ตอนที่ 4 (5)
หงเซี่ยนครุ่นคิดอยู่นาน พยายามจะหาคำเกริ่นดีๆ แต่เพิ่งจะพูดออกมาว่า “นายเห็นอะไร” ก็ััได้ว่าเจี่ยนอินที่อยู่ใต้ผ้านวมใจนหัวใจเริ่มเต้นเร็วระรัวอีกครั้ง การไหลเวียนของเืก็เปลี่ยนเป็เร็วขึ้นแล้วเช่นกัน เขาถึงได้รู้สึกเสียใจที่พูดออกไปอยู่บ้าง
มนุษย์ที่เพิ่งัักับเหล่าภูตผีปีศาจเป็ครั้งแรกล้วนขี้ขลาดตาขาวมาก การกลัวสิ่งที่ไม่รู้จักก็เป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
แต่หงเซี่ยนไม่คิดเลยว่า เจี่ยนอินที่สู้กับตัวเองอยู่ใต้ผ้านวมสักพัก หลังจากค่อยๆ ปลุกกำลังใจขึ้นมาได้ เสียงแ่เบาก็เล็ดลอดออกมาจากผ้านวมอย่างช้าๆ
เป็เสียงที่กลัวสุดขีดมากเหมือนกัน แต่ก็ทนความกลัวเพื่อหวนคิด และเปิดปากพูดว่า
“ปีศาจตัวนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ชิวาวา ผมเห็นหน้าจริงของมันจากเงาสะท้อนในกระจก ตัวมันใหญ่มากๆ น่าจะเป็ทิเบตัน มาสทิฟฟ์”
“ทิเบตัน มาสทิฟฟ์เหรอ” เสียงของหงเซี่ยนแฝงไปด้วยความงุนงง เขาไม่รู้ว่านั่นมันคืออะไร
ทว่าเจี่ยนอินดูเหมือนจะเข้าใจความฉงนของหงเซี่ยน จึงอธิบายด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อยว่า “มันคือสุนัขพันธุ์ั์ในทิเบต มันดุมากๆ แต่ก็ภักดีต่อเ้าของมาก หากเ้าของถูกรังแก พวกมันก็จะกัดและกินคน! ผมเห็นปีศาจตัวนั้นใช้มือฉีกกระชากมนุษย์ออกเป็สองซีก...แถมยังรู้สึกถึงอารมณ์ของมัน...และได้กลิ่นเือีกด้วย...”
“ประสาทััทั้งห้าเชื่อมประสานงั้นเหรอ” หงเซี่ยนถาม
เจี่ยนอินคิดเกี่ยวกับคำนี้ครู่หนึ่ง คำที่หงเซี่ยนใช้นั้นค่อนข้างยากนิดหน่อย หงเซี่ยนจึงพูดอีกครั้งว่า “ตา หู จมูก ปากและิัล้วนสามารถรู้สึกได้ถึงอีกฝ่ายเหรอ”
คราวนี้เจี่ยนอินถึงได้พยักหน้า “ตามองเห็น หูได้ยิน ปากรู้สึกถึงสิ่งที่กินลงไป จมูกดมได้กลิ่น และิัก็ขนลุกขนพองขึ้นมา...ด้วยความสุขใจอะไรแบบนั้น...”
เมื่อนึกถึงสิ่งเ่าั้ เจี่ยนอินก็ทำเสียงแหวะ กระเพาะหดเกร็ง เขาอยากจะอาเจียน แต่ไม่มีอะไรอยู่ในท้อง
ผ้านวมถูกดึงลงมา แล้วความสว่างของหลอดไฟนีออนก็เข้ามาแทนที่ เจี่ยนอินเผยตัวต่อหน้าหงเซี่ยนโดยไม่ทันตั้งตัว
เจี่ยนอิน้าดึงผ้านวมกลับด้วยความกลัว ทว่ากลับมีถ้วยชาถ้วยหนึ่งยื่นมาตรงหน้าเขา
“ชาสงบใจ” หงเซี่ยนกล่าว
เจี่ยนอินเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปที่ชาที่มีไอร้อนปกคลุม เขาไม่ค่อยเข้าใจหงเซี่ยนนิดหน่อย นี่คือการตบหัวแล้วลูบหลังงั้นเหรอ
สิ่งนี้ทำให้เจี่ยนอินสับสนเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าหงเซี่ยนนั้นตกลงแล้วเป็คนดีหรือคนเลว...ไม่สิ ปีศาจดีหรือปีศาจเลวกันแน่...
