แสงสีส้มสาดส่องเข้ามายังโถงระเบียงไม้ราวกับย้อมระเบียงบ้านให้เป็สีทองอร่ามลมพัดโชยมาไม่ขาดสายบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์สาดส่องสวยงามราวกับภาพวาด หญิงสาวร่างบางผิวสีน้ำผึ้งในชุดไทยโบราณสีชมพูกลีบบัวกำลังยืนเหม่อมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา
“ท่านหญิงจะไปพบคุณหลวงวันนี้เลยหรือไม่เ้าคะ”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวปรายตาไปมองเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปเ้าของเสียงคลานเข้ามาจากทางด้านหลัง ก่อนจะนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ
“คุณหลวงจะไปวันนี้แล้วรึ”
“เ้าค่ะคุณหลวงท่านฝากของนี้มาให้ท่านหญิงเกรงว่าท่านหญิงจะไม่ออกไปพบท่านก่อนเดินทางเ้าค่ะ”
“ฝากของมารึ จะไปไกลบ้านไกลเมืองแค่จะพาตัวมาพบข้า ยังยากเย็นเสียเหลือเกินสินะ”หญิงสาวรับห่อผ้าสีแดงมาจากบ่าวคนสนิท ในห่อผ้ามีกล่องแก้วสีทองฉลุลายแปลกตาภายในบรรจุบุด้วยกำมะหยี่สีแดงสดรับกับแหวนทองทับทิมเม็ดใหญ่ฉลุลายโบราณทรงแปลกตาดูก็รู้ว่ามิใช่ฝีมือช่างในอโยธยาเป็แน่
ภายในมีกระดาษแผ่นน้อยแนบมากับแหวนทองทับทิมเม็ดใหญ่ หญิงสาวค่อยๆ บรรจงเปิดดูลายลักษณ์อักษรที่บรรจงเขียนฝากข้อความอีกทั้งความรู้สึกมากมายไว้ในกระดาษแผ่นนั้นภายใต้ความเงียบได้ยินเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบหน้าของหญิงสาวพร้อมหยดน้ำตาที่ไหลออกมาเรื่อยๆ เมื่อได้อ่านใจความในกระดาษแผ่นนั้น
“หากคิดจะจากไปท่านเพียงตัดสัมพันธ์ของเราลงเท่านี้มิง่ายกว่ารึ คุณหลวง...”
ณ ร้านขายจิวเวอรี่
“แหวนทับทิมวงนี้ราคาเท่าไรคะ”หญิงสาวพูดพลางยื่นมือไปยังแหวนวงนั้น สิ้นเสียงพนักงานรีบกุลีกุจอมาดูแลทันทีแต่ยังไม่ทันที่พนักงานจะเดินมาถึงตู้วางแหวนร่างหญิงสาววัยกลางคนก็มายืนอยู่ต่อหน้าของเธอพลางหยิบแหวนขึ้นมาให้หญิงสาวด้วยรอยยิ้ม
“วงนี้เป็ทับทิบโบราณค่ะลายฉลุแปลกตาคาดว่าจะมาจากสมัยอยุธยา ลวดลายวิจิตรมาก คุณผู้หญิงลองสวมดูสิคะ”
“สวยมากเลยค่ะเหมาะจะเป็แหวนแต่งงานเลย”
“คุณผู้หญิงกำลังจะแต่งงานเหรอคะยินดีด้วยนะคะ งั้นทางร้านขอสัมมนาคุณโดยการลดราคาให้เป็พิเศษค่ะ”
หญิงสาวตอบรับและชำระเงินทันทีโดยไม่ต่อรองอะไรเพิ่มเติมเธอรู้สึกหลงรักแหวนวงนี้มากั้แ่แรกเห็นและรู้สึกว่าตัวเองจะฝันเห็นแหวนวงนี้มาตลอดก่อนจะเดินออกจากร้านเธอได้ยินพนักงานเดินมากระซิบผู้หญิงคนที่ขายแหวนให้เธอโดยที่ไม่ทันสังเกตว่า เธอแอบยืนฟังอยู่
“พี่สา ขายแหวนวงนั้นให้คนที่กำลังจะแต่งงานจะดีเหรอคะถึงพวกเราจะกลัวแหวนวงนั้นแต่พี่ก็รู้นี่ว่ากี่คนที่ซื้อไปจะเอากลับมาคืนเพราะถูกยกเลิกงานแต่งตลอด”
“ถ้าเขาคือเ้าของตัวจริงก็อาจจะไม่เจอเื่แบบนั้นก็ได้ให้แหวนวงนี้อยู่ที่ร้านนี้ต่อพวกเธอก็ไม่เป็อันทำงานเพราะมัวแต่กลัวผีกันอยู่นี่ล่ะไปๆ ทำงานค่ะ”
