บทที่ 6
ซินอวี้
ซินอวี้เป็หนึ่งในสาวใช้ข้างกายของเจียงเฟิง ซินอวี้มีบุคลิกแตกต่างจากเฉินอวี้อย่างสิ้นเชิง
เฉินอวี้มีบุคลิกทรงเสน่ห์ตามธรรมชาติชอบสวมใส่เครื่องแต่งกายสีฉูดฉาด ทว่าซินอวี้กลับมีบุคลิกเ็าและชอบแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีมืดมน
ทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าทั้งสองถือได้ว่าเป็หญิงงามที่หาได้ยาก แม้กระทั่งในสายตาของพวกคนที่จัดทำเนียบสาวงามหรือว่านางเซียน ยังบอกว่าพวกนางให้คะแนนเกินเก้าสิบเต็มร้อย
ซินอวี้แม้จะมักแสดงใบหน้าเ็า แต่นางกลับเชื่อฟังมากที่สุด ถ้าเกิดเปรียบเทียบแล้วซินอวี้ก็คงจะเปรียบเทียบได้กับคนพูดน้อยกระมัง
เจียงเฟิงนั่งชมทะเลสาบคลื่น์ที่งดงามเบื้องหน้า เฉินอวี้คอยชงชาอยู่ด้านซ้าย แล้วส่งให้คุณชายของตนเอง
เจียงเฟิงฟื้นตื่นขึ้นมาเจ็ดวันแล้ว ในเจ็ดวันนี้เจียงเฟิงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ร่างกายในตอนนี้ไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปแล้ว
เจียงเฟิงยกชาขึ้นดื่มก่อนเอ่ยถาม “ในตอนนี้ผู้คนด่านนอกรู้หรือยังว่าข้าฟื้นขึ้นมาแล้ว”
เฉินอวี้ส่ายหน้าไปมา “ยังเ้าค่ะ”
“ในตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
“เื่ที่คุณชายฟื้นล้วนแล้วถูกปิดเอาไว้เป็ความลับ”
เจียงเฟิงไม่ได้แปลกใจกับเื่นี้สักเท่าไหร่ “จริงสิ ถ้าจำได้ว่าภายในคลังสมบัติ”
“มันมีไผ่โบราณอยู่ด้วยใช่หรือไม่”
เฉินอวี้พยักหน้า “ยังมีอยู่เ้าค่ะ”
“ไปเอามาให้ข้า”
เฉินอวี้รีบลุกออกไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปสักพักนางก็กลับมาพร้อมกับไผ่เขียวที่ยาวเท่ากับกระบี่ทั่วไป
ไผ่นี้ดูเหมือนว่าเป็ไผ่ธรรมดาทั่วไป มันเพียงแค่ถูกตัดออกมาจากต้นไผ่ขนาดั์เท่านั้น เพียงแต่ว่าเจียงเฟิงเคยได้ยินผู้คนเล่าว่า
แท่งไผ่ธรรมดาแท่งนี้ตัดออกมาจากต้นไผ่าต้นหนึ่ง ถือได้ว่าเป็หนึ่งในสมบัติเซียนที่ไม่ธรรมดา
เจียงเฟิงไม่เคยรู้ถึงคุณค่าของมัน ก่อนเคยนำมันเอามาไล่ตีพวกสุนัขอยู่เป็ประจำ
ตอนนี้เมื่อนึกดูแล้วตนเองเพิ่งกลับมา ไม่มีอาวุธเป็ของตนเอง ก็นึกถึงแท่งไผ่านี้ขึ้นมา
เจียงเฟิงรับไผ่านั้นมามันมีขนาดเท่ากับกระบี่ แต่ว่าก็มีรูปลักษณ์เป็ต้นไผ่ที่กลมยาวไม่มีส่วนที่แหลมคม
เจียงเฟิงยิ้มตอนที่ยังไม่ได้เรียนวิชากับอาจารย์ ตอนนั้นไม่รู้ถึงหอวิเศษชิ้นนี้
