ชาวเมืองออกมาเมียงมองดูราชรถหรูหราเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ผู้คนด้านในที่มองออกไปก็ได้แต่ภาคภูมิใจว่าตนเองนั้นมีบารมีมากแต่สำหรับมู่เฉิงชางทราบดีว่าชาวเมืองของตนเองคงได้แต่สงสัยว่าทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใดกันแน่
เมื่อคืนตอนที่เขาออกไปนอนที่กระโจมขนาดออกไปตอนดึกแล้วแท้ๆ พวกเขาก็ยังทราบ รีบหุงหาอาหารไปให้พร้อมกับเหล่าทหารที่เฝ้ายามได้กินจนอิ่มหนำ ในเซิ่งหนานความหรูหราไม่ใช่เื่ใหญ่แต่ความอิ่มท้องและอิสรภาพของพวกเขาต่างหากที่สำคัญ
“น้องสิบเอ็ดควรจะฝึกชาวเมืองให้มากกว่านี้นะ พวกเรานั่งรถผ่านแท้ๆ กลับไม่ทำความเคารพต่อองค์ฮ่องเต้เลย” องค์รัชทายาทกล่าวตำหนิออกมาเมื่อเห็นว่านอกจากจะมองเฉยๆ แล้วคนเ่าั้มิได้คุกเข่าใดๆ อีกเลย
“พวกเขาคงไม่ชินกับการมีบุคคลชั้นสูงมาพะยะค่ะ”
“แล้วเ้าอยู่กันยังไงหรือ” พระบิดาเอ่ยถามออกมาเขาจึงจำเป็ต้องแสดงให้ดูว่าชาวเมืองของตนเองไม่ได้มีความผิด จึงได้เปิดม่านโผล่หน้าออกไปให้พวกเขาได้เห็น สักพักชาวเมืองที่เดินสวนกันไปมาก็วางข้าวของลงะโโลดเต้น โบกมือเรียกเขาเสียงดังแทนแล้วก็เป็เช่นนี้ตลอดทาง
“กริยายังขาดการอบรมอยู่มากจริงๆ”
“ตอนสิบเอ็ดมาเขายังเด็กมาก แถมที่นี่ก็ไม่ได้มีพวกปราชญ์หรือผู้มีความรู้มาช่วยขัดเกลา อย่าไปว่าพวกเขาเลย”
“จริงด้วย เมืองนี้กว้างขวางก็จริง แต่มีก็แค่บ้านคนไม่มีสำนักศิลปะอะไรเลยหรือ”
“ไกลเกินไปที่พวกเขาจะเดินทางมา ผู้มีความรู้ส่วนมากก็เข้าไปอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เพื่อหาเงินกันทั้งนั้นพะยะค่ะ” หลังจากถูกสามพี่น้องไล่เลียงไปมา เขาก็ตอบไปหนึ่งคำ
“เ้าอยากได้อาจารย์ที่สอนในวังสักคนมั้ยล่ะ”
“เสด็จพ่อคิดจะส่งผู้ใดมาที่นี่หรือ”
“ในวังหลวงมีราชครู มีผู้รู้มากมายตอนนี้ข้ายังคิดไม่ออกหรอก” เหมือนว่าจะเห็นมุมพระโอษฐ์แย้มนิดๆ นี่ทรงถามหยั่งเชิงเขาอย่างนั้นหรือ
“ที่นี่สั่งสอนไปก็ยากพะยะค่ะ ชาวบ้านสนใจแค่ปากท้อง ไม่ได้สนใจเื่ขนบธรรมเนียม
ใดเลย”
“แล้วจะให้เป็เช่นนี้หรือ”
“หม่อมฉันจะให้การอบรมพวกเขาเอง”
“เป็ถึงท่านอ๋อง แต่ต้องลงมาสอนราษฎรเองมันจะดีหรือ”
“มิเป็ไรพะยะค่ะ หม่อมฉันใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนที่นี่ จึงละเลยเื่พิธีการ ต้องขายหน้าตนเองเช่นนี้” ฮ่องเต้มองผ่านช่องผ้าม่านออกไปก็พบว่าชาวบ้านที่เสด็จผ่านล้วนแต่มองตามเฉยๆ จะมีเพียงตอนที่มู่เฉิงชางเยี่ยมหน้าออกไปมองเท่านั้นที่พวกเขาส่งเสียงเอะอะตามมา การใช้ชีวิตของเขาเรียบง่ายอย่างที่กล่าวไว้จริงๆ