ถ้าเป็คนอื่นได้ยินแบบนั้นคงถือแหวนวงนี้กลับไปคืนที่ร้านแล้วแต่เพราะเป็ ‘ม่านไหม’ หญิงสาววัยแรกรุ่นที่เพิ่งจบเกียรตินิยมอันดับ 1ปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์ ที่ชื่นชอบของเก่าเป็ชีวิตจิตใจเธอจึงยืนฟังแบบอมยิ้มและเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบๆ
ม่านไหมกำลังนั่งบรรจงพิมพ์นิยายเล่มแรกของเธอคืนนี้บรรยากาศค่อนข้างสบายลมเย็นๆ พัดถูกใบหน้าของเธอเบาๆบ้านเรือนไม้หลังนี้ของเธอปลูกไว้ใกล้ริมน้ำด้วยที่คุณย่าของเธอนั้นชอบบรรยากาศบ้านสวนจึงทำให้ปลูกเรือนหลังนี้ไว้เพื่อมานั่งเล่นกับหลานๆแต่ตอนนี้คุณย่าได้จากไปแล้วเรือนหลังนี้จึงตกเป็ของหลานคนสุดท้องนั่นก็คือเธอนั่นเอง
‘แสงไต้ยามค่ำคืนดูสว่างไปทั่วนี่ก็ย่างเข้าเดือน 12 แล้วหน๋อ หากแต่ก็ยังมิมีข่าวคราวใดมาจากหัวเมืองคุณหลวงอันเป็ที่รักของข้าบัดนี้คงแปรเปลี่ยนใจไปเสียแล้วเหลือเพียงแหวนทองทับทิมโบราณให้ข้าได้มองได้คลายซึ่งความคิดถึงแต่ก็เ็ปใจเจือนจะตายเช่นกัน’
เสียงประตูหน้าบ้านค่อยๆ เปิดออกม่านไหมหันไปมองด้วยความใปรากฏร่างของหญิงสาววัยกลางคนกำลังเดินยกถาดนมกับขนมมาให้พร้อมด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นม่านไหมถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะลุกขึ้นและเดินไปรับถาดของมาวางไว้ที่โต๊ะ
“ไหมเดินไปเอาเองก็ได้ค่ะแม่แม่โผล่เข้ามาแบบนี้ไหมเกือบช็อกตาย”
“เขียนนิยายผีอยู่รึไง ถึงจะช็อกตาย”
“ไม่เชิงค่ะแม่เป็นิยายความรักที่ถูกขอให้รอ แต่ก็ถูกหักหลัง”
“อย่าอินมากจนเป็เื่ตัวเองล่ะ นี่คุยเื่งานแต่งกับพี่ทิวาเขาไปถึงไหนแล้วอีกไม่กี่เดือนจะถึงกำหนดการแล้วนะลูก มัวแต่รีๆ รอๆ จะจัดงานไม่ทันนะ”สิ้นเสียงคุณแม่ ม่านไหมก็หันหลังไปหยิบขนมมาใส่ปากทันทีพร้อมกับเสียงถอนหายใจเบาๆ
“ไม่รู้สิคะแม่ไหมรู้สึกว่าพี่ทิวาเขาไม่ค่อยอยากจะแต่งงานกับไหมเท่าไรเขาแทบจะไม่คุยเื่รายละเอียดงานแต่งเลยนี่ไหมก็ไม่ได้คุยกับเขามาเป็สัปดาห์แล้ว”
“ได้ยังไงกันในเมื่อให้ทางผู้ใหญ่มาสู่ขอแล้ว จะทำแชเชือนแบบนี้แม่ต้องคุยกับคุณอมราแล้ว”
“งานแต่งก็อีกตั้งหลายเดือนไม่เป็ไรหรอกค่ะแม่ เดี๋ยวมะรืนไหมก็ต้องไปดูสถานที่ที่ บางปะอินอีกที่ว่าจะจัดต้อนรับศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแหละค่ะ ไหมเองคงไม่ว่างยาวเหมือนกัน”
“ถ้าพี่เขายังนิ่งอีก ไหมต้องบอกแม่นะพี่ๆ คนอื่นก็แต่งกันหมดแล้วเหลือแค่ไหมนี่ล่ะ แม่ก็อยากให้มีคนดูแล”
ม่านไหมยิ้มหวานพร้อมเดินไปกอดแม่ของเธอพี่สาวทั้งสองคนของเธอแต่งงานออกเรือนไปกันหมดแล้ว แม่จึงดูห่วงเธอเป็พิเศษและด้วยว่าบรรดาพี่สาวมีคนที่ตัวเองชอบกันหมด เหลือเพียงแค่เธอคนเดียวก่อนคุณย่าเสียจึงให้เธอแต่งงานกับลูกชายคนโตของเพื่อนสนิท คือคุณอมราเ้าของกิจการร้านอาหารทั้งไทยและต่างประเทศ และด้วยเธอเองก็รักคุณย่ามากจึงไม่ขัดความ้าของคุณย่าด้วยในเื่นี้