ตอนนี้เมื่อลองกลับมาดูแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่าตนเองนั้นเป็เพียง พวกที่ไม่รู้คุณค่าของของมีค่า เล่นนำเอาของวิเศษเช่นนี้ไปไล่ตีสุนัขมันจะคุ้มได้อย่างไร
ชิ้นส่วนภายไผ่านี้ ถ้าเกิดว่านำมาหล่อหลอมด้วยปราณิญญา เกรงว่าการจะกำเนิดกลายเป็อาวุธอาคมมันเองก็คงจะไม่ยาก แถมยังเป็อาวุธอาคมที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย
เจียงเฟิงยิ่งมองดูก็ยิ่งพึงพอใจ เจียงเฟิงยกนิ้วมือของตนเองขึ้นมา จากนั้นก็ใช้นิ้วมือวาดบางอย่างลงไปบนตัวไผ่
ปรากฏแสงสว่างวาบหนึ่งขึ้นไหลเวียนเข้าไปภายในท่อนไผ่ที่อยู่ในมือ ในจังหวะนี้เฉินอวี้และซินอวี้ที่อยู่ข้างกายหันไปมองเป็ตาเดียว
เจียงเฟิงััได้ถึงสายตาของสาวใช้ทั้งสอง เจียงเฟิงจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย “เื่บางอย่างควรรายงานก็รายงานไป”
“แต่เื่บางอย่างที่ไม่ควรรายงานก็ไม่จำเป็จะต้องรายงานไป”
“ไม่เช่นนั้นต่อให้เป็พวกเ้าข้าเองก็สามารถไล่ออกไปจากไกลตัวข้าได้เช่นเดียวกัน”
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเ้าเองก็เป็ผู้ฝึกตนเช่นเดียวกัน”
“ต่อให้มองด้วยสายตาปกติข้ารู้” เจียงเฟิงย่อมพูดกับสาวใช้ทั้งสองที่อยู่ข้างกาย
พวกนางทั้งสองไม่ได้ส่งเสียงขานรับ เพียงแต่เมื่อเจียงเฟิงมองใบหน้าพวกนาง รู้ได้ในทันทีว่าพวกนางนั้นรู้แล้วว่าอันใดควรอันใดไม่ควร
เจียงเฟิงมีหรือจะไม่รู้ว่าสาวงามที่อยู่ข้างกายของเขา แต่ละคนล้วนแล้วเป็สาวงามที่ถูกส่งมาทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าขึ้นอยู่ว่าใครส่งมา
เฉินอวี้และซินอวี้ทั้งสองนั้นพิเศษสักหน่อย นางเป็สาวใช้ข้างกายของเขาที่ไว้ใจได้มากที่สุด
แน่นอนว่าที่เป็เช่นนี้เพราะว่าหนึ่งนั้นมาจากมารดา อีกหนึ่งมาจากบิดาของเขาที่ส่งมา เฉินอวี้และซินอวี้อยู่ข้างกายของเขาั้แ่อายุเพียงแค่ไม่กี่ปี หลังจากนั้นก็เติบโตมาด้วยกัน
ส่วนผู้ใดมารดาหรือบิดาเป็คนส่งมาไม่ต้องมองก็รู้ เฉินอวี้เป็ผู้ฝึกปราณ ซินอวี้เป็ผู้ฝึกยุทธ์
เจียงเฟิงยกไผ่เขียวในมือของตนเองขึ้น จ้องมองด้วยแววตาที่เปล่งประกาย “ปราณิญญาขนาดนี้ แม้กระทั่งพวกิญญาทมิฬระดับสามหรือสี่เกรงว่าเมื่อโดนฟาดเข้าไป คงจะร้องหาบิดามารดาเลยทีเดียว”
เจียงเฟิงวางไผ่เขียวเอาไว้ข้างกายของตนเอง แล้วก็หันไปถามกับพวกนางอีกครั้ง “ท่านพ่อจะกลับมาเมื่อไหร่?”