เจี่ยนอินตบตีกับตัวเอง หงเซี่ยนจึงยื่นถ้วยชาไปตรงหน้าของเจี่ยนอินโดยตรงเลย ขอบถ้วยอุ่นๆ แตะกับริมฝีปากของเจี่ยนอิน อุณหภูมิกำลังพอดีไม่ร้อนเกินไป
เจี่ยนอินตบตีกับตัวเองเป็ครั้งที่สอง เขามองหงเซี่ยน เมื่อพบว่าหงเซี่ยนไม่ได้มีความคิดที่จะเก็บชาที่ชงมาดีแล้วกลับไป เลยได้แต่ต้องรับถ้วยชามาโดยใช้สองมือประคองไว้ แล้วค่อยๆ จิบช้าๆ
รสชาติหอมมาก ร้อนๆ แต่พอดื่มแล้วกลับรู้สึกเย็นๆ ั้แ่ที่น้ำชาเข้าปาก ก็ค่อยๆ กระจายลงสู่ลำคอ ทำให้ท้องอุ่นก่อน แล้วค่อยกระจายไปทั่วร่าง ทำให้เซลล์ทั้งร่างที่ได้รับความตื่นตระหนกใใน่สองวันมานี้ถูกรีดเรียบแล้ว หัวใจที่ลอยสูงกลางอากาศซึ่งไม่รู้ว่าจะตกลงมาตายเมื่อไรก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม แขวนอยู่ตรงตำแหน่งเดิมบนหน้าอกอย่างมั่นคงแ่า
“...ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้รู้จักคำว่า ‘ดวงเนตรย้อนแสง’ ผมจะต้องเคยได้ยินมันมาจากที่ไหนสักแห่งแน่ๆ” เมื่อสงบใจและไม่กลัวแล้ว เจี่ยนอินถึงได้แอบยกเปลือกตาขึ้นแล้วลอบมองหงเซี่ยนแวบหนึ่ง
หงเซี่ยนรู้สึกว่าเจี่ยนอินที่เป็เช่นนี้เหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยที่กวนเย่ว์ซื้อให้เขาแก้เบื่อตอนเขายังเป็เด็ก มันขี้ขลาดตาขาวมาก จริงๆ ขี้ขลาดเสียจนหากไม่ระวังก็อาจจะถูกทำให้ใจนขวัญกระเจิงได้ แต่ว่าก็น่ารักมาก น่ารักจนทำให้คนไม่อยากประคองมันไว้ในฝ่ามือแล้วแกล้งมันจนทนไม่ไหว
หงเซี่ยนลูบกลุ่มผมเล็กๆ ที่ชี้ฟูขึ้นมาของเจี่ยนอินแล้วพูดว่า
“ฉันถามมาแล้ว สถานที่ที่ถูกฟ้าผ่าทำให้นายสูญเสียความทรงจำในอดีต แต่ส่วนที่เหลือนั้นปกติดี ความรู้และความเคยชินของร่างกายยังคงจดจำได้ กล่าวได้ว่ากิจวัตรประจำวัน ศัพท์ที่ใช้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับความเสียหาย...”
หงเซี่ยนชะงัก ตนก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน “สมองของมนุษย์ช่างแปลกจริงๆ”
เจี่ยนอินอ้าปาก คล้ายกับสามารถเข้าใจได้ หลังจากที่พยักหน้าแล้วถึงได้ตอบกลับคำถามของหงเซี่ยนต่อ “ผมดูเหมือนไม่ว่าจะแตะโดนใคร ก็จะสามารถมองเห็นความทรงจำที่ซ่อนลึกอยู่ในสมองของพวกเขาได้ แต่ความรู้สึกแบบนั้นมันรุนแรงเกินไป ก็เหมือนประสาทััทั้งห้าเชื่อมประสานอย่างที่คุณพูด ใน่ขณะนั้น ผมเกือบจะกลายเป็พวกเขา และไม่สามารถควบคุมตนเองได้เลย”