หลังจากที่อิงเทาจากไปจิตใจของฟ่านเสวี่ยหลีก็จดจ่ออยู่ที่ตะขอเหล็กตลอดเวลา มันเป็ตะขอเหล็กที่ยาวประมาณสี่ชุ่นและกว้างราวหกถึงเจ็ดชุ่นซึ่งดูธรรมดาอย่างยิ่งแต่เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีหลับตาตั้งสมาธิกลับรู้สึกได้ว่าในตะขอเหล็กมีลมปราณอันแวววาว
ด้วยสายตาปรมาจารย์ปรุงยา เขามองออกว่าแม้ชั้นนอกของตะขอเหล็กจะเป็เหล็กแต่ภายในกลับเป็อย่างอื่น
แต่ในสายตาของาาบัลลังก์ทมิฬดูเหมือนฟ่านเสวี่ยหลีกำลังตื่นเต้นจากการได้เห็นสมุนไพรหายากที่ได้รับจากปีศาจตะพาบั์
สมุนไพรที่ปีศาจตะพาบั์มอบให้ในครั้งนี้ล้วนเกิดจากการหลอมรวมแสงหยินหยางฟ้าดินในไหลเสวียหลี่และผ่านการวิวัฒนาการนานนับปีจนกลายเป็สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ในที่สุดสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไม่เพียงสามารถขัดเกลาร่างกายแต่ยังมีคุณสมบัติถอดรกเปลี่ยนกระดูก หากใช้อย่างถูกวิธีก็สามารถเพิ่มอายุขัยและฟื้นฟูอาการาเ็ทั้งหมดได้
สมุนไพรทั้งหมดนี้รวมกันมีมูลค่ามากถึงหลายหมื่นตำลึงเงินแน่นอนซึ่งเป็ทรัพย์สินที่ผู้คนมากมายไม่อาจหาได้ในชั่วชีวิตหนึ่ง
แต่ในสายตาของาาบัลลังก์ทมิฬ มูลค่าเหล่านี้กลับไม่เท่าใด
ทรัพย์สินที่เขามีตอนยังมีชีวิตนั้นมากกว่าของเหล่านี้หลายเท่า
เขาถอนหายใจเบาๆ โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองสมุนไพรเหล่านี้ ในหัวกลับนึกถึงแต่ร่างกายของปีศาจตะพาบั์
ปีศาจตะพาบั์ผ่านการบ่มเพาะมาเกือบร้อยปีเนื้อกายก็หลอมถึงจุดที่แข็งแกร่งแล้ว ซึ่งเกินกว่าที่ปีศาจธรรมดาจะเทียบได้
การที่ปีศาจธรรมดาทั่วไปจะหลอมเนื้อกายได้จำเป็ต้องกินยาจากอาจารย์ปรุงยา ประกอบกับทรัพยากรมหาศาลจึงจะทำสำเร็จแต่การจะให้เนื้อกายแข็งแกร่งต้องมีทรัพยากรอันไร้สิ้นสุดซึ่งอาจารย์ปรุงยาจะยอมทุ่มทรัพยากรมากมายขนาดนั้นเพื่อิญญาเพียงตนเดียวได้อย่างไร
“วางใจเถอะ อย่างนานหนึ่งปี อย่างเร็วก็หลายเดือนข้าจะช่วยเ้าหลอมเนื้อกายที่แข็งแกร่งและไม่เป็รองปีศาจตะพาบั์ตนนั้น”หลังจากที่ฟ่านเสวียสังเกตตะขอเหล็กก็มีแผนการในใจเมื่อได้สติกลับมาแล้วสังเกตเห็นสีหน้าของาาบัลลังก์ทมิฬก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร เขาจึงพูดเช่นนี้ออกมา
นี่ไม่ใช่การปลอบใจ แต่เป็คำสัตย์ของปรมาจารย์ปรุงยา
ตอนนี้มีทรัพยากรสมุนไพรมากมายฟ่านเสวี่ยหลีจึงมีความมั่นใจต่อเื่นี้