หรือจะทรงระแวงมากเกินไป
“สิบเอ็ดเ้าอายุเท่าไหร่แล้วปีนี้”
“ปีนี้ก็สิบแปดแล้วพะยะค่ะ”
“เ้ามีชายาหรือยัง นี่เรายังไม่เห็นสตรีอื่นนอกเหนือไปจากนางกำนัลเลย” สามพี่น้องจึงนึกมาได้ว่าพวกเขาลืมเื่นี้ไปจริงๆ มิน่าเล่าจึงคิดว่ามันสงบเกินไป ที่แท้ขาดนารีนี่เอง
“ยังพะยะค่ะ”
“เ้าพวกนี้อายุสิบห้าสิบหกก็รับอนุเข้าตำหนักแล้ว ตอนนี้มีชายากันหมด เ้าเองก็น่าจะมีเช่นกันนะ” รับสั่งเช่นนี้คงมีแผนการมาแล้วเป็แน่ เขานึกถึงที่ไต้ซือผู้นั้นบอกว่า ให้รับเอาคำพูดทุกคำไว้อย่าได้ขัด จะรวมถึงเื่นี้หรือไม่หนอ
“หม่อมฉันยังไม่มีเวลาพิจารณาเลยพะยะค่ะ”
“เสด็จพ่อ ที่นี่มีแต่สตรีชาวบ้าน จะให้น้องสิบเอ็ดสนใจคงยากสักหน่อย เหตุใดพวกเราไม่ลองหาบุตรธิดาของขุนนางหรือท่านเ้ากรมต่างๆ ให้แก่เขาเล่า” นี่ก็ช่วยกันเหลือเกินรัชทายาท
“แล้วบุตรธิดาเ้ากรมไหนจะอยากมาใช้ชีวิตที่นี่เล่าเสด็จพี่” องค์ชายสามเ้าเดิมเป็คนกล่าววาจาดูถูกออกมาเช่นเคย เขาเองก็เห็นว่าจริงจึงไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด
“เอาเถิด เื่นี้เราจะจัดการเอง เ้าจะอยู่ครองเมืองเพียงลำพังไม่ได้”
“แต่..”
“เอาเถอะน่าน้องสิบเอ็ด หากเ้าได้แต่งภรรยาเข้าบ้านแล้ว รับรองเลยว่าบ้านของเ้าจะงดงามอีกมาก ไม่ชอบหรือไรบุปผางามที่น่ามอง”
“เ้าเจ็ดก็พูดไป สิบเอ็ดยังไม่เคยมีภรรยา เขาจะรู้อะไรเล่า” บรรดาพี่ชายของเขากำลังยกความสุขที่มีชายาในจวนมากมายมาเชิญชวนแต่ตรงข้ามกับเขาที่เห็นว่าจะมีภรรยาทั้งทีก็ขอเลือกสักหน่อย เขาอยากได้สตรีที่งดงามทั้งกาย วาจา ใจ มีความคิดใกล้เคียงกันรวมไปถึงการดูแลบ้านเรือนและชาวเมืองอย่างผาสุก ซึ่งเขาก็ยังไม่เคยเจอมาก่อนเลย
“พะยะค่ะ” อยู่ๆ ฮ่องเต้หย่งิก็อยากเสด็จเข้าไปในค่ายทหาร เขาจึงให้คนนำขบวนพาไปที่เป้าหมายทันที
“เ้าพาเราไปค่ายฝึกทหารด้วยก็แล้วกัน”
“นี่เรียกว่าค่ายทหารได้หรือ”
“พวกเ้าฝึกกันเช่นนี้จะเอาชนะศัตรูได้หรือยังไง”
“ทำไมมันถึงแตกต่างกับที่พวกเราเคยเห็นมาจังเลย” ล้วนแต่เป็ถ้อยคำจากบุรุษเดิมๆ อีกเช่นเคย เขาไม่ได้เถียงออกไปเพราะการใช้เ้าพวกนี้ในการฝึกปรือมันยิ่งทำให้คนในค่ายมีความเก่งมากขึ้น เขาไม่ได้ฝึกทหารออกรบพุ่งยามมีศึก เขามีทหารในมือเพียงเท่านี้จึงให้ฝึกซ้อมแบบกองโจรดักซุ่มโจมตีมากกว่า
“เราไม่มีงบประมาณมากขนาดในวังหลวงหรอกพะยะค่ะ”
“แต่การเอาเศษฟาง หุ่นหญ้าพวกนี้มันช่างดูเสื่อมเกียรติราชวงศ์เราเหลือเกิน”
“เ้ามีทหารในมือเท่าไหร่รึ”
“ตอนนี้ก็ราวๆ พันกว่านายพะยะค่ะ”
