บทที่7
จับกด
ยามรัตติกาลเงียบสงัดคลี่คลุมทั่วทั้งเมืองกู่หลิงซาภายในเรือนไม้หลังเก่า ซึ่งเป็จวนเ้าเมือง ห้องนอนที่อยู่มุมลึกของเรือนเงียบงันไร้สุ้มเสียง
ภายในห้องนั้นไม่มีสิ่งใดตกแต่งมากนักมีเพียงเตียงไม้เตี้ย ๆ ที่แม้จะถูกปัดกวาดและปูผ้าห่มใหม่แล้ว แต่ก็ยังเผยร่องรอยของกาลเวลาชัดเจนข้างฝา มีตะเกียงดินเผาเล็ก ๆ ตั้งอยู่มุมห้องเปลวไฟสีนวลไหวระริกสลับกับเงาดำของเสาไม้ที่ทอดยาวลงบนพื้นกลิ่นไม้เก่าและฝุ่นจาง ๆ ยังอบอวลอยู่ในอากาศ แม้จะพยายามทำความสะอาดแล้วก็ตาม
ที่กลางเตียงไม้ผืนนั้นมีสองร่างนอนเคียงกันอยู่ หนานกงจิ่นอวี่ และ เซี่ยอันอวี่
แม้จะนอนเตียงเดียวกันแล้ว...แต่ระยะห่างระหว่างทั้งสองกลับเต็มไปด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น
เซี่ยอันอวี่นอนตะแคงหันหลังให้ชายหนุ่มอย่างแแ่ผ้าห่มคลุมขึ้นมาถึงปลายคาง ใบหน้าแนบหมอนอย่างระวัง
ภายใต้ความเงียบสงัด...นางยังไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เลย
ถึงจะเป็"สามีภรรยา" กันแล้วตามพิธีแต่จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ทั้งสองแทบไม่เคยได้อยู่ใกล้ชิดกันเลยหลังจากวันแต่งงานซึ่งจัดขึ้นแบบเร่งรีบ ทั้งคู่ก็ต้องออกเดินทางทันทีไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้มองตากันยามรุ่งเช้า
คืนนี้...คือครั้งแรกที่ต้องนอนในห้องเดียวกัน
เซี่ยอันอวี่รู้สึกวูบไหวอยู่ในใจนางไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คือความกังวล ความกระอักกระอ่วนหรือ...บางอย่างที่ยากจะอธิบาย
เมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่นอนอยู่ด้านหลัง
ดวงตาของนางที่จ้องอยู่ในความมืดก็ค่อยๆ เหม่อลอย เคลิ้มไปโดยไม่รู้ตัว
เขาช่างเป็ชายที่งดงามเหลือเกินใบหน้าคมคายแฝงความเ็า ดวงตาเรียวยาวสื่อถึงความลึกซึ้งและหนักแน่นราวกับมีบรรยากาศของคนที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน แม้แต่เซี่ยอันอวี่ ที่มาจากโลกอนาคตยุคที่มีชายหนุ่มหน้าตาดีให้เลือกชมไม่รู้จบ ก็ยังต้องยอมรับโดยดุษณี
“สามีของฉัน...หน้าตาดีชะมัด”นางพึมพำอยู่ในใจอย่างปลงตกเล็ก ๆ
แต่ในตอนนั้นเองความคิดบางอย่างก็แล่นวาบขึ้นมา
‘เดี๋ยวนะ...ฉันคิดอะไรอยู่เนี่ย’
เซี่ยอันอวี่หลับตาแน่น รีบสลัดหัวเล็กน้อยอย่างหวังจะไล่ความคิดน่าอายออกไปทว่าความคิดนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้น
‘...ไม่สิพวกเราแต่งงานกันแล้วนี่นา’
‘ก็ไม่ได้ผิดอะไรนี่นาถ้าจะคิดอะไรแบบนั้นบ้าง’
แม้จะรู้ดีว่าตัวเองไม่รู้ว่าจะอยู่รอดในโลกนี้ได้อีกนานแค่ไหนนางก็ไม่อาจห้ามความคิดบางอย่างที่แล่นผ่านหัวใจไปอย่างรวดเร็ว
‘ใช่...ตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าจะตายเมื่อไหร่...’
‘บางที...ก็ควรเก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆ เอาไว้บ้าง...ไม่ใช่เหรอ?’
เซี่ยอันอวี่นอนนิ่งอยู่ชั่วครู่ความคิดในใจของนางยังคงวิ่งวุ่นไม่หยุด สุดท้าย นางตัดสินใจพลิกตัวหันไปอีกฝั่งอย่างเงียบเชียบ
และในวินาทีนั้นเอง...ดวงตาของนางก็สบเข้ากับภาพที่ไม่คาดคิด
หนานกงจิ่นอวี่ยังไม่ได้หลับเขานอนหงาย มองเพดานไม้เหนือศีรษะอย่างเงียบงันใบหน้าของเขาในแสงสลัวของตะเกียงดูนิ่งขรึม แต่แฝงแววบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้
เมื่อััได้ถึงการเคลื่อนไหว เขาหันมามองทางนางเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเบา ๆ
“ยังไม่นอนอีกหรือ?”