แต่ในใจลึกๆแล้วเธอก็ไม่ได้รู้สึกชอบพอพี่ทิวาสักเท่าไรเพราะด้วยความเป็หนุ่มขรึมมาดนิ่งดูไร้ความรู้สึกทำให้เธอรู้สึกอึดอัดทุกครั้งเวลาพบหน้ากันหากแต่เธอรู้สึกถูกชะตากับลูกชายคนเล็กของคุณอมรามากยิ่งกว่าด้วยเรียนคณะเดียวและเป็รุ่นพี่ของเธอทำให้เธอรู้สึกสนิทใจกับเขามากกว่า
“งานศิษย์เก่าที่ลูกไปจัดให้นี่ลูกชายคนเล็กของคุณอมราก็ไปด้วยใช่มั้ย”
“พี่เทวินทร์เหรอคะ น่าจะมานะคะไหมไม่แน่ใจ”
“แม่นึกว่ายังติดต่อกันอยู่เห็นตัวติดกันตลอดั้แ่เด็กๆ”
“ไม่ได้คุยกันมาหลายปีแล้วค่ะเห็นว่าพี่เขาไปต่างประเทศ ไหมก็่เตรียมจะจบพอดีเลยไม่ได้คุยกันเลย”
“งั้นไหมเขียนนิยายต่อเถอะลูกแม่จะไปนอนแล้ว”
คุณแม่หยิบถาดขนมและเดินออกจากห้องไปแต่ก็ไม่ลืมที่จะเดินมากอดลูกสาวคนเล็กอีกครั้งก่อนเดินออกไปม่านไหมลุกขึ้นและเดินไปยืนที่ริมหน้าต่างทอดสายตาไปยังแม่น้ำข้างๆบ้านที่มีแสงหิ่งห้อยลอยไปมา เป็ภาพที่สวยงามมากจริงๆ
‘เธอคงรู้สึกไม่ต่างจากฉันสินะ เ้านางเพียงแต่เธอรอเขาเพราะเขาคือคู่หมายและเธอก็รักเขา แต่ฉันกับพี่ทิวาแม้แต่ความรักก็ไม่รู้ว่ามีอยู่รึเปล่า...’
แสงไฟสะท้อนเข้ามาในห้องนอนที่มืดสนิทปรากฏร่างหญิงสาวสูงโปร่ง ชุดสไบสีชมพูกรีบบัวพัดไสวไปตามแรงลมเบาๆร่างนั่นกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ม่านไหมช้าๆเธอจ้องมองร่างนั้นด้วยความกลัวแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ใบหน้าสวยงามนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้าของเธอ แสงไฟที่สะท้อนเข้ามาจากข้างนอกเผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวชัดขึ้น
“ดูละม้ายคล้ายข้าเป็ยิ่งนักยิ่งประจักสายตายิ่งได้เห็น
ดั่งกระจกสะท้อนหน้าทั้งข้าเอ็งดั่งได้เห็นใบหน้าข้า บนหน้านาง”
ปรากฏใบหน้าสุดงดงามของหญิงสาวตาโตคมหวานสีน้ำตาลเข้มคิ้วสวยจมูกโด่ง ริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูเหมือนชุดที่สวมใส่ใบหน้าดูฉงนและสงสัยในหน้าตาของเธอ สิ่งที่ทำให้ม่านไหมใที่สุดก็คือหญิงสาวคนนี้มีใบหน้าที่เหมือนกับม่านไหมราวกับคนคนเดียวกัน
“เ้าเป็ใครกันทำไมหน้าตาถึงเหมือนข้ายิ่งนัก”
“เธอเข้ามาในห้องฉันได้ยังไงทำไมเธอหน้าตาเหมือนฉัน”
“บังอาจ!!!เ้ากล้าถามนามข้าก่อนรึ”
“บ้ากันไปใหญ่แล้วถามชื่อนี่บังอาจอะไร เธอบุกรุกเข้ามาในบ้านฉันนะ”
“ข้าจะให้นังอิ่มนังก้อนเอาเ้าไปโบยเสีย กล้าขึ้นเสียงใส่ข้า”
