เรือแจวไม้ขนาดเล็กใช้สำหรับการเดินทาง กล้าหย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ของเรือ พิจารณาทัศนียภาพสองข้างลำธาร เข้มบ่าวของหมื่นบดินทร์ทำการปลดเชือกออกจากหมุดรั้งแล้วใช้ไม้พายบังคับเรือให้ลอยลำไปตามธารน้ำ สองข้างคูคลองเต็มไปด้วยบ้านไม้เรือนไทยยกสูงจากพื้น ต้นไม้ใหญ่ปกคลุมอาณาบริเวณโดยรอบ น้ำในคลองใสจนเห็นฝูงปลาที่แหวกว่ายด้านล่าง
“คลองนี้น้ำใสจังครับ”
“ใสจัง คืออันใด กระจังใส่ปลารึ”
“ผมหมายถึงคลองนี้น้ำใสมาก ใสจนเห็นปลาครับ”
“เยี่ยงนั้นรึ”
หมื่นบดินทร์ส่ายหัวเล็กน้อยแล้วชม้อยตาชมผู้คนที่อยู่ท่าน้ำริมธาร ตลอดทางที่ผ่านมา กล้าสังเกตเห็นการแต่งกายของผู้คนที่นี่ยังใส่ผ้าแถบและนุ่งโจงกระเบนเหมือนเรือนของคุณหญิงชื่น ในใจก็คิดว่าเมื่อไหร่เขาจะเจอคนที่แต่งตัวปกติสักที กองถ่ายละครเื่นี้งบคงจะเยอะน่าดูถึงได้จ้างตัวประกอบได้เยอะแยะ และไหนจะใช้พื้นที่ในการถ่ายทำได้กว้างขวางขนาดนี้
มัตสยาแหวกว่ายชลธาร
คชสารล่องไปในไพรสัณฑ์
กสุณาลอยลิ่วนภาอัน
ฤทัย...
เสียงขับโคลงกลอนหยุดลงเมื่อหมื่นบดินทร์ผินใบหน้ากลับมาสบสายตาของพ่อกล้าที่นั่งมองมาตาแป๋วรอฟังบทต่อไป
“เอ้าเป็อะไรอ่ะ ต่อดิครับพี่หมื่น”
“พ่อกล้าให้พี่ขับกลอน...
หมื่นบดินทร์ขมวดคิ้วหันหน้าไปทางอ้ายด่างบ่าวของพ่อกล้าที่แจวใบพายอยู่ที่หัวเรือ สายตาทั้งสองประสานกันคล้ายว่ากำลังสื่อสารอะไรบางอย่าง ด่างก้มหน้าหลบตาสายตาของหมื่นบดินทร์พลันรับรู้ได้ถึงความกังวลใจที่ส่งผ่านมาทางสายตา นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกฉงนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไอ้ด่างต้องกุมความลับบางอย่างเป็แน่...
“ถึงวัดเ้าทองแล้วขอรับหมื่นท่าน” เสียงของเข้มเอ่ยขึ้นหลังจากนำเรือเข้าชิดที่ท่าน้ำ
“ไอ้ด่างมึงพาพ่อกล้าเข้าไปกราบพระประธานในวิหารก่อน ประเดี๋ยวกูจักไปนิมนต์หลวงพ่อมาพรมน้ำมนต์”
“ขอรับท่านหมื่น เชิญทางนี้ขอรับคุณกล้า” ด่างขานรับคำสั่งเชิญนายของตนขึ้นท่าน้ำหน้าวัดเ้าทอง
กล้ารู้สึกแปลกใจกับละครไทยเื่นี้จัดฉากได้ยาวถึงบริเวณวัด เขามองดูท่าน้ำที่มีเรือแจวหลายลำจอดเทียบท่า เหมือนว่าคนแถวนี้ใช้เรือพายในการเดินทาง ไม่ใช่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ นกส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วไม่มีเสียงเครื่องยนต์ดังรบกวน กล้าก้าวเท้าขึ้นท่าน้ำอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ด้วยความช่วยเหลือจากฝ่ามือใหญ่ ๆ ของหมื่นบดินทร์ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นเขาตกน้ำเป็แน่
“ทางนี้ขอรับคุณกล้า” ด่างเอ่ยบอกนายของตนหลังจากที่เดินมาถึงหน้าพระอุโบสถ
