เศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 เหตุผลที่เชิญเจ้ามา

            เผยฉางชิงทิ้งท้ายไว้เพียงห้าคำจากนั้นจึงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ไม่เอ่ยอันใดอีก

            เฉินอี้เหออยากถามต่อทว่าเมื่อเห็นป๋อชางโหวแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว เขาจึงสะกดจิตใจตนเองไว้แล้วนั่งลงตาม

            และไม่รู้ว่าการรอคอยที่เผยฉางชิงบอกจำต้องรอคอยนานเพียงใด

            ทิศตะวันออกปรายแสงดุจท้องปลาขาวแสงสว่างสาดเข้าห้อง พาดผ่านเทียนสลัวบนโต๊ะ หลายคนที่อยู่ ณที่นี้จึงรู้ตัวว่ารอคอยอยู่ในห้องนี้มาถึงหนึ่งคืนเต็มแล้ว

            ป๋อชางโหวได้ยินเสียงนกนอกห้องร้องเจื้อยแจ้วจึงหันมองเผยฉางชิง “นี่คงได้เวลาแล้วสินะ?”

            เมื่อนั้นเผยฉางชิงขยับตัวพร้อมความรู้สึกคอยึดคอแข็งไปบ้างมองท้องฟ้านอกห้องครู่หนึ่งก่อนเดินไปหาเฉินอี้เหอ บอกอะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายเฉินอี้เหอฟังจบก็เร่งฝีเท้าออกไปอย่างรวดเร็วทันที

            เขากำลังเดิมพันเช่นกันเดิมพันว่าเฉินจิ้งเจียจะระวังตัวมากพอ เดิมพันว่าเฉินจิ้งเจียจะโชคดีมากพอ

            ...

            ชั่วเวลาที่เฉินจิ้งเจียฟื้นขึ้นท้องนภาก็สว่างแจ้งแล้ว วินาทีแรกที่ได้สตินางพลันจับถุงหูรูดตรงเอวทันใด

            โชคดีอยู่บ้างที่มิได้ถูกใครเอาไปนางลอบดีอกดีใจกับตัวเองพักใหญ่ ก่อนได้ยินเสียงไอโขลกรัวดังขึ้นไม่ไกลหู

            ครั้นหันมองตามต้นเสียงก็เจอกับชายหนุ่มร่างผ่ายผอมนอนไอไม่หยุดอยู่บนเตียงดวงหน้าขาวสะอาดปรากฏริ้วแดงผิดจากปกติ

            นางเพิ่งยืนขึ้นไม่ทันตั้งตัวดีทันใดนั้นสาวรับใช้ไม่รู้มาจากไหนคนหนึ่งพลันพุ่งเข้าประชิดข้างกายนาง “แม่นางท่านตื่นแล้ว”

            เฉินจิ้งเจียสะดุ้งโหยงกระแอมไอครู่หนึ่งถึงได้มองหญิงสาวผู้นั้นเต็มตาด้วยความประหลาดใจ

            เทียบกับบรรดาสตรีที่นางเคยพานพบมารูปร่างของสตรีผู้นี้ดูสูงกว่ามาก องคาพยพทั้งห้าบนดวงหน้าคมเข้มมีมิติ ดูแล้ว...

            ไม่เหมือนคนของราชวงศ์ต้าเซี่ยเสียอย่างนั้น!

            ดวงตาเฉินจิ้งเจียเบิกค้างแต่กลับมิกล้าแสดงท่าทางตื่นตกใจมากเกินไปออกมา เพียงแค่พยักหน้าให้เบาๆ “อืมพวกเจ้าคือใครกัน? เหตุใดถึงจับตัวข้ามา?”

            “แม่นางอย่าได้รีบร้อนประเดี๋ยวฮูหยินจะมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” เสียงนางราบเรียบฟังไม่ออกว่ารู้สึกเช่นไรกันแน่

            เฉินจิ้งเจียมองผ่านสาวรับใช้สายตาปราดจ้องไปยังคนบนเตียง พลางกล่าวถามเสียงเบา “คุณชายผู้นั้น เขาไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

            เดิมทีคิดว่าอาจพอขยับความสัมพันธ์ของตนกับพวกเขาจากผู้ดูแลคนนั้นได้ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของนางแล้ว ดวงตาของสาวรับใช้ผู้นั้นก็ไม่แม้แต่กะพริบ

            หากเมื่อครู่นางตอบคำถามของตนเฉินจิ้งเจียต้องสงสัยแน่ว่านางหูหนวกไปแล้วหรือไม่

            เฉินจิ้งเจียยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนทิ้งกายนั่งลงอีกครั้ง ยื่นมือเทชาให้ตนเองถ้วยหนึ่ง พลางค่อยๆ จิบ

            ยามฮูหยินเดินเข้ามาก็เห็นเข้ากับท่าทางสุขุมสงบนิ่ง ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใดของเฉินจิ้งเจีย

            “นับว่าเยือกเย็นทีเดียวคุณหนูทายาทสายตรงจากสกุลสูงศักดิ์ ถือว่าแตกต่างกันจริงๆ”

            ต้องยอมรับว่าการแสดงออกของเฉินจิ้งเจียทำเอาฮูหยินผู้นั้นพึงพอใจมากทีเดียวหากได้สตรีเช่นนี้มาตบแต่งเข้าจวนยวี่เอ๋อร์ของนางละก็ต้องเป็นกำลังเสริมที่ดีเชียวละ

            เฉินจิ้งเจียเงยหน้ามองฮูหยินผู้นั้น“ไม่เหมือนตรงไหนกัน ข้าแค่พยายามแสดงออกให้ดีกว่าเท่านั้น”เฉินจิ้งเจียมิได้ยืนขึ้น เอ่ยปากอย่างไม่สนใจทั้งที่นั่งอยู่เช่นนั้น

            ครั้นนางเอ่ยดังว่าฮูหยินผู้นั้นพลันรู้สึกสนใจมากกว่าเดิม หย่อนกายนั่งลงข้างเฉินจิ้งเจียพลางเอ่ย“เจ้าจริงใจดีนี่”

            “ในเมื่อข้าจริงใจตรงไปตรงมาแล้วเช่นนั้นฮูหยินก็น่าจะจริงใจบ้างมิใช่หรือเจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียเบนสายตาเผยยิ้มให้ฮูหยินผู้นั้น

            พูดตามตรงฮูหยินผู้นี้มิเคยเจอใครที่ปฏิบัติต่อตนเหมือนเฉินจิ้งเจียมาก่อนท่าทีการแสดงออกดูปราดเปรื่องว่องไว ทั้งยังเอ่ยวาจาต่อปากต่อคำเก่งเสียด้วย

            ฮูหยินผู้นั้นเริ่มทวีความสนใจมากขึ้นหรี่ตามองเฉินจิ้งเจียเบื้องหน้า “อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาว่าเจ้าอยากรู้เรื่องอันใด?”

            “โอ้เรื่องนี้คงต้องดูว่าฮูหยินจะยอมบอกอันใดข้าบ้างเจ้าค่ะ อย่างไรเสียยามนี้ข้าอยู่ในน้ำมือท่านแล้วเป็นตายร้ายดีอย่างไร ล้วนแล้วแต่อยู่ที่คำพูดของท่านมิใช่หรือ?”

            เฉินจิ้งเจียตอบกลับอย่างสบายใจอันที่จริงนางเองก็ไม่คิดจะถามอะไรโดยตรงอยู่แล้ว แค่ตนเอ่ยปากถามไปอีกฝ่ายต้องเตรียมป้องกันไว้อย่างแน่นอน แทนที