เมืองกานลู่ เป็เมืองเล็กๆอยู่บนเนินเขามีกำแพงทอดยาวไปตามสันเขาก่อนเข้าประตูเมืองรอบๆล้วนมีบ้านเรือนประชาชนกระจัดกระจายตั้งบ้านเรือนอยู่บ้างเล็กน้อย หากตัดเื่ความหนาวเย็นออกไปมองเฉพาะภาพที่ได้เห็นก็นับว่างดงามยิ่ง กำแพงทอดยาวมีภาพด้านหลังเป็หมอกและเมฆขาวมีแสงแดดลอดผ่านมาจากเมฆเห็นเป็เส้นแสง
ชาวบ้านตั้งบ้านเรือนอยู่รอบๆ ก่อนถึงประตูเมือง สองข้างทางต่างเปิดประตูออกมามองดูบางบ้านออกมายืนหน้าบ้านยามที่พวกทหารเคลื่อนที่ผ่าน สายตาที่ส่งมามีหลากหลายทั้งเศร้าหมอง บ้างก็ตื่นเต้นยินดี ทหารเดินทางผ่านไปแล้วห่างไปเล็กน้อยเป็ขบวนของครอบครัวท่านแม่ทัพมองดูไม่หรูหราหากแต่มีระเบียบเช่นครอบครัวทหาร
แม่ทัพเฉินและขุนพลหลายคนที่เดินทัพมาถึงประตูเข้าเมืองกานลู่ เห็นได้ถึงความแตกต่างแรกพบหน้าทันที ความแตกต่างระหว่างทางที่ผ่านมาชาวบ้านแต่งกายอย่างแร้นแค้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูเก่า มีร่องรอยการปะชุนเกือบทุกคนที่กองทัพเคลื่อนผ่านมา ข้าวของหน้าเรือนก็ดูไม่มีราคา แต่ กลุ่มคนที่ยืนรอรับอยู่ด้านหน้าคือเศรษฐี และขุนนางประจำท้อง ถิ่น เื้ัเป็ข้ารับใช้ บ่าวไพร่รวมทั้งพ่อค้าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ภายในกำแพงเมืองกานลู่ทั้งสิ้น แค่การแต่งกายสีหน้าแววตาก็แตกต่างกันยิ่งนัก
“ชางอู่จิง ยินดีต้อนรับท่านเ้าเมืองขอรับ”
“ข้าน้อย หลี่หลินไฉ่ ขุนนางรักษาการ เชิญท่านเ้าเมืองเฉิน”
“……….”
เฉินอวี้อัน และขุนพลที่ติดตามมาหยุดยืนดูกลุ่มคนและฟังคำกล่าวต้อนรับจนจำไม่ไหวว่าใครเป็ใคร จำได้เพียงว่าในกลุ่มที่มาต้อนรับมิได้มีทหารจากค่ายในเมืองกานลู่ออกมาด้วยทำให้ทั้งหมดแปลกใจเป็อย่างยิ่ง เกิดปัญหาอันใดขึ้น
เมื่อเสร็จสิ้นการทักทายเรียบร้อยแล้วเดิมที่ กลุ่มคนที่ยืนรอต้อนรับพยายามเชิญเฉินอวี้อันและขุนพลทั้งหมดไปงานเลี้ยงรับรองแต่ถูกปฏิเสธจากเฉินอวี้อันด้วยเหตุผลว่าต้องจัดการให้ทหารทั้งหมดที่เดินทางมาเข้าค่ายทหราและจัดการเื่อื่นๆ ให้เรียบร้อยเสียก่อน ให้ทั้งหมดกลับไปก่อนหากมีโอกาสค่อยหารือกันอีกครั้ง
เมื่อคนไปจนหมดแล้ว ขุนพลจ้าวที่ยืนอยู่ข้างทหารรักษาประตูเมืองก็หันไปหาคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด
“เ้า มานี่”