กล้ายังคงเห็นว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาในบริเวณวัดยังคงสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบคนโบราณ บางคนยังมีเครื่องประดับตกแต่งกาย เช่น เครื่องทอง สายสังวาล บางคนก็ถือกระเช้าตะกร้าสานภายในมีเครื่องเบญจรงค์ที่น่าจะใช้บรรจุข้าวปลามาถวายเพล วัดแห่งนี้มีศิลปะที่แตกต่างจากวัดไทยทั่วไป เพราะมีกลิ่นอายของความเป็จีนเข้ามาสอดแทรกั้แ่หลังคาแบบจีนสองชั้นแต่มุงกระเบื้องแบบไทย ไม่มีช่อฟ้า ใบระกาหางหงส์ หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ แต่งเป็รูปแจกันดอกเบญจมาศสวยงาม ทั้งยังมีรูปสัตว์มงคลตามคติของจีนอย่างั หงส์ และนกยูงอยู่รอบ ๆ ส่วนข้างล่างเป็ภาพทิวทัศน์มีบ้านเรือน สัตว์เลี้ยง ูเา ต้นไม้ ตามขอบหลังคาประดับกระเบื้องสีและถ้วยชามโดยรอบ และบริเวณหน้าประตูทางเข้าพระอุโบสถมีตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ สองตัว ขนาดใหญ่กว่าคนจริงเป็รูปชาวจีนหน้าตาดุดันยืนเฝ้าประตูอยู่ดูน่าเกรงขาม กล้าเดินผ่านซุ้มเสมาทรงเกี้ยวตามหลังด่างเข้ามาภายในพระอุโบสถ เสียงกระแนะกระแหนจากใครบางคนทำให้เขาต้องหันหลังกลับไปมองตามเสียงที่ได้ยิน
“ไอ้กล้า! มึงเข้าวัดกับเขาเป็ด้วยรึ กูนึกว่ามึงจักสิงอยู่ย่านโคมแดงแลบ่อนไก่ ก้าวขาเข้าวัดได้ผีพนันในกายมึงมิร้อนรนดอกรึ”
กล้าหันไปมองชายอ้วนพุงเกยล้นโจงกระเบน ไฝเม็ดใหญ่ตรงริมฝีปากของเขาเด่นเป็จุดสนใจ ใบหน้าอ้วนกลมตาชั้นเดียวแต่มีฝีปากร้ายกาจ ในมือมีกรงไก่แจ้แคระที่หอบหิ้วติดตัวมาด้วย หลังจากเขาใช้วาจาเหน็บแนมกล้าหาญเสร็จไม่รอให้กล้าจะได้เอ่ยโต้ตอบก็พาร่างเบียดแทรกผ่านหน้าของกล้าเพื่อที่จะได้ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูพระอุโบสถเข้ามาก่อน
“ไอ้อ้วนนี่ใคร”
“คุณย้งขอรับ อริของคุณกล้า” ด่างตอบเสียงเบา ก้มหน้าก้มตาหลบอยู่ข้างหลังกล้า
“อ้อ... ตัวละครใหม่สินะ ไอ้อ้วนย้ง เหอะ!” กล้ามองขึ้นบนฟ้า เดาะลิ้นแล้วยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน แต่ด่างกลับรั้งเสื้อเขาไว้ก่อน
“คุณกล้าอย่ามีเื่เลยขอรับ” ด่างเอ่ยเตือนกล้าไม่ให้มีเื่
“ฝีปากกล้าได้เยี่ยงนี้พิษไข้คงหายดีแล้วกระมัง หรือจักต้องซ้ำอีกสักคราเพื่อเตือนความจำ” ย้งวางกรงไก่แจ้ลง หักข้อนิ้วจนได้ยินเสียงดังกร๊อบแกร๊บแล้วเดินตรงมาทางกล้าอย่างหาเื่
“ในวัดในวายังจักมีเื่กันอีกหรือคุณย้ง” เสียงเข้มขรึมจากหมื่นบดินทร์ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของหลวงพ่อเทียนที่เดินมาด้านหลัง
“ในวัดเป็เขตอภัยทานนะโยมอย่าได้สร้างเวรสร้างกรรมต่อกันเลย อโหสิกรรมให้แก่กัน”