“มันจะไปพออะไรหากมีคนยกมาประชิดเมือง”
“หม่อมฉันคิดว่าหากมีคนยกทัพมา คงน่าเศร้าเพราะในเมืองไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเลยสักนิดเดียว”
“จะมีไม่มีก็ต้องป้องกัน เอาล่ะ เรากลับวังคราวนี้จะพิจารณาเอง” ฮ่องเต้หย่งิรับสั่งออกมาด้วยความอนาถใจ นี่เขาทอดทิ้งเ้าเด็กนี่นานจนอีกฝ่ายหัวใจชาด้านไปเสียแล้วกระมัง เจ็ดปีที่ผ่านมาจะชดเชยให้เขาสักเล็กน้อยก็ยังดี
ในเช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็รับทราบความเปลี่ยนแปลงนั่นคือฮ่องเต้จะเสด็จกลับวังแล้ว ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ รู้แต่ว่าองค์ชายทั้งสี่บ่นเื่อาหารการกินรวมไปถึงที่หลับนอนที่ไม่สะดวกสบาย บางพระองค์กลับขึ้นไปนอนในราชรถของตนเองแทน บรรดาขันทีก็บ่นว่าพื้นที่รองรับไม่ดีนัก บรรดาข้ารับใช้ของพวกเขารวมถึงผู้ติดตามก็ล้วนแต่ไม่สะดวก ไม่ต่างจากการค้างอ้างแรมในป่าเลย
ดังนั้นพวกเขาจึงจะกลับวังหลวง
นับเป็เื่ที่ดี มู่เฉิงชางเองก็ต้องทำตัวเป็คนดีด้วยเช่นกัน ด้วยการไปส่งเสด็จพวกเขาอย่างจริงใจ เขาคุกเข่าที่ประตูด้านนอกของตัวเมืองจนกระทั่งขบวนนั้นหายลับสายตาไปจึงลุกขึ้นมายืนด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุข ความอึดอัดใจได้หายไปแล้วสินะ
“ท่านอ๋องจะทำเช่นไรต่อไปพะยะค่ะ”
“สั่งคนตรวจสอบด้วยว่ามีคนแปลกหน้าหลงในเมืองหรือไม่”
“ทรงคิดว่า...”
“พระบิดาน่าจะทรงทำเช่นนั้นแน่นอน” โหลวอี้เจี๋ยครุ่นคิดสักพักก็นึกได้เช่นกันว่าคนที่มีคำทำนายพิเศษเช่นนี้ย่อมเป็ไปไม่ได้ที่ผู้มีอำนาจจะปล่อยวาง ต่อให้ส่งมาไกลเพียงนี้ยังดั้นด้นมาได้ เหตุใดในภายภาคหน้าจะหาโทษมาให้มิได้
“เช่นนั้นข้าจะสั่งทุกหน่วย ทุกกองติดตามหาข่าวสารคนแปลกหน้าให้มากขึ้นพะยะค่ะ” แล้วเขาก็ไม่ลืมที่จะเฝ้านระวังนางกำนัลที่มาแบบพิเศษนางนั้นด้วยเช่นกัน ตลอดเวลาที่ฮ่องเต้ประทับที่นี่เขาได้รับรายงานมาตลอดว่านางพยายามอาสาถือของเข้าออกหลายหน แต่เนื่องจากการดูแลฮ่องเต้เป็หน้าที่ขันทีประจำพระองค์จึงไม่อนุญาตให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ จึงไม่เกิดเื่ขึ้นมาแต่อย่างใด
“ระวังให้มาก ตอนนี้อำนาจของราชสำนักกำลังแผ่เข้ามา เขาคงไม่ชอบใจข้าจริงๆ” ไม่ใช่ไม่รู้ว่าบิดาคิดสิ่งใดอยู่ แต่เขาก็พยายามเต็มที่แล้วที่จะไม่ให้ทรงจับพิรุธได้ เขาก็แค่อยากรักษาเมืองและเหล่าพี่น้องในเซิ่งหนานเอาไว้เท่านั้นเอง
+++++++++++
อันนี้ไม่ได้เรียกว่าคิดถึงห่วงใย
แต่มาเพื่อประเมินสถานการณ์นะเสด็จพ่อ