“ขอบคุณอาจารย์ฟ่าน” าาบัลลังก์ทมิฬพยักหน้าแล้วพูดอย่างซาบซึ้ง
แต่เขากลับลอบส่ายหน้าในใจ อย่างนานหนึ่งปี อย่างเร็วก็หลายเดือนหากเป็เนื้อกายธรรมดาก็ยังพอมีความหวังแต่ถ้าเป็เนื้อกายที่เหนือกว่าปีศาจตะพาบั์ก็ยากเหลือเกิน ดูเหมือนเ้านายกำลังปลอบใจเขาอยู่
สายตาของฟ่านเสวี่ยหลีเฉียบคมอย่างยิ่ง เขามองออกทันทีว่าิญญาาาบัลลังก์ทมิฬไม่เชื่อแต่ฟ่านเสวี่ยหลีไม่ได้พูดออกมา เพราะเขากำลังจะใช้การปฏิบัติเพื่อพิสูจน์คุณค่าในคำพูดของเขา
การจะให้ิญญาาาบัลลังก์ทมิฬรับใช้ตนได้อย่างสมดั่งใจนึกฟ่านเสวี่ยหลีจำเป็ต้องทำให้อีกฝ่ายตายใจเสียก่อน
เขาพลันเคลื่อนมือทันใดนั้นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ขัดเกลาร่างกายที่ได้รับจากปีศาจตะพาบั์ก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ
มือของเขากำลังเปล่งประกายแสงและจำแนกสมุนไพรเหล่านี้ออกเป็ห้ากองในทันที
ในสายตาของเขา สมุนไพรจะแบ่งตามสรรพคุณทางยาเท่านั้น ไม่มีการแบ่งตามมูลค่า
เมื่อเห็นการกระทำของฟ่านเสวี่ยหลี ิญญาาาบัลลังก์ทมิฬก็ตกตะลึงเมื่อเห็นสีหน้าอันนิ่งสงบของฟ่านเสวี่ยหลีในเวลานี้เขาจึงเข้าใจว่าที่แท้เมื่อครู่นี้ฟ่านเสวี่ยหลีไม่ได้ถูกล่อใจด้วยมูลค่าของสมุนไพรเหล่านี้แต่กำลังตั้งใจจำแนกประเภทยา
“ที่แท้ข้าเข้าใจผิดไป...” าาบัลลังก์ทมิฬพูดในใจ
ทันใดนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็ดีดนิ้วสมุนไพรกองหนึ่งก็ลุกไหม้ขึ้นเองในทันที ฤทธิ์ยาทั้งหมดประสานกันจนเกิดปราณหยางอันรุนแรง
จากนั้นฟ่านเสวี่ยหลีวางตะขอเหล็กในมือลงบนกองสมุนไพรนั้น
ฤทธิ์ยาทั้งหมดของกองสมุนไพรนั้นรวมเข้ากับตะขอเหล็ก ชั้นนอกของตะขอเหล็กก็ถูกสลายไปอย่างช้าๆ
ลักษณะที่แท้จริงของตะขอเหล็กปรากฏขึ้นตรงหน้า
มันเป็ตะขอปะการังที่มีลักษณะเหมือนเห็ดหลินจืออาศัยรูปทรงของปะการังทำเป็รูปของหัวั ส่วนสันมีลักษณะโค้งตามธรรมชาติลวดลายชัดเจน ปราศจากการเติมแต่งจากฝีมืุ์ และมีสีแดงเข้มบริสุทธิ์ดูงดงามอย่างยิ่ง
ตอนนี้ในหัวของิญญาาาบัลลังก์ทมิฬแทบจะะเิจนเหลือเพียงความว่างเปล่า
“ตะขอปะการังาา! ลือกันว่ามันเป็สมบัติหลอมเนื้อกายที่หายากอย่างยิ่งสิ่งนี้สามารถหลอมเป็แขน เมื่อใช้โจมตีจะมีพลังอันไร้เทียมทานเพียงตะขอปะการังาานี้ก็ล้ำค่ายิ่งกว่าสมุนไพรทั้งหมดที่ได้รับมาในวันนี้แล้ว!”