เซี่ยอันอวี่ชะงักนิดหนึ่งริมฝีปากเม้มแน่น และก่อนที่เธอจะได้ตอบอะไร…
นางขยับตัวขึ้น
ขยับขึ้นอย่างเงียบเชียบ แล้วก็... คร่อมร่างของหนานกงจิ่นอวี่เอาไว้อย่างไม่ทันให้เขาตั้งตัว
ร่างของเขาชะงักทันทีดวงตาเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างตื่นตะลึง “เ้าทำอันใดน่ะ?”
เขาถามเสียงต่ำคล้ายตะลึงงันแต่ก็ไม่ได้ผลักไส
เซี่ยอันอวี่กลืนน้ำลายอย่างยากเย็นหัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมาจากอก แม้ภายนอกจะพยายามทำท่าทางสงบนิ่ง แต่ภายในนางกำลังปั่นป่วนจนแทบะเิ
“พวกเรายังไม่ได้เข้าห้องหอกันเลย…”เสียงของนางเบาราวกระซิบ แต่ชัดเจนในความตั้งใจ
นางจ้องมองลงไปยังดวงตาของเขาแล้วเอ่ยต่อ
“เพราะแบบนั้น...”
จากนั้น...นางก็โน้มตัวลงอย่างช้า ๆเรียวผมยาวไหลลงมาประกบรอบกรอบหน้าของเขา
ริมฝีปากของเซี่ยอันอวี่ััลงบนริมฝีปากของหนานกงจิ่นอวี่อย่างแ่เบา
ไม่รีบร้อนแต่แแ่และอบอุ่น
เป็จุมพิตที่ไม่ใช่แค่การทักทาย...แต่มากกว่านั้น เต็มไปด้วยความกล้า ความเสี่ยง และความรู้สึกที่ไม่มีคำอธิบาย
ปลายนิ้วของนางที่วางอยู่บนอกของเขาค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ลูบไล้เบา ๆ ผ่านอาภรณ์บางราวกับกำลังััคำตอบบางอย่างในจังหวะการเต้นของหัวใจเขา
ริมฝีปากของนางเริ่มขยับอีกครั้งััจากที่อ่อนโยนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ลึกซึ้งกว่าเดิม เร้าอารมณ์โดยไม่เร่งเร้า
แต่ในขณะที่ฝ่ามือของเซี่ยอันอวี่กำลังลูบไล้ไปตามแผงอกของหนานกงจิ่นอวี่ราวกับ้ารับรู้จังหวะหัวใจของอีกฝ่าย…
ัับางอย่างกลับทำให้นางชะงัก
“เอ๋…นิ่ม ๆ?”
นางอุทานออกมาเบา ๆด้วยน้ำเสียงแฝงความงุนงง ใน่วินาทีแรก นางยังไม่ได้ใส่ใจนัก คิดเพียงว่าอาจเป็เสื้อผ้าชั้นในที่ซ้อนทับหลายชั้นแต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่ปลายนิ้วยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ
...มันนุ่มกว่าที่ควรจะเป็
แล้วทันใดนั้นสติของเซี่ยอันอวี่ก็เหมือนถูกกระชากกลับมา “เดี๋ยวนะ...”
นางรีบยกร่างกายของตนเองขึ้นจากอกของอีกฝ่ายในทันทีใบหน้าแดงก่ำด้วยความสับสนระคนใดวงตากลมโตจ้องมองบุรุษรูปงามเบื้องล่างที่ยังคงนอนอยู่ในท่าทางสงบนิ่งเงาสะท้อนของเปลวตะเกียงทำให้เส้นผมยาวสลวยและใบหน้าคมคายนั้นดูนิ่งลึกยิ่งขึ้น...แต่นั่นไม่ได้ลดความสงสัยในใจนางลงเลย
เซี่ยอันอวี่ยกมือขวาขึ้นมาจ้องมองฝ่ามือตนเองนางจำความรู้สึกเมื่อครู่ได้อย่างชัดเจน
...ัันั้นมันคุ้นเคยเกินไป คุ้นเคยอย่างไม่น่าเป็ไปได้
ราวกับว่านาง...กำลังััอกของตนเองอยู่เสียอย่างนั้น
ดวงตาของนางเบิกกว้างช้า ๆความตกตะลึงเริ่มแผ่ขยายออกมาอย่างเงียบงัน ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับเอ่ยคำถามเสียงเบาแต่หนักแน่นราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเองคิด
“นี่ท่าน...เป็...”