ความรู้สึกตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ช่างแตกต่างจากทุกวันโดยสิ้นเชิง
ผมนอนมองเพดานห้องนอนสีพาสเทลนิ่งๆ ปล่อยให้ความเงียบงันรอบตัวโอบล้อมร่างกาย ทว่าในอกของผมกลับพัดกระหน่ำไปด้วยพายุแห่งความสับสนและเขินอายจนไม่สามารถสงบใจได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ภาพเหตุการณ์ร้อนรุ่มเมื่อคืนวานนี้ไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองเป็ฉากๆ ราวกับเครื่องฉายภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำไม่ยอมหยุด... รสจูบแรกแสนหวานทว่าดุดันที่เกือบพรากลมหายใจของผมไป ััอุ่นร้อนจากฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านของพี่ไมค์ที่ลูบไล้ไปทั่วผิวเนื้อเปลือยเปล่าของผม และเสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูยามที่เขาช่วยชักนำให้ผมปลดปล่อยหยาดน้ำรักออกมาคาอุ้งมือหนาของเขา
“บ้า... บ้าที่สุดเลยไอ้คลื่น ทำไมมึงปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้เขาทำขนาดนั้นวะ”
ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าตัวเองแน่น พลางดิ้นพล่านไปมาบนเตียงด้วยความละอายแก่ใจ หน้าท้องขาวเนียนของผมยังรู้สึกเหมือนมีกระแสความร้อนผ่าวจากฝ่ามือใหญ่ของเขาทาบทับอยู่จางๆ ทุกครั้งที่นึกถึงเสียงครางกระเส่าอย่างน่าอายของตัวเอง ผมก็อยากจะเอาหัวมุดลงไปใต้ดินหนีไปให้พ้นๆ จากโลกใบนี้
ผมเพิ่งเจอเขาได้แค่สองวันเองนะ แต่ผมกลับยอมให้เขา ‘ทำเื่แบบนั้น’ ด้วยหน้าตาเฉย แถมยังรู้สึกเสียวซ่านจนตัวสั่นยอมจำนนในอ้อมกอดของเขาอย่างหมดรูปอีกต่างหาก
แล้ววันนี้ผมจะสู้หน้าเขาได้ยังไงล่ะเนี่ย
เสียงเคาะประตูที่คุ้นเคยดังขึ้นตอนเจ็ดโมงครึ่งตามตารางเวลาเดิม ทว่าผมกลับสะดุ้งสุดตัวและไม่กล้าขานรับเหมือนทุกครั้ง
“ลูกคลื่นครับ... ตื่นหรือยัง? อาหารเช้าเสร็จแล้วนะ”
เสียงทุ้มต่ำของพี่ไมค์ดังผ่านประตูเข้ามา มันนิ่งสงบและเป็ปกติเสียจนผมรู้สึกหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาอีกระลอก
ทำไมเขาถึงทำตัวปกติได้ขนาดนี้กันนะ! ทั้งที่เพิ่งจะทำเื่ลามกกับผมไปแท้ๆ
“ปะ... ไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมตามลงไป”
ผมะโตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ พยายามปรับเสียงให้ดูเป็ปกติที่สุด
หลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเขาเดินห่างออกไป ผมก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว ผมจ้องมองตัวเองในกระจกเงา... ปลายจมูกและริมฝีปากที่เคยโดนเขาบดจูบยังคงดูแดงระเรื่อกว่าปกติเล็กน้อย แถมที่ซอกคอขาวก็ยังมีรอยรักจางๆ สีกุหลาบที่เขาจงใจฝากไว้เตือนใจ
ผมรีบวิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้า คว้าเสื้อยืดคอเต่าสีเข้มมาสวมทับทันทีเพื่อปิดบังร่องรอยน่าอายเ่าั้ ทั้งที่อากาศเมืองไทยมันร้อนจะตายชัก แต่ความอายมันมีมากกว่าความร้อนหลายเท่า
ผมพยายามถ่วงเวลาอยู่ในห้องนอนจนกระทั่งเก้าโมงเช้า ถึงได้ยอมรวบรวมความกล้าเดินก้าวลงบันไดมา ทว่าเมื่อเดินเข้ามาในห้องอาหาร หัวใจของผมก็กระตุกวูบและเต้นระรัวขึ้นมาทันที
พี่ไมค์กำลังยืนจัดจานผลไม้อยู่ที่เคาน์เตอร์ครัว เขาสวมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว เผยท่อนแขนแกร่งและ่ไหล่กว้างสอบดูดีไร้ที่ติ เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของผม เขาก็หันกลับมาสบตา
ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นกวาดมองผมั้แ่หัวจรดเท้าช้าๆ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่เสื้อคอเต่าสีเข้มที่ผมสวมอยู่ มุมปากหยักลึกโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ประดับใบหน้าหล่อเหลา
“สวมเสื้อคอเต่าเหรอครับวันนี้? แอร์ในบ้านเย็นเกินไปหรือเปล่า?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงกระแสล้อเลียนอย่างชัดเจนจนผมหน้าร้อนฉ่า
“เื่ของผม ผมอยากใส่ตัวนี้”
ผมแหวใส่ กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลบาร์ หันหน้าหนีไปอีกทางเพื่อไม่ให้สบตาสีเทาคู่นั้น
“ข้าวเช้าของผมล่ะ หิวแล้ว”
“นี่ครับ ข้าวผัดอเมริกัน ทานเยอะๆ นะครับ เมื่อคืนเรา... ‘เสียพลังงาน’ ไปเยอะ”
คำพูดหน้าตายของเขาราวกับฟ้าร้องกลางวันแสกๆ ผมแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง หันขวับไปถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธระคนอาย
“พี่ไมค์ ห้ามพูดเื่เมื่อคืนนะ ห้ามพูดเด็ดขาดเลย!”
