้วพวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้?

            เนี่ยหลียักไหล่และพูดเรื่อยเฉื่อย “ถึงเวลานั้นพวกเราก็จะได้เห็นเอง”

            เขาผลักประตูบานหนึ่งเดินเข้าไป

            ฉู่หนิงร้องฮึเย็นชาคำหนึ่ง เขาไม่เชื่ออย่างแน่นอน เจ้าเด็กชอบพูดจาเหลวไหลคนหนึ่งจะมีความรู้ความเข้าใจการปรุงยากระทั่งถึงระดับนั้นได้ว่าแล้วก็เดินอาดๆ เข้าห้องๆ หนึ่งไป

            เมื่อเนี่ยหลีเดินเข้าห้องไปมีอาจารย์นักปรุงยาระดับต้นสองคนนั่งอยู่ตรงหน้า ทั้งสองมีอายุราวห้าสิบ-หกสิบปีด้านข้างมีโต๊ะตัวหนึ่ง เก้าอี้ตัวหนึ่งบนโต๊ะมีกระดาษกองหนึ่งและพู่กันขนแกะด้ามหนึ่งวางอยู่

            ครั้นเห็นเนี่ยหลีเดินเข้ามาอาจารย์ขั้นต้นท่านหนึ่งตกใจและเอ่ยถามขึ้นอย่างมึนงงว่า “นักเรียนผู้นี้เจ้าเข้ามาผิดห้องหรือไม่? ที่นี่เป็นห้องสอบระดับอาจารย์นักปรุงยา!”

            “อาจารย์ทั้งสอง ข้ามาไม่ผิดที่ ข้ามาเพื่อรับการทดสอบระดับอาจารย์ขั้นต้น!”เนี่ยหลีพูดอย่างสุภาพยิ่ง กับอาจารย์ผู้คุมสอบมีมารยาทสักหน่อยจะเป็นการดีกว่า

            อาจารย์ขั้นต้นทั้งสองมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกลับกล้ามารับการสอบระดับอาจารย์ขั้นต้นอีกประเดี๋ยวเนี่ยหลีก็จะต้องรู้เองว่าข้อสอบระดับอาจารย์ขั้นต้นนี้ยากเย็นเพียงใด! หากไม่มุ่งมั่นจดจ่อกับการศึกษาการปรุงยามานับสิบปีย่อมไม่สามารถเป็นอาจารย์นักปรุงยาผู้หนึ่งได้!

            “เอาล่ะ บนโต๊ะตรงนี้มีหน้ากระดาษอยู่สามร้อยหกสิบกว่าแผ่นเจ้าเลือกกระดาษเหล่านี้ไปจำนวนหนึ่ง แต่ละหน้าล้วนเป็นคำถามเกี่ยวกับการปรุงยาเจ้าต้องเขียนคำตอบลงบนกระดาษต้องตอบคำถามทั้งหมดยี่สิบหน้าให้เสร็จภายในเวลาสองชั่วโมงต้องตอบให้ถูกเก้าในสิบส่วนจึงจะสามารถสอบรอบถัดไปได้!” อาจารย์ท่านหนึ่งพูด

            “อาจารย์ท่านนี้ ท่านช่วยข้าเลือกสักหลายๆ หน้าจะได้หรือไม่!” เนี่ยหลีมองอาจารย์ท่านหนึ่งและพูดขึ้น หากกระดาษเหล่านี้มีอาจารย์นักปรุงยาเป็นผู้เลือกให้เช่นนั้นก็จะตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโกงขึ้น!

            อาจารย์นักปรุงยาท่านนั้นเห็นดวงตาแจ่มใสของเนี่ยหลีจึงพยักหน้าเล็กน้อย “ได้!” เขาสุ่มเลือกกระดาษยี่สิบแผ่นและวางพวกมันลงตรงหน้าเนี่ยหลี“ทำข้อสอบเหล่านี้ก็แล้วกัน!”

            เนี่ยหลีหยิบพู่กันขนแพะขึ้นมา สายตากวาดมองคำถามบนหน้ากระดาษเหล่านั้นมุมปากก็พลันเลิกสูงขึ้น คำถามพวกนี้ง่ายดายนักสำหรับเขาราวกับอาจารย์นักปรุงยากำลังทำข้อสอบของผู้ฝึกหัดความรู้ความเข้าใจต่อการปรุงยาของเนี่ยหลีเหนือล้ำกว่าระดับอาจารย์ไปมากนัก! แม้กระทั่งยังห่วงว่าบรรดาอาจารย์นักปรุงยาเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าใจได้หากคำตอบของเขาซับซ้อนเกินไปดังนั้นเขาจึงตั้งใจเขียนคำตอบให้ง่ายต่อการเข้าใจขึ้นคำตอบบางข้อเห็นชัดว่าไม่ถูกต้อง แต่เนี่ยหลีก็ได้แต่เขียนลงไปเพราะอาจารย์นักปรุงยาเหล่านี้ กับความเข้าใจด้านการปรุงยายังไม่ถึงระดับนั้น!

            พู่กันของเนี่ยหลีสะบัดพลิ้วไหวตวัดขึ้นตวัดลงตอบคำถามสิบกว่าข้อเสร็จเรียบร้อย

            อาจารย์นักปรุงยาทั้งสองคิดว่าเนี่ยหลีคงไม่สามารถตอบคำถามได้สักข้อคิดไม่ถึงเนี่ยหลีกลับทำได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ตอบเสร็จไปแล้วสิบกว่าข้อพวกเขาคิดว่าเนี่ยหลีเขียนคำตอบมั่วๆ ดังนั้นจึงยื่นศีรษะเข้าไปดูๆ

            “คำถามข้อแรกเกี่ยวกับสิบหกคุณประโยชน์ของหญ้าเยวี๋ยนหลิง โอ้ตอบได้ดีทีเดียว ไม่ตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว!”