ในที่สุดเขาก็เข้าใจสาเหตุที่เมื่อครู่นี้ฟ่านเสวี่ยหลีให้ความสำคัญต่อตะขอเหล็กนี้แล้ว
เมื่อนึกถึงท่าทางของปีศาจตะพาบั์ที่ไม่สนใจตะขอเหล็กนี้ิญญาาาบัลลังก์ทมิฬก็ถึงกับส่ายหน้าหากปีศาจตะพาบั์รู้มูลค่าแท้จริงของตะขอเหล็กนี้ เกรงว่าคงเสียใจจนอกแตกตาย
ในขณะเดียวกันิญญาาาบัลลังก์ทมิฬก็เข้าใจแล้วว่าคำพูดเมื่อครู่นี้ของฟ่านเสวี่ยหลีไม่ใช่เื่โกหก! ส่วนตะขอเหล็กนี้ก็มีเพื่อเขาโดยเฉพาะ
“แต่แค่ตะขอปะการังาานี้ยังไม่เพียงพอสำหรับการหลอมเนื้อกายพรุ่งนี้เราจะไปหอสมบัติโอสถตรงเมืองฝั่งตะวันออกเพื่อสอดส่องว่ามีสมบัติอื่นๆที่สามารถหลอมเนื้อกายได้หรือไม่”เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีพูดถึงตรงนี้กลับขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยวัตถุดิบในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ
เมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของฟ่านเสวี่ยหลีิญญาาาบัลลังก์ทมิฬก็รู้ว่าฟ่านเสวี่ยหลีกำลังพิจารณาให้เขาอย่างจริงจัง เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกใบหน้าเปี่ยมด้วยความละอาย เพราะก่อนหน้านี้ตนยังเข้าใจอาจารย์ฟ่านผู้นี้ผิดไป
จากนั้นเขาพูดต่อว่า “อาจารย์ฟ่านไม่ต้องเร่งรีบเื่ของข้าหากข้าหลอมเนื้อกายแล้วจะง่ายต่อการถูกตระกูลฟ่านเจอตัวดังนั้นพวกเราต้องระวังตัวมากยิ่งขึ้น” เขาขอเลื่อนเวลาการหลอมเนื้อกายอย่างจริงใจ
“ไม่เป็ไร การหลอมเนื้อกายไม่ใช่เื่ที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืนจำเป็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า” ฟ่านเสวี่ยหลีโบกมือและพูดอย่างมั่นใจว่า“หวังว่าพรุ่งนี้จะได้เตาไฟชั้นยอดมาเมื่อถึงเวลานั้นก็จะสามารถหลอมโอสถขัดเกลาร่างกายชั้นยอดได้แล้ว ระดับพลังของข้าก็จะเสถียรเร็วขึ้นและสามารถหลอมเนื้อกายให้เ้าได้โดยเร็ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ิญญาาาบัลลังก์ทมิฬก็คาดหวังต่อการตามหาเตาไฟในวันพรุ่งนี้
ตอนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีเริ่มกินโอสถขัดเกลาร่างกายที่ตนได้มาจากพิธีขัดเกลาปล่อยให้ลมปราณอบอุ่นไหลเวียนอยู่ในร่างกาย จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิบ่มเพาะ
หลังจากเพิ่งบรรลุเนื้อกายขั้นสี่หากไม่มีโอสถขัดเกลาร่างกายจำนวนมากเพื่อทำให้พลังเสถียรหากเกิดเหตุผันผวนก็อาจทำให้ระดับพลังถดถอยได้
เขาหวงแหนเวลาดุจสมบัติ ไม่กล้าหย่อนยานแม้แต่น้อย
หนึ่งคืนผ่านไป
ปัง!