ทหารที่ถูกเรียกรีบวิ่งมาหยุดหันหน้าเข้าหาเฉินอวี้อัน ทุกคนขบวนทหารมองไปที่จุดเดียวกันมองั้แ่ศรีษะจนถึงเท้า นี่ นี่คือทหารรักษาด่านจริงๆใช่หรือไม่ รองเท้าขาดวิ่นเห็นิัแดงกล่ำที่ถูกหิมะกัด เสื้อและกางเกงทำจากผ้าหยาบๆ ราคาถูกที่บางจนแทบจะกันลมมิได้ทั้งชุดมีรอยปะชุนไปทั่ว ไม่มีเสื้อเกราะ ไม่มีเสื้อกันหนาว หมวกที่สวมก็บุบบี้ สภาพแบบนี้แค่คิดดูก็รู้ว่าถ้ามีศัตรูมามิต้องสู้ก็คงตายไปเองเป็แน่ เฉินอวี้อันค่อยๆ สะกดความรู้สึกหลายหลากลงไปก่อนจะออกเสียงที่แทบจำเสียงตัวเองไม่ได้
“เ้าเป็ทหารแน่หรือ”
“แน่นอนขอรับ”
เสียงที่ตอบมานั้นแหบแห้งไร้พลังยิ่งทั้งเบาจนหน้ารำคาญ แต่จากสภาพที่อนาถขนาดนี้ทำให้แม่ทัพและขุนพลรู้สึกย่ำแย่เกินกว่าจะใส่ใจ ยามนี้พวกเขาทั้งหมด้านำทหารไปยังค่ายประจำเมืองและพบกับทหารที่ควบคุมเมืองและพื้นที่ทั้งหมดทันที ต้องเร็วเท่าที่จะเร็วได้ด้วย
“เ้ารีบพาข้าไปที่ค่ายทหารประจำเมืองเดี๋ยวนี้” / “ขอรับ”
ก่อนที่จะจูงม้าเดินตามทหารที่นำทางไป พวกเขายังเหลียวกับไปมองทหารที่เหลืออีกสี่คนยืนเฝ้าประตูเมือง พวกเขาสวมเสื้อผ้าหนาขนาดนี้ยังหนาวจะเย็นจับจิตจับใจแล้วทหารเหล่านี้เล่า ขุนพลบางคนทนไม่ไหวถอดเสื้อคลุมของตนเดินเข้าไปสวมให้กับทหาร มีอีกสามคนทำตามในที่สุดทหารทั้งสี่คนก็ได้เสื้อคลุมครบทุกคน และมีบางคนวิ่งแซงขึ้นไปเรียกทหารนำทางข้างหน้าให้หยุดลง แล้วค่อยๆสวมเสื้อคลุมให้กับเขาไออุ่นที่ติดมากับเสื้อทำให้ร่างกายที่ผอมบางของทหารทั้งสี่ได้รับความร้อนทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น เฉินอวี้อันมองเห็นน้ำตาของทหารเ่าั้ เขาไม่คิดจะลงโทษทหารของตนที่ทำตนไร้ระเบียบในเวลานี้ พวกเขาเป็ทหาร ทหารทุกคนคือพี่น้องกันเป็ไปไม่ได้ที่จะอดสงสารและช่วยเหลือทันทีไม่ได้
เขาะโแข่งกับลมและหิมะที่ปลิวอยู่สั่งให้ทหารที่ไร้เสื้อคลุมรีบไปหาเสื้อคลุมในสัมภาระและให้คนอื่นๆ เร่งฝีเท้าเดินตามไปที่ตั้งของค่ายทหารที่ต้องเดินราวสองเค่อก็จะถึงแต่เพราะบนพื้นมีหิมะและน้ำทำให้การเดินค่อนข้างลำบากทำให้ช้าลงอีก
เป็อีกครั้งที่เฉินอวี้อัน ขุนพลและทหารที่มาจากเมืองหลวงตกตะลึงอยู่หน้าค่ายทหาร ซุ้มประตูค่าย (ที่มีเสาตั้งอยู่เพียงข้างเดียว) รั้วค่ายที่หักพังชำรุดเสียหายอย่างที่เปรียบมิได้ มีหญ้าต้นเล็กๆขึ้นเป็กลุ่มๆ อยู่ทั่วไป มองถัดเข้าไปเรือนที่ตั้งอยู่มีสภาพเหมือนค่ายร้้างยิ่งนัก หลังคาที่แผ่นอิฐร่วงหล่นไปแล้วบางจุดเป็ช่องมีหิมะปลิวลอยเข้าไป บันไดด้านหน้าผุหักไม่แน่ใจว่าจะใช้เดินขึ้นไปได้หรือไม่(กลัวว่าถ้าเหยียบลงไปจะหักแล้วคนจะตกลงไปตามไม้ที่ผุนั้น) บ่อน้ำด้านข้างก็ดูมิได้ดีนัก ไม่มีไฟจุดให้แสงสว่างทั้งๆที่ได้เวลาจุดโคมไฟแล้ว
“คน เอ่อ ทหารในค่ายไปไหนหมด”