            “ข้อสอง ขั้นตอนการกลั่นยาและข้อควรใส่ใจ ทั้งยี่สิบหกขั้นตอนสมบูรณ์ยิ่ง!”

            ...

            อาจารย์นักปรุงยาทั้งสองมองตากันไปมาปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็คือเนี่ยหลีจะต้องโกงอย่างแน่นอนเด็กอายุแค่สิบสามปีผู้หนึ่งจะมีความเข้าใจในกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนปานนี้ได้อย่างไร?หากมองที่คำถามแล้วอันที่จริงก็นับว่าเป็นคำถามที่เรียบง่ายธรรมดายิ่งนักทว่านี่เป็นคำถามที่เลือกออกมาจากยาสมุนไพรนับหมื่นชนิดจะต้องใช้ความรู้ที่กว้างขวางเพียงใดจึงจะสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้?

            แต่กระดาษเหล่านั้นล้วนเป็นพวกเขาหยิบเลือกออกมาเองนี่ย่อมกำจัดความเป็นไปได้ที่เนี่ยหลีจะคิดโกง!

            เด็กอายุสิบสามปีผู้หนึ่งต่อให้เริ่มอ่านหนังสือมากมายมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเกรงว่าก็คงไม่มีปัญญาอ่านบันทึกโบราณเหล่านั้นได้มากมายเช่นนี้!

            สองอาจารย์นักปรุงยาสบสายตากันยิ้มเจื่อนๆ ในโลกนี้มีคนที่มีความรู้มาตั้งแต่เกิดหรือไม่?เกิดมาพร้อมความรู้ หมายความว่าเมื่อเจ้าเกิดมาเจ้าก็มีปัญญาและความรู้อันโดดเด่นแต่แรก

            ภายใต้สถานการณ์ปกติ คนทั่วไปจำต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเค่อ (๑๕ นาที)เพื่อตอบคำถามหนึ่งหน้ากระดาษให้เสร็จสามารถใช้เวลาตามที่กำหนดตอบคำถามสิบชุดจนเสร็จได้ก็นับว่ามีแค่ไม่กี่คนที่ทำได้แล้วหลายคนติดขัดอยู่กับคำถามที่ยากๆ สองสามข้อทว่าเนี่ยหลีกลับเขียนคำตอบถึงสามหน้ากระดาษเต็มๆได้ภายในเวลาแค่หนึ่งเค่อเท่านั้น

            ยังไม่ทันครบชั่วโมง กระดาษสิบแผ่นก็เต็มไปด้วยคำตอบ

            ทุกครั้งที่เนี่ยหลีตอบคำถามเสร็จหนึ่งแผ่น อาจารย์นักปรุงยาทั้งสองก็จะอ่านคำตอบเหล่านั้นสุดท้ายทั้งสองเต็มไปด้วยความตะลึงงัน กระดาษคำตอบสิบแผ่นไม่มีผิดพลาดแม้เพียงจุดเดียว ยังมีบางคำถามตอบได้อย่างยอดเยี่ยมนักเหนือชั้นยิ่งกว่าบันทึกบางเล่มเสียอีก เป็นเหตุให้พวกเขาอดที่จะตะลึงลานมิได้!

            อัจฉริยะ!

            เป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง!

            อาจารย์นักปรุงยาทั้งสองท่านทั้งอัศจรรย์ใจทั้งตื่นเต้นเรื่องนี้จะต้องรายงานขึ้นไปให้พวกท่านผู้อาวุโสทราบ ให้ท่านประธานทราบ! เนี่ยหลีอายุยังน้อยก็มีความรู้กว้างขวางถึงเพียงนี้ อีกไม่กี่ปีจะเป็นอย่างไร?

            ไม่แน่ว่าเนี่ยหลีอาจจะกลายเป็นคนที่ช่วยฟื้นฟูสมาคมนักปรุงยาก็เป็นได้ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งอดตื่นเต้นขึ้นมามิได้ ถึงเวลานั้นกระดาษคำตอบของเนี่ยหลีอาจจะกลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายก็เป็นได้

            “ไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้เป็นบุตรของบ้านไหนหรือ?” หนึ่งในผู้สูงวัยเอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม“ข้าชื่อหูเหยียนหมิง เขาชื่อมู่หยางพวกเราทั้งคู่เป็นอาจารย์ขั้นต้น”

            “ท่านอาจารย์ทั้งสองเรียกชื่อข้าตรงๆ เถอะ ข้าชื่อเนี่ยหลีมาจากตระกูลตราสวรรค์เทียนเหิน” เนี่ยหลีรีบตอบอย่างถ่อมตนที่แท้มีคนแซ่หูเหยียนอีกคนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นคนของตระกูลหูเหยียนหรือไม่

            ได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี หูเหยียนหมิงและมู่หยางสองคนยิ้มตาหยีเนี่ยหลีเรียกพวกเขาว่าอาจารย์ทำให้อาจารย์นักปรุงยาขั้นต้นทั้งสองมีความสุขยิ่งนักไม่เลวๆ อายุยังน้อยกลับมีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้ ทั้งยังไม่จองหองอีกหากเนี่ยหลีสามารถมีบทบาทในสมาคมนักปรุงยาได้จริง คำเรียกขาน ‘ท่านอาจารย์’ นี้ย่อมช่วยส่งเสริมฐานะของพวกเขาขึ้นไปได้อีกมากโขแล้ว 

    คล้ายกับเรื่องบันทึกราชันย์เทพอสูร ที่คุณอ่าน