พูดจบภาพของห้องนอนที่มืดสนิทของม่านไหมก็อาบไปด้วยแสงสีขาว ก่อนจะปรากฏภาพเรือนไม้หลังใหญ่ที่กว้างขวางใหญ่โตราวกับเรือนขุนนางในสมัยอยุธยาม่านไหมหันไปมองรอบตัวเห็นบ่าวไพร่เดินกันให้วุ่นไปหมด ในมือถือสำรับของคาวหวานดอกไม้มาลัยเดินเข้าเดินออกไม่ได้หยุดเธอพยายามหลบแต่ก็สะดุ้งขาตัวเองจนหงายหลังด้วยความใเธอร้องเสียงดังลั่นก่อนจะล้มลงกับพื้นเรือน แต่กลับไม่มีใครมองมาตรงจุดที่เธอล้มทุกคนยังคงเดินเข้าเดินออกทำหน้าที่ของตัวเองราวกับไม่เห็นว่าเธอล้มอยู่ตรงนั้น
‘ไม่มีใครเห็นฉันเหรอโอ๊ย...เจ็บชะมัด’
ม่านไหมพยุงตัวเองลุกขึ้นก่อนจะเดินตามบ่าวไพร่เข้าไปกลางเรือนเรือนไม้ทรงไทยหลังนี้พื้นที่ค่อนข้างใหญ่โต มีทั้งเรือนชานเล็กแยกเป็ห้องๆมีดอกไม้มาลัยตกแต่งประดับทุกห้องจนดูสวยงามราวกับเรียนไทยในยุคปัจจุบันที่เธออยู่แตกต่างที่ที่นี่ดูวิจิตรงดงามยิ่งกว่ามากมายนักเธอเดินเข้าไปจนถึงด้านในที่มีโถงและเก้าอี้นั่งอยู่ มีผู้หญิงผู้ชายที่เริ่มมีอายุนั่งบนเก้าอี้นั่งและมีหญิงสาววัยแรกแย้มกับชายหนุ่มรูปงามนั่งกันอยู่ที่พื้นข้างๆถัดออกมาจากเก้าอี้เล็กน้อย
ม่านไหมเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะพบว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่กับพื้นนั้นคือหญิงสาวที่เธอเห็นในความมืดที่หน้าตาเหมือนกับเธอราวกับคนคนเดียวหญิงสาวกำลังนั่งหน้านิ่งๆ ปรายตาไปมองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆยิ้มให้ชายหนุ่มเพียงนิดก็ละสายตาไปมองผู้ใหญ่ที่นั่งกันบนเก้าอี้
“บัดนี้แม่วาดจันทร์ก็ได้อายุออกเย้าออกเรือนแล้วกระผมจึงเป็เฒ่าแก่มาสู่ขอแม่วาดจันทร์ให้คุณหลวงพิยาไชยนรงค์ขอรับหากท่านเ้าพระยาไม่ติดขัดอันใดกระผมได้เตรียมของหมั้นไว้แล้วเรียบร้อยขอรับ”
“มิติดขัดดอกท่านพระยาข้าเองก็ได้ยินข่าวอยู่เนืองๆ ว่าคุณหลวงเองก็มีใจชอบพอแม่วาดจันทร์มาแต่เยาว์แล้วหากจักตบแต่งก็เป็การดีกับแม่วาดจันทร์เสียด้วย ภายภาคหน้าจักได้มีคนดูแลข้าก็หมดห่วง”
ม่านไหมได้ยินไม่ชัดจึงค่อยๆคลานเข่าเข้าไปนั่งใกล้ๆ เก้าอี้ของแขกผู้ใหญ่ทางฝ่ายผู้ชายและสายตาก็หันไปเห็นชายหนุ่มที่นั่งข้างแม่วาดจันทร์ม่านไหมถึงกับใเพราะใบหน้าของผู้ชายคนนั้นช่างเหมือนใบหน้าของคนที่เธอรู้จักนั่นคือ‘พี่ทิวา’ ด้วยความใเธอผละไปด้านหลังนิดเล็กน้อย เธอจึงเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ด้านหลังอีกคนและเขาคนนั้นก็ทำให้เธอใหนักกว่าเดิม
ด้านหลังเธอนั้นปรากฏร่างชายหนุ่มรูปงามหน้าคมได้รูป จมูกโด่ง ตาสีเหล็ก ริมฝีปากรูปกระจับ ใบหน้าดูเศร้าและดวงตาเจือไปด้วยน้ำตานิดๆสายตานั้นจ้องมองแม่วาดจันทร์จากทางด้านหลังไม่ละสายตาประหนึ่งโหยหามากเสียเหลือเกินแต่ก่อนที่ม่านไหมจะได้หันไปฟังการเจรจาสู่ขอต่อภาพเรือนไทยและพิธีสู่ขอก็กลายเป็สีขาวจนมองไม่เห็นอะไรเลยเธอเอามือขึ้นปิดตาด้วยความแสบตา ก่อนจะเห็นใบหน้าของคุณแม่มายืนยิ้มอยู่
“ตื่นสักทีนะไหม แม่เรียกตั้งนานแล้ว”