เฉินอวี้อันถามทหารที่เดินนำทางมาที่ค่าย ด้านหลังเริ่มมีเสียงเบาๆของขุนทหาร “ค่ายร้าง/มีผีหรือไม่/น่าสยอง” จะว่าทหารเหล่านี้ก็ไม่ได้ เพราะเขาเองก็รู้สึกมิต่างกัน
“ทหารที่มีส่วนใหญ่ก็เข้าเวรที่หน้าประตูเมือง ป้อมเฝ้าระวังขอรับ ที่เหลือจากนั้นก็ป่วย แต่มิได้พักที่นี่ขอรับ”
“ใครบัญชาการที่นี่”
เขาจำได้ว่าตอนที่อ่านข้อมูลของค่ายและด่านประจำเมืองกานลู่ที่ได้มาจากห้องทรงพระอักษรนั้น ดูเหมือนจะมีขุนพลที่รักษาการค่ายประจำเมือง มีทหารหลายร้อยคน มีระบบเหมือนกับค่ายทหารที่อื่น ส่วนรายละเอียดสภาพพื้นที่และอากาศก็ได้ผ่านตาคร่าวๆ เดิมที่ก็เคยประจำที่ชายแดนฝั่งเหนือแต่ห่างออกไปนับพันลี้ อากาศย่อมแตกต่างตนพอเข้าใจได้ แต่นี่ไม่มีส่วนใดใกล้เคียงหรือตรงกับข้อมูลที่ฝ่าาได้รับแล้วนำมาให้ดูก่อนเตรียมทัพเพื่อมาประจำการสักเพียงนิด
“ที่นี่มีนายกองฉีดูแลขอรับ”
“ไปตามมา เดี๋ยว เ้าบอกทางให้ขุนพลฉั่งเอ้อร์หนิวเถอะมิต้องวิ่งไปวิ่งมาหรอก”
ฉั่งเอ้อร์หนิวจัดว่าเป็ขุนพลที่มีกำลังกายและพละกำลังขาดีเยี่ยมเมื่อถูกขานชื่อก็วิ่งออกมารับฟังแล้ววิ่งจากไปตามคนระหว่างที่รอคนขุนพลที่ถูกสั่งให้เข้าไปสำรวจสามคนก็เดินกลับออกมา รายงานถึงสภาพภายในและพื้นที่โดยรอบสรุปคือมิสามารถจัดให้ทหารทั้งหมดพักอาศัยได้ จึงแบ่งแต่ละกองให้ทำหน้าที่เหมือนกับระหว่างที่เดินทางจากเมืองหลวง รีบตั้งกระโจมสำหรับนอน (ขนย้ายเตียงที่พอใช้ได้ออกมาวางก่อนปูผ้ากันเปียก) หาเศษไม้มาจุดไฟซึ่งเดินเข้าไปในเรือนก็มีจำนวนมาก วางกำลังตรวจตรา เตรียมเสบียง ระหว่างนั้นเฉินอวี้อันก็นั่งคุยกับทหารที่นำทางมา
“เมืองนี้ มีทหารจำนวนเท่าไหร่ เ้าพอจะบอกจำนวนได้หรือไม่”
“ได้สิขอรับ พวกเรามีกันน้อยนิด จำกันได้ทุกคน ทั้งเมืองมีทหารเพียงเก้าสิบคน น้อยกว่าเ้าหน้าที่ของจวนเ้าเมืองเสียอีกขอรับ”
“เก้าสิบคน ดูจากสภาพของเ้าเบี้ยหวัดและสวัสดิการแล้วไม่น่าจะดี ความจริงเป็อย่างไรกันแน่”
“ท่านดูสภาพข้าแล้วคิดว่าข้าได้เบี้ยหวัดครบเหรอขอรับ ทุกเดือนจะได้เพียงครึ่งเดียว ทหารที่เคยมีมากกว่าสองพันคนค่อยๆหนีทหารกันหมด เพราะมีชีวิตอยู่ลำบากไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหากมีครอบครัวก็พากันอดตายแน่ ตอนนี้เหลือเท่าที่ข้าบอกไป สวัสดิการคืออะไรขอรับข้ามิเคยได้รับ”
น้ำเสียงบ่งบอกความโกรธที่สะสมอยู่ภายในหลายปีมานี้พวกเขาอยู่อย่างแร้นแค้นเสียงฝีเท้าเดินมาจากด้านหลัง เฉินอวี้อันเอียงหน้าไปมองเป็นายทหารแต่งกายชั้นนายกองที่ลักษณะของเนื้อผ้ามิได้ผิดจากพลทหารที่พาตนมายังค่ายทหารแม้แต่น้อย เขายืนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเมื่อทำความเคารพเรียบร้อยก็ยืนสงบนิ่ง ให้คนทั้งหมดที่ยืนอยู่ก่อนนี้ได้มองดูโดยมิหลบสายตา