เฉินอวี้ยังคงมีใบหน้ายิ้มแย้มตอบกลับด้วยน้ำเสียงไพเราะ “แม่ทัพใหญ่อยู่ชายแดน”
“ในตอนนี้ยังไม่เดินทางกลับมา เกรงว่าคงจะอีกหนึ่งเดือนเห็นจะได้”
เจียงเฟิงไม่แปลกใจแต่จุปากแล้วเอ่ยขึ้น “นั่นอย่างไร ว่าแล้วไม่มีผิด อยู่ชายแดนนานเช่นนี้คงจะวางแผนอันใดเอาไว้สักอย่าง”
“แล้วในตระกูลเป็อย่างไรบ้าง”
“มีผู้ใดรู้หรือยังว่าข้านั้นฟื้นขึ้นมา”
เฉินอวี้ยังคงเป็ผู้ตอบกลับเช่นเดิม “มีผู้คนรู้ไม่น้อยแล้ว”
เจียงเฟิงพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็คงจำเป็จะต้องรีบออกไปเดินเล่นสักหน่อย”
“พรุ่งนี้เตรียมรถม้าข้าไปเดินเล่นสักหน่อย”
ไม่ว่าจะเป็เฉินอวี้หรือว่าซินอวี้ก็ไม่คิดห้ามปรามคุณชายของตนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เดิมทีเหล่าหมอชราพวกนั้นบอกว่าให้อยู่ภายในจวนหนึ่งเดือนถึงจะสามารถออกไปด้านนอกได้
นี่ผ่านมาเพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น คุณน้อยของตนเองก็ตั้งใจจะออกไป
ทว่าในฐานะสาวรับใช้ข้างกายทั้งสอง พวกนางนั้นรู้ดีที่สุดว่า เมื่อคุณชายของตนเองตัดสินใจ ต่อให้อยากเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้
แม้กระทั่งแม่ทัพใหญ่ผู้เป็บิดาเองก็ไม่สามารถเปลี่ยน ความคิดของบุตรชายของตนเองผู้นี้ได้
พวกนางทั้งสองเป็บ่าวข้างกาย มีหรือว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลง เจียงเฟิงในตอนนี้คิดว่าดินแดนอันรกร้างทางเหนือก็ไม่เลว
ดินแดนรกร้างทางเหนือแห่งนี้ หลังจากที่เจียงเฟิงฟื้นตัวแล้วก็ลองสำรวจดู ตัวของเขาจึงรู้ว่าในดินแดนแห่งนี้ปราณิญญาอ่อนแอ แต่กลับมีปราณความตายที่เข้มข้น
ตอนที่มีปราณความตายที่เข้มข้นแบบ เจียงเฟิงสามารถอนุมานได้เพียงอย่างเดียวก็คือ สถานที่แห่งนี้ในยุคโบราณอาจจะเป็สนามรบบางอย่าง
เจียงเฟิงในตอนแรกที่เดินทางไปที่โลกใบนี้ แล้วรู้ว่าตนเองมีหน้าที่คือการสังหารพวกิญญาทมิฬ
นั่นเป็ครั้งแรกที่เจียงเฟิง รู้จักกับพวกิญญาทมิฬ
พวกิญญาทมิฬมันไม่เหมือนกับิญญา แล้วก็ไม่เหมือนกับปีศาจ ไม่ว่าจะเป็มารปีศาจหรือแม้กระทั่งเผ่าพันธุ์ต่างๆ ภายในทวีปนี้ทุกอย่างล้วนแล้วถูกแบกรับโดยกฎแห่งฟ้าดิน
เรียกได้ว่าเป็ตัวตนที่ถูกยอมรับในการมีอยู่ แต่ว่าพวกิญญาทมิฬมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ที่ถูกยอมรับในกฎแห่งฟ้าดิน
เป็สิ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเพื่อขัดแย้งกับกฎแห่งฟ้าดิน เจียงเฟิงเองเคยถามว่ามันกำเนิดมาได้อย่างไร
สิ่งที่ขัดแย้งกับกฎแห่งธรรมชาติเช่นนี้ การที่มันกำเนิดมาย่อมไม่ได้กำเนิดออกมาจากกฎแห่งธรรมชาติ
ตอนนั้นผู้เป็อาจารย์ของเขาเพียงแค่ยิ้มตอบรับเท่านั้น แต่ว่าก็ไม่ได้บอกอันใดออกมา
เจียงเฟิงเมื่อรู้ว่าตอนนี้ดินแดนแห่งนี้ มีพวกิญญาทมิฬอยู่ไม่น้อย เจียงเฟิงเลยคิดจะออกล่าพวกมันสักหน่อย แน่นอนว่าทำมาหลายปีทำจนกลายเป็นิสัย
อีกอย่างการล่าพวกิญญาทมิฬ มันไม่ใช่การล่าที่ไร้ประโยชน์ อันที่จริงแล้วการล่าพวกิญญาทมิฬมันได้บางอย่างตอบแทนกลับมาด้วย
พวกิญญาทมิฬที่เป็สิ่งมีชีวิตที่เลวร้าย ก่อกำเนิดมาจากพลังด้านลบ พวกมันกลับมีแกนพลังที่เป็ปราณิญญาบริสุทธิ์ เหมาะสมกับการนำมันมาใช้งานในรูปแบบต่างๆ
โดยเฉพาะการนำมันมาหล่อเลี้ยงของวิเศษ
เจียงเฟิงเลยตั้งใจจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ภายในเมืองมีพวกผู้ฝึกปราณไม่มากก็น้อย แม้จะไม่มีผู้ฝึกปานที่อยู่ในขอบเขตเทพเซียน แต่ผู้ฝึกปรานขอบเขตปรมาจารย์ก็มีอยู่ พวกิญญาทมิฬคงจะไม่ย่างกายเข้ามาอย่างแน่นอน
เจียงเฟิง้าแก่นพลังบริสุทธิ์จากิญญา เพื่อหล่อเลี้ยงไผ่เขียวในมือของตนเอง