“สาธุขอรับหลวงพ่อ วันนี้มึงรอดเพราะบารมีหลวงพ่อ หากมึงเจอกูที่บ่อนกูเอามึงตายแน่ กราบลาขอรับหลวงพ่อ”
ย้งตีเท้าหิ้วกรงไก่แจ้ออกไปในทันที พลันสายตาของหมื่นบดินทร์ก็จ้องมองมาที่กล้าอย่างดุดัน กระทั่งในวัดวาก็ยังหาเื่หาราวให้ตนปวดหัวได้ไม่เว้น
“นิมนต์ขอรับหลวงพ่อ” หมื่นบดินทร์กล่าวเชิญหลวงพ่อเทียนเดินเข้าไปด้านในพระอุโบสถ
“เชิญขอรับคุณกล้า” ด่างจับแขนเสื้อกล้าแล้วสะกิดให้เดินตามเข้าไป
พระประธานที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าเป็พระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางนั่งสมาธิ หน้าตักกว้างด้านล่างเป็ฐานเขียนรูป ยกขอบปลายกลีบบัว ลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกที่พระพุทธอาสน์ ช่างงดงามและวิจิตร กล้าถึงกับตาค้างตะลึงในความงดงามของพุทธศิลป์ รอบ ๆ ผนังอุโบสถมีภาพเขียนจิตรกรรมเป็ภาพเครื่องบูชา และสิ่งมงคลแบบจีน
“จะยืนนิ่งอยู่อีกนานฤๅไม่พ่อกล้า ลงมานั่งคุกเข่ากราบองค์พระประธานเสีย”
กล้านั่งลงและก้มกราบพระตามคำบอกของหมื่นบดินทร์อย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็คลานเข่าเข้ากราบหลวงพ่อเทียน ใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งความมีเมตตาของพระสงฆ์ผู้ทรงญาณพลันกระตุกเล็กน้อยเมื่อกล้าเข้ากราบ
“คนผู้นี้เดินทางมาไกลนัก ท่านหมื่นจงช่วยดูแลเขาอย่างที่เคยทำเถิด” หลวงพ่อเทียนหยิบก้านตอกที่แช่ในขันน้ำมนต์ขึ้นมาพรมทั้งยังให้ศีลให้พร
หมื่นบดินทร์สังเกตอาการของกล้าหลังจากที่ตอกน้ำมนต์พาดลงที่หัวแต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กล้าเงยหน้าขึ้นมายกมือประณมกลางอก
“น้ำเย็นมากเลยครับหลวงพ่อ ขออีกรอบได้ไหมครับ”
“เย็นรึ” หลวงพ่อเทียนยกตอกแช่น้ำมนต์ขึ้นมาฟาดหัวของกล้าอีกครั้ง
“ตอนนี้ทุกคนก็น่าจะเชื่อผมได้แล้วนะครับว่าผมไม่ได้โดนผีเข้า” กล้าหันหน้าไปมองหมื่นบดินทร์ที่นั่งมองเขาอยู่ด้านหลัง
“ถ้ามิมีอันใด พวกโยมขอตัวขอรับหลวงพ่อ”
“ลาครับหลวงพ่อ”
หลวงพ่อเทียนยกมือขึ้นห้ามก่อนจากกันหลวงพ่อก็พูดปริศนาธรรมออกมา “กัมมุนา วัตตติ โลโก” ทุกคนต่างยกมือขึ้นเหนือหัวพร้อมกับสาธุ
“ทีนี่ผมกลับบ้านได้ยัง”
“ไอ้เข้มไปเตรียมเรือส่งพ่อกล้ากลับเรือน”
“ขอรับหมื่นท่าน” เข้มรับคำแล้ววิ่งไปที่เรือพร้อมกับด่าง
แม้จักพรมน้ำมนต์แล้วแต่วาจาประหลาดแปร่งหูของพ่อกล้ามิได้หายไปแลนิสัยใจคอก็ดูผิดแปลกไปอย่างกับคนละคน เช่นนั้นแล้วหากเป็พ่อกล้าเมื่อก่อนแม้ตัวเขาเพียงอ้าปากเล่นโคลงกลอนก็จักห้ามปรามให้หยุดทุกครา แต่วันนี้กลับเร้า ให้เขาขับบทกลอนต่อเสียอย่างนั้น กระนั้นแล้วหากชายคนนี้มิใช่ผีสาง ก็คงมิแคล้วเป็พ่อกล้าที่ตนไม่รู้จัก หรือว่าชายคนนี้จักเป็ข้าศึกที่แปลงกายเข้ามา...