“เ้าคือนายกองฉี”
“ขอรับ”
“เหตุใดที่ค่ายแห่งนี้จึงเพียงระดับนายกองควบคุม”
“จะแปลกอันใดขอรับ เบื้องบนมิเคยมีคนมาตรวจสอบ รายงานที่ส่งไปล้วนเป็ผู้มีอำนาจในมือเขียนไปทั้งสิ้น เมื่อก่อนยังมีระดับขุนพลเป็ผู้ควบคุมค่ายแห่งนี้ แต่เพราะความยากจนข้นแค้นเมื่อได้รับาเ็ไม่ได้รับการเหลียวแลทำให้เขาละทิ้งหน้าที่นี้ไป”
หลังจากนั้นทุกคนก็หาที่นั่งลงล้อมรอบกองไฟที่ถูกจุดขึ้นเรียบร้อย รับฟังเื่ราวต่างๆจากฉีซุนเอ้อร์ที่ค่อยๆเรียบเรียงเื่ราวหลายปีที่ผ่านมาให้ทุกคนได้รับฟัง ทหารระดับขุนพลยิ่งได้ฟังอย่างละเอียดหน้าตาก็ยิ่งย่ำแย่ พี่น้องที่รักษาชายแดนเดือดร้อนถึงเพียงนี้กลับไม่มีข่าวส่งถึงเมืองหลวง ขุนนางบนล่างในเมืองล้วนกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตน ไม่ต้องมองถึงชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ ขนาดทหารยังถูกเบียดบังเบี้ยหวัดเช่นนี้ ยามนี้รู้สึกได้ว่าควรจัดการคนเหล่านี้ให้จดจำว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด พวกเขารู้ดีไม่ต้องเจรจาใดๆทั้งสิ้น ท่านแม่ทัพจะต้องจัดการแน่นอนส่วนพวกเขาเพียงดูแลค่ายและทหารในปกครองอย่างตั้งใจไม่เป็ภาระต่อท่านแม่ทัพก็พอ
“ในค่ายทหารแห่งนี้ ข้าขอให้บรรดาขุนพลที่ติดตามมาทุกท่านช่วยกันแบ่งกำลังพลเพื่อจัดการงานในค่ายอย่างเร่งด่วน ั้แ่การตั้งค่าย ซ่อมแซม รวมถึงการผลัดเปลี่ยนเวรยาม”
“พวกเราจะรีบจัดการให้เสร็จภายในห้าวันขอรับ”
“ท่านแม่ทัพ ส่วนของเสบียงจัดแบ่งให้กับทหารเก่าทั้งเก้าสิบคนก่อนดีหรือไม่ขอรับ”
“ดี ให้ฉีซุนเอ้อร์รับผิดชอบแจกแจงรายละเอียดที่ยังไม่ได้รับตามกฏระเบียบย้อนหลังหนึ่งปี ขุนพลฉั่งเอ้อร์หนิวรับผิดชอบการแจกจ่ายทดแทนให้กับบรรดาทหารทั้งหมดบันทึกส่งให้ข้าดู อย่าลืมเครื่องแบบของกองทัพจัดการให้เรียบร้อย”
“ขอรับ”
บรรยากาศการนั่งรอบกองไฟครั้งนี้เสมือนการประชุมบนโต๊ะแทนที่จะเป็การผิงไฟเพื่อรับความอบอุ่นตามปกติไปเสียแล้วแต่ทุกคนก็มิได้สนใจยังคงเคร่งเครียดกับรายละเอียด มีเสียงพูดแสดงความคิดเห็นโดยไม่แบ่งแยกระดับ พลทหารที่นั่งอยู่ก็ยังมีโอกาสพูดขึ้นเป็บางครั้ง ยิ่งดึกบรรยากาศยิ่งกลมเกลียวแม้ไม่มีสุราให้ดื่ม ความรู้สึกเป็พี่เป็น้อง ความรู้สึกต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความรู้สึกได้แหล่งพักพิงประทุขึ้นอย่างเงียบๆ