บทที่ 14 โทรศัพท์จากสวีเสี้ยนหย่า
แสงสว่างสีขาวทำให้ห้องนอนซึ่งมืดสนิทกลายเป็สว่างจ้าราวกับกลางวัน เยี่ยเจียที่เพิ่งตื่นจากการถูกรบกวนเป็ต้องหรี่ตาลงเพราะปรับสายตาไม่ทัน จากนั้นก็ขยับกายเล็กน้อย
“ก่อนหน้านี้คุณนอนดึกจนผมต้องเตือนให้นอนไม่เกินสี่ทุ่มครึ่งตลอดไม่ใช่เหรอ” ฟู่อวิ่นซางพูดกับภรรยาพลางถอดเสื้อผ้าด้วยท่าทางสบาย ๆ
“ทำไมไม่พูดอะไรสักคำล่ะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”
ฟู่อวิ่นซางเดาสาเหตุได้โดยอัตโนมัติ เขาขมวดคิ้วง่วน แล้วเดินมาข้างเตียง จากนั้นก็ยื่นมือแตะหน้าผากของเธอ
เยี่ยเจียเบือนหน้าหนี โดยที่ยังปิดเปลือกตาสนิท เธอแสดงสีหน้าอ่อนล้า แล้วเอ่ยพึมพำเบา ๆ ว่า “ฉันไม่ได้ป่วยค่ะ แค่ง่วงนอนเท่านั้นเอง”
“เหรอ” ฟู่อวิ่นซางมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย โดยที่มือยังนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ
เยี่ยเจียไม่เคยแสดงอากัปกิริยาที่ดูเฉยเมยแบบนี้กับเขามาก่อน
ฟู่อวิ่นซางขมวดคิ้วแน่นขึ้นก่อนจะพูดต่อ “ตลอดสองวันมานี้คุณนอนในโรงพยาบาลมามากพอแล้ว ผมคิดว่าคุณคงจะนอนไม่หลับ แต่ถ้าคุณง่วงจริง ๆ ก็นอนต่อเถอะ ส่วนเื่งานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัท พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่”
เสียงของเขาแ่ลง ราวกับตั้งใจจะพูดเบา ๆ ฟู่อวิ่นซางไม่เคยใช้คำพูดรุนแรงกับเธอเลยสักครั้ง น้ำเสียงของเขาเวลาพูดกับหญิงสาวตรงหน้านั้นนุ่มนวลยิ่งกว่าใคร
เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าภรรยาซึ่งนอนอยู่บนเตียงไม่เขยื้อนกายแม้แต่น้อยก็ค่อย ๆ เดินไปปิดไฟลงอย่างเงียบเชียบ
ทันทีเห็นว่าเขาเข้าห้องน้ำไปแล้ว เยี่ยเจียจึงลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
เธอได้ยินเสียงฝักบัวจากห้องน้ำ และจ้องมองไปทางนั้นด้วยสายตาเหม่อลอย
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร แต่ทันทีที่เสียงมือถือดังขึ้น เธอจึงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ของความคิด
เสียงนั้นมาจากมือถือของฟู่อวิ่นซาง เธออยากจะลุกไปดู แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของฟู่อวิ่นซางเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอจึงหลับตาลงอีกครั้ง และแสร้งว่าตัวเองยังหลับสนิท
ฟู่อวิ่นซางเดินออกมาหยิบโทรศัพท์มือถือ แล้วเดินไปที่หน้าต่าง จากนั้นก็ยกมันขึ้นเพื่อรับสาย “ว่าไง”
เยี่ยเจียลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังของเขา
พูดสายเบาขนาดนี้ แถมยังเป็เวลาดึกมากแล้ว คงเป็สวีเสี้ยนหย่าโทรมาละสิ
เธอลอบได้ยินน้ำเสียงอันสดใสของสวีเสี้ยนหย่าจากปลายสาย “พี่อวิ่นซาง ทำไมรับสายนานจังเลยคะ เมื่อกี้กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า”
“มีธุระอะไร” ฟู่อวิ่นซางซึ่งปกติความอดทนต่ำอยู่แล้วก็รีบถามตรงประเด็น
“อืม… ก็… เื่งานปีใหม่ของบริษัทน่ะค่ะ พี่อวิ่นซางรู้ใช่ไหม ว่าฉันเพิ่งย้ายมาเมืองไห่ได้ไม่นาน แถมยังไม่รู้จักใครเลย มีแค่พี่คนเดียวที่ฉันรู้จัก บริษัทจัดงานเลี้ยงปีใหม่ทั้งที ถ้าฉันไปคนเดียวในงานใหญ่ ๆ แบบนั้น กลัวจะรับมือไม่ไหวเอาน่ะค่ะ”
“ฉันเลยอยากขอพี่ให้ควงฉันเข้าไปในงานด้วยกันได้ไหมคะ”
กว่าจะพูดจุดประสงค์ สวีเสี้ยนหย่าก็เอาแต่พล่ามตั้งมากมาย
แทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา ริมฝีปากได้รูปของฟู่อวิ่นซางเผยอขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดปฏิเสธเสียงเ็าว่า “ไม่ได้”
น้ำเสียงของเขามีความหนักแน่น และไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เซ้าซี้อะไรอีก
สวีเสี้ยนหย่าซึ่งอยู่ปลายสายก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็มีรอยยิ้มในน้ำเสียงอันเจื้อยแจ้ว “พี่อวิ่นซางคะ พี่ไม่ลองคิดดูอีกสักนิดเหรอ อีกเดือนเดียวก็จะถึงวันครบรอบการจากไปของพี่สาวฉันแล้ว ฉันอยากปรึกษาเื่การจัดงานในวันนั้นด้วยน่ะค่ะ”
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘พี่สาว’ ริ้วรอยระหว่างคิ้วของฟู่อวิ่นซางก็เริ่มมีความผิดปกติขึ้นมาเล็กน้อย แม้แต่จิตใจที่เคยมั่นคง ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ฟุ้งซ่านขึ้นมาเสียอย่างนั้น
และสวีเสี้ยนหย่ารู้ดีว่า ฟู่อวิ่นซางจะไม่ปฏิเสธเธออีกต่อไป
พี่สาวของเธอเปรียบได้กับเครื่องรางชั้นดีเลยทีเดียว
“อืม เข้าใจแล้ว”
เสียงตอบรับสั้น ๆ นั้น คือการยอมรับโดยปริยายว่าเธอจะกลายเป็คู่ควงของเขาในคืนวันนั้น
เื้ัหน้าจอโทรศัพท์ สวีเสี้ยนหย่าขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงของฟู่อวิ่นซางพูดขึ้นอีกครั้ง “ั้แ่นี้ไป อย่าโทรหาผมตอนกลางดึกแบบนี้อีก”
หลังจากพูดประโยคนี้ ฟู่อวิ่นซางก็วางสาย และเก็บโทรศัพท์ไว้ที่เดิม
เขาหันไปมองเยี่ยเจีย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหายใจสม่ำเสมอราวกับหลับอยู่จริง ๆ จึงนอนลงข้าง ๆ เธอ แล้วเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มมาคลุมให้เธออีกครั้ง