หลายวันต่อมา
ผู้บัญชาการหยางพาชู้รักของเขา ลั่วเหยียนเอ๋อเข้ามาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่กลางเมืองหลวง โดยไม่แยแสต่อสายตาของซ่งเฟยเหรินแม้แต่น้อย
เขาอาจหลงลืมไปแล้วว่าผู้เป็บิดาของเธอคือผู้มีพระคุณที่ช่วยผลักดันให้เขาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดหรือไม่…เขาก็เป็เพียงชายไร้ซึ่งจิตสำนึก
“ท่านผู้บัญชาการ…คุณผู้หญิงท่านนี้เอ่อ…”เสียงรับใช้เอ่ยขึ้นอย่างลังเลขณะมองหญิงสาวแปลกหน้าในอาภรณ์หรูหรา
มือใหญ่ของผู้บัญชาการหยางเอื้อมไปโอบเอวของหญิงสาวคนนั้นไว้ด้วยท่าทีภาคภูมิก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า
“เธอคือลั่วเหยียนเอ๋อั้แ่วันนี้จะเป็คุณนายรองของบ้านหลังนี้”
ตึก… ตึก… ตึก…เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังลงมาจากชั้นสองของตัวบ้านจังหวะเดินเนิบช้า ทว่าสง่างามดั่งสายน้ำเย็น
ซ่งเฟยเหรินปรากฏตัวที่ปลายบันไดรอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า ทว่าความเ็าในแววตาของเธอนั้นกลับเฉือนลึกยิ่งกว่าคำพูดใด
“ให้หล่อนเป็คุณนายใหญ่ไปเถอะค่ะ”เสียงของเธอดังชัดในความเงียบ
“เพราะตำแหน่งนี้…ฉันขอสละสิทธิ์”หญิงสาวเดินลงมาด้วยท่วงท่ามั่นคงในมือของเธอถือกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้แน่น
ผู้บัญชาการหยางชะงักมองกระดาษแผ่นนั้นราวกับมันคือสิ่งแปลกปลอมในบ้านแต่สำหรับซ่งเฟยเหริน มันคืออิสรภาพจากความต่ำตมทั้งหมด
“หนังสือหย่า” เธอวางมันลงตรงหน้าเขาโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใดเพิ่มเติม เพราะความรักที่หมดสิ้น…ไม่้าคำอธิบายอีกต่อไป
ผู้บัญชาการหยางชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นกระดาษแผ่นนั้น
เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอหญิงสาวที่เคยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ…ทว่าวันนี้กลับยื่นหนังสือหย่าให้โดยไม่มีแววลังเลในสายตา
“เธอจะหย่ากับฉัน…เพราะเื่แค่นี้งั้นเหรอ?”
ซ่งเฟยเหรินแค่นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่มีทีท่าอ่อนไหว
“เื่แค่นี้งั้นเหรอ? ผู้ชายที่ยกย่องชู้รักของตัวเองต่อหน้าภรรยาสำหรับฉันนั่นไม่ใช่เื่เล็กเลยค่ะ”
ลั่วเหยียนเอ๋อแสร้งยิ้มหวานหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มแต่แฝงด้วยพิษ
“คุณนายใหญ่…บางทีคุณอาจจะเข้าใจผิดผู้บัญชาการแค่ให้ความรักกับฉัน เพราะฉันทำให้เขามีความสุขได้มากกว่าใครบางคนแต่ท่านก็ยังคงยกย่องคุณให้เป็คุณนายใหญ่อย่าใจแคบนักสิคะ”
ซ่งเฟยเหรินยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน
“งั้นเหรอ แต่ฉันไม่รับการยกย่องนั่นในเมื่อเธอทำให้เขามีความสุขถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอให้พวกเธอทั้งสองมีความสุขในบ้านหลังนี้โดยที่ไม่มีฉันก็แล้วกัน”
เธอปรายตามองหนังสือหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้กลางโถงพร้อมกับหยิบแหวนแต่งงานจากนิ้วนางข้างซ้ายขึ้นมาแล้วค่อยๆวางลงอย่างเงียบงัน แต่เต็มไปด้วยความหมาย
ผู้บัญชาการหยางเดินเข้าไปหมายจะรั้งเธอไว้แต่ซ่งเฟยเหรินถอยหลังหนึ่งก้าว พร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ
“อย่าทำให้ตัวเองดูน่าสมเพชไปมากกว่านี้เลยค่ะ”
เธอพูดกับเขาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังให้พร้อมกับเดินออกจากบ้านโดยไม่เหลียวกลับไปมองอีกเลย
สามเดือนต่อมา
ณ ศาลาว่าการเขตเมืองหลวง
บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่แน่นขนัดไปด้วยเ้าหน้าที่ระดับสูงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนายทหารชั้นสูง
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังประตูไม้บานใหญ่เบื้องหน้าก่อนเสียงเคาะสัญญาณสามครั้งจะดังขึ้น
เมื่อประตูเปิดออก…
หญิงสาวในชุดสีเข้มทางการก็ก้าวเข้ามาอย่างสง่างามใบหน้าของเธอสงบนิ่ง ทว่าสายตากับคมกริบ
เื้ัของเธอคือข้าราชการระดับสูงสองนายที่เดินตามอย่างเคารพ
“ท่านที่ปรึกษาใหญ่ซ่ง มาถึงแล้ว”
เสียงประกาศนั้นทำให้ผู้บัญชาการหยางที่นั่งอยู่หัวโต๊ะถึงกับชะงักเขาหันขวับไปทางประตู และในวินาทีที่สบตากับเธอหัวใจของเขากลับเต้นสะท้านโดยไร้เหตุผล
ซ่งเฟยเหรินเดินตรงเข้ามาด้วยท่วงท่าผู้ปกครองที่เปี่ยมด้วยอำนาจโดยไม่จำเป็ต้องเปล่งเสียงใดๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและศักดิ์ศรีที่สูงส่ง
“ขออภัยที่มาช้า” เสียงของเธอนุ่มนวลแต่เฉียบคมดั่งคมมีด
ผู้บัญชาการหยางลุกขึ้นทันทีโดยสัญชาตญาณแต่ก็เหมือนจะลืมไปแล้วว่า วันนี้ตำแหน่งสูงสุดในห้องนี้ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป
“ท่านผู้บัญชาการหยางอวี้เหอ”เธอเอ่ยชื่อเขาอย่างเป็ทางการ
“ขอบคุณที่ดูแลเมืองฟู่เถาใน่ที่ฉันกำลังจับตาดูพวกเตาหยินแต่นับจากนี้ไปคุณไม่จำเป็ที่จะต้องไปประจำการที่เมืองฟู่เถาอีกแล้ว”
ผู้บัญชาการหยางถึงกับชะงักใบหน้าของเขาซีดเพราะหากเขาไม่ได้ประจำการที่เมืองฟู่เถาพวกเตาหยินต้องแย่แน่และแผนที่พวกเตาหยินวางไว้จะต้องพัง หากเป็อย่างนั้นชีวิตของเขาก็จะต้องพังไปด้วย