ภายในร่างกายของฟ่านเสวี่ยหลีเกิดเสียงดังขึ้นราวกับอสนีบาต ระหว่างพรูลมหายใจมีแสงสีทองดวงหนึ่งออกจากปากของเขามันลอยอยู่ตรงหน้าและแข่งกันส่องสว่างกับดวงอาทิตย์อุทัยตรงขอบฟ้า
สิ่งนี้คือวิธีการพิเศษของเนื้อกายขั้นสี่บ่มเพาะเส้นเอ็นปลดปล่อยลมปราณ
แม้แต่ผู้ที่บรรลุเนื้อกายขั้นสี่เป็เวลานานแล้วยังไม่อาจควบคุมวิธีการนี้ได้ดี
ในขณะเดียวกันฟ่านเสวี่ยหลีรู้สึกว่าเส้นเอ็นในร่างกายราวกับกลายเป็แสงค้ำฟ้าที่รองรับทั้งร่างกายเอาไว้ขณะที่เคลื่อนไหว ในเส้นเอ็นก็สั่นสะท้านราวกับถูกเขากระทิงทิ่มแทง
เมื่อเขาชกหมัดไปข้างหน้าก็ราวกับมีกระทิงสี่ตัวพุ่งออกไปพร้อมกัน
จากนั้นพลังของโอสถขัดเกลาร่างกายที่อยู่ในตัวก็ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นเมื่อชกอีกครั้งก็เหลือพลังเพียงกระทิงสามตัว
“ผลของโอสถขัดเกลาร่างกายนี้ไม่เพียงพอมันไม่สามารถทำให้ระดับพลังของข้าเสถียร” ฟ่านเสวี่ยหลีส่ายหน้าตนจำเป็ต้องกินโอสถขัดเกลาร่างกายที่คุณภาพสูงกว่านี้
เขาได้บรรลุจากเนื้อกายขั้นสองสู่ขั้นสี่ภายในเวลาหนึ่งวันหากใช้โอสถขัดเกลาร่างกายคุณภาพเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าศักยภาพจะถูกทำลายการที่อนาคตจะบรรลุเนื้อกายขั้นสิบก็เป็เื่ที่ยากดั่งปีนไต่ขึ้น์
มันเป็บทเรียนอันเ็ปที่เขาได้รับในชาติก่อน
“ด้วยตราหมื่นอัคคีของข้าการหลอมโอสถขัดเกลาร่างกายเพียงเม็ดสองเม็ดก็ยังพอทำได้แต่หากจะหลอมเป็จำนวนมากก็ต้องมีเตาไฟชั้นเลิศ”ฟ่านเสวี่ยหลีพูดกับตัวเองอย่างเงียบๆ
เมื่อเขาปรายตาขึ้นก็มองเห็นอิงเทาเดินมาจากกระยะไกลพร้อมกับขอบใต้ตาดำคล้ำสองวง
ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว
“ไปหอสมบัติโอสถกันเถอะ”ฟ่านเสวี่ยหลีพูดโดยไม่รอให้อิงเทาเดินมาถึงตัว
เขาอยากดูว่าหอสมบัติโอสถมีเตาไฟที่เขา้าหรือไม่
เมื่ออิงเทาเห็นฟ่านเสวี่ยหลีเดินเร็วดุจสายลมแรงเขาจึงเร่งฝีเท้าอย่างอดใจไม่ได้
ตอนนี้เขารู้สึกว่าบุคลิกของฟ่านเสวี่ยหลีแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเพียงชั่วข้ามคืนเดียววันนี้ตัวของฟ่านเสวี่ยหลีให้ความรู้สึกจิตใจไพศาลและเปี่ยมล้นด้วยพลัง
ยิ่งเป็เช่นนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกอันตรายหากฟ่านเสวี่ยหลีบ่มเพาะได้รวดเร็วเท่าใดคุณค่าของเขาในสายตาฟ่านเสวี่ยหลีก็ยิ่งลดลงเท่านั้นเมื่อถึงเวลานั้นความหวังที่ฟ่านเสวี่ยหลีจะตกลงปรับปรุงร่างกายให้เขาก็จะยิ่งริบหรี่
เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีปีศาจตนใดจะรักษาสัจจะได้เหมือนกับมนุษย์