หมื่นบดินทร์เดินตามหลังของกล้า สายตาก็จับจ้องแผ่นหลังบาง ๆ โดยไม่คลาดสายตา จนคนทั้งหมู่คณะพากันลงเรือแลเคลื่อนเรือออกจากท่าน้ำวัดเ้าทอง
บรรยากาศแดดร่มลมตกยิ่งทำให้เกิดบรรยากาศสวยงามกว่าเดิม กล้ามองบรรยากาศรอบ ๆ คลุ้งน้ำด้วยความเพลิดเพลิน จนอดที่จะขับโคลงสี่สุภาพจากลิลิตพระลอออกมาไม่ได้
“เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ”
หลังจากกล้าขับกลอนจบลงสายตาของหมื่นบดินทร์จับจ้องเขาด้วยความสงสัย
“เ้ามิใช่พ่อกล้า เ้าเป็ใคร ปลอมแปลงเป็พ่อกล้ามาสืบข้อมูลที่พระนครอย่างนั้นรึ” หมื่นบดินทร์ใช้สองมือจับเข้าที่ไหล่ของกล้า
“โอ้ย อะไรของคุณอีก ผีเข้าอีกหรือไง ผมนี้แหละกล้า จะมาไม้ไหนอีก แขนก็ให้จับ พระก็ให้คล้อง น้ำมนต์ก็ให้พรม แล้วคุณยังจะให้ผมทำอะไรอีกคุณถึงจะเชื่อแล้วนี่ละครเื่ไหนเอาผมมาเล่นตั้งนาน เมื่อไหร่จะเฉลยสักที ซ่อนกล้องตรงไหนฮ่ะออกมาดิ”
“เชลยศักดิ์ที ซ่อนอันใด เอ็งหมายถึงเชลยศึกเยี่ยงนั้นรึ เอ็งเป็ผู้ใดเผยตัวตนออกมา” หมื่นบดินทร์ใช้สองมือจับที่ไหล่ของกล้าอย่างแรง
“โอ้ยคุณ ผมเจ็บนะ ทำบ้าอะไรเนี่ย ปล่อย!” กล้าพยายามใช้แรงที่เหลือสะบัดให้หลุดออกจากฝ่ามือของหมื่นบดินทร์
“ไม่! ข้าจักมิปล่อยเอ็งแน่ ข้าจักนำจับเอ็งไปส่งกับทางการแลให้ทำการสืบสวนให้รู้ความ”
“นี้มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว ได้... ไม่ปล่อยผมใช่ไหม?” กล้าใช้แรงทั้งหมดสะบัดให้หลุดจากพันธนาการ แต่เรี่ยวแรงของหมื่นบดินทร์ที่มีมากกว่ายากที่จะทำสำเร็จ แรงขัดขืนยืดยึดของคนทั้งสองบนเรือทำให้เรือโคลงเคลงจนเสียการควบคุมพลิกลำคว่ำลงน้ำ ผู้คนบนเรือทั้งสี่ตกลงไปในคลอง
“คุณกล้า! คุณกล้าขอรับ” เสียงเรียกจากอ้ายด่างป่าวร้องะโเรียกหาผู้เป็นาย แม้ว่าเรือจะพลิกลำกลับมาแล้วแต่กล้าก็ยังไม่ขึ้นมาเหนือน้ำ
หมื่นบดินทร์ผุดขึ้นมาหายใจเหนือน้ำแล้วสูดเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะดำลงไปในน้ำเพื่อหากล้าอีกครั้ง น้ำใสในคลองทำให้หาตัวของคนต้นเื่ได้ไม่ยาก หมื่นบดินทร์ว่ายตรงเข้าไปหาร่างของกล้าที่หลับตาพริ้มไร้สติ...
สายน้ำที่เยือกเย็นพลันลบเื่ราววุ่นวายออกไปจากหัวของกล้า ทันทีที่เขาตกลงมาจากเรือ สติทั้งหมดของเขาก็แตกกระจาย
เฮือก! เสียงสูดหายใจสุดแรงพลันเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่ง สายตาของเพื่อนทั้งสองหันขวับมองมาที่กล้าด้วยความใ
“แหม... ตื่นได้จังหวะพอดีเลยนะมึงหมดคาบพอดี”
เสียงเอ่ยแซวของเพื่อนดังลอยมา แต่ตัวกล้ากลับมึนงง เขาฝันเหรอ? แถมในฝันยังเป็ตุเป็ตะไปอีก...