พี่ไมค์เลิกคิ้วหนา ยิ้มอย่างอ่อนโยนแกมเ้าเล่ห์
“พี่ไม่ได้พูดอะไรเลยนะครับ แค่บอกว่ากลัวเราเหนื่อยเฉยๆ... แต่ถ้าเราไม่อยากให้พูด พี่ก็จะไม่พูดครับ”
เขายื่นแก้วน้ำส้มให้ผม มือหนาจงใจปัดผ่านนิ้วมือเรียวของผมเบาๆ ััอุ่นร้อนเพียงเสี้ยววินาทีนั้นทำให้ร่างกายของผมสะดุ้งตัวสั่นรีบชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก พี่ไมค์มองท่าทีตื่นตระหนกประดุจกระต่ายตื่นตูมของผมแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ยิ่งสร้างความหงุดหงิดระคนใจสั่นให้ผมเป็เท่าตัว
ตลอดวันนั้น บรรยากาศการติวหนังสือเต็มไปด้วยความอึดอัดระคนใจสั่นอย่างที่สุด
ผมพยายามรักษาระยะห่างกับพี่ไมค์อย่างเต็มที่ ผมขยับเก้าอี้หนีห่างออกไปเกือบเมตรเพื่อไม่ให้ไหล่ของเราชนกัน ทว่าพี่ไมค์กลับแกล้งทำเป็ตรวจงานและลากเก้าอี้ตามมาเบียดใกล้ๆ ทุกครั้งที่ผมเขียนคำตอบผิด เขาก็จะโน้มตัวข้ามสะโพกของผมเข้ามาใกล้เพื่อชี้จุดผิดในกระดาษ
ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดผิวแก้มของผม กลิ่นกายชายหนุ่มและน้ำหอมไม้สนอบอวลอยู่รอบตัวจนผมสมองตื้อ ทำโจทย์คณิตศาสตร์ผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่มีสมาธิเลยสักนิด
“ลูกคลื่นครับ ข้อนี้ตอบผิดอีกแล้วนะ”
เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดใบหูจนผมสะดุ้งลนลาน พี่ไมค์เอื้อมมือแกร่งมาจับมือขวาของผมที่กำลังกำดินสอแน่น ฝ่ามือใหญ่ที่ร้อนรุ่มและกว้างใหญ่ครอบงำมือของผมไว้จนมิดชิด เขาบังคับทิศทางมือของผมให้แก้โจทย์เลขบนกระดาษช้าๆ
“สะ... สองคูณสามได้หก... แล้วลบด้วยห้าเหลือหนึ่ง...”
เสียงของเขาอธิบายข้างหู แต่อกแกร่งของเขาแทบจะแนบชิดกับแผ่นหลังบางของผม ความรู้สึกสั่นไหวแล่นริ้วไปทั่วร่างจนตัวผมแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงประหนึ่งจะทะลักออกมาข้างนอก
“พี่ไมค์... ปล่อยมือผมเถอะ ผมเขียนเองได้”
ผมพูดเสียงสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้
พี่ไมค์ยอมปล่อยมือออกช้าๆ ทว่ากลับไม่ยอมขยับตัวออกห่าง เขากลับเอียงใบหน้าคมคายมามองเสี้ยวหน้าแดงซ่านของผม ดวงตาสีเทาเข้มสบประสานเข้ากับตาของผมในระยะประชิด
“เกร็งขนาดนี้... กลัวพี่เหรอครับ?”
“ใคร... ใครกลัวพี่เลี้ยงนิสัยไม่ดีกันล่ะ”
ผมเถียงกลับอย่างดื้อรั้นทว่าน้ำเสียงกลับดูอ่อนแรงปนอ้อนยังไงก็ไม่รู้
“ไม่ได้กลัว... แต่วันนี้หลบตาพี่ตลอดทั้งวันเลยนะ แถมยังใส่เสื้อคอเต่ามาปิดรอยที่คออีก”
ไมค์ใช้นิ้วชี้เรียวยาวไล้ไปตามขอบคอเสื้อคอเต่าของผมเบาๆ ััแ่เบานั้นทำเอาผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“พี่บอกแล้วไงครับ... ยิ่งเราต่อต้าน พี่ก็จะยิ่งอยากขยับเข้าไปใกล้”
ผมเม้มปากแน่น จ้องมองสบตาสีเทาคู่นั้นด้วยความรู้สึกสับสนในอก
ความรู้สึกสับสนในใจและความรู้สึกของตัวเองปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ทำไมผมถึงยอมให้ผู้ชายคนนี้ััร่างกายถึงขนาดนั้น? ทำไมถึงไม่โกรธเคืองเขาอย่างจริงจัง? และทำไมลึกๆ ในใจกลับรู้สึกโหยหาและสั่นไหวทุกครั้งที่เขาแสดงความเป็เ้าของเช่นนี้?
หรือว่าผมจะแอบชอบพี่เลี้ยงจอมวางแผนคนนี้เข้าแล้วจริงๆ...
ไม่จริงหรอก ผมแค่หวั่นไหวตามประสาเด็กเพิ่งเคยโดนผู้ใหญ่สอนเื่พรรค์นั้นเฉยๆ
ผมสะบัดตัวเบาๆ ลุกขึ้นยืนเพื่อสร้างระยะห่าง
“ผม... ผมเหนื่อยแล้ว จะขึ้นห้องไปนอนแล้ว”
ผมไม่รอฟังคำตอบ รีบเก็บสมุดและเครื่องเขียนเข้ากระเป๋าแล้วเดินลิ่วๆ ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนตัวเองทันที สองมือจับที่อกซ้ายพบว่าหัวใจยังคงเต้นระรัวราวกับคนเพิ่งวิ่งมาราธอนมา
ค่ำคืนนั้น ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงกว้างอย่างไม่ยอมหลับใหล บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดทว่าในหัวกลับคิดถึงแต่ใบหน้าหล่อเหลาตาสีเทาเข้มดุดันคู่นั้น
จู่ๆ เสียงเคาะประตูห้องนอนก็ดังขึ้นเบาๆ สองครั้ง
ผมสะดุ้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงจ้องมองไปที่ประตูด้วยความระแวง
“ลูกคลื่นครับ... พี่เอานมร้อนมาให้ดื่มก่อนนอน จะได้หลับสบายขึ้น”
เสียงทุ้มต่ำของพี่ไมค์ดังแว่วเข้ามา
ผมลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูแง้มออกเล็กน้อย พี่ไมค์ยืนอยู่ตรงนั้นในชุดนอนสีเทาเข้มสบายๆ ในมือถือแก้วนมร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่น เขาส่งแก้วนมให้ผมช้าๆ
“ขอบคุณครับ...”
ผมรับแก้วมา หลบสายตาไม่กล้ามองหน้าตรงๆ
ก่อนที่ผมจะปิดประตูลง พี่ไมค์ก็เอื้อมมือหนามาลูบกลุ่มผมนุ่มของผมเบาๆ อย่างอ่อนโยนจนหัวใจของผมวูบวาบ ลมหายใจของเขาเป่ารดหน้าผากผมบางเบาพร้อมกับกระซิบประโยคที่ทำให้ผมแทบจะนอนไม่หลับทั้งคืน
“ฝันดีครับเด็กดื้อ... พรุ่งนี้เรียนตามตารางเรียนใหม่ และเตรียมตัวสั่นคาอกพี่อีกรอบนะครับ”
พี่ไมค์ส่งยิ้มมุมปากแสนเ้าเล่ห์มาให้อีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินกลับห้องนอนของเขา ทิ้งให้ผมยืนถือแก้วนมร้อนค้าง หน้าแดงซ่านลามไปจนถึงอกซ้ายที่เต้นรัวจนควบคุมไม่ได้
ผมค่อยๆ ปิดประตูห้องนอนลง ล็อกกลอนอย่างเบามือ แล้วประคองแก้วนมร้อนเดินกลับมาที่เตียง นั่งลงกุมแก้วอุ่นๆ ไว้ในสองมือ พลางจิบน้ำนมรสหวานละมุนช้าๆ กลิ่นหอมอุ่นๆ ช่วยให้สมองที่ว้าวุ่นตลอดทั้งวันเริ่มผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
ถึงจะชอบทำตัวบ้าอำนาจและแอบเอาเปรียบผม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขามันทำให้ความอ้างว้างในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ไม่มีพ่อแม่อยู่เลยตลอดสองเดือนนี้จางหายไป ความอบอุ่นที่เขาหยิบยื่นให้มันแผ่ซ่านเข้ามาในอกจนทำให้หัวใจดวงน้อยอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด
ผมทิ้งตัวลงนอนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอก สองตาค่อยๆ หลับลงช้าๆ นมร้อนช่วยให้ผมเข้าสู่ห้วงนิทราได้ง่ายขึ้น พร้อมกับประโยคสุดท้ายของเขาที่ยังแว่วสะท้อนอยู่ในความฝันแสนหวาน
ระยะห่างที่ผมพยายามสร้างขึ้นมาทั้งวัน... พังทลายลงราบคาบเพียงแค่การััแ่เบาของเขาเพียงครั้งเดียว
นี่พี่เลี้ยงของผมมันร้ายกาจเกินไปแล้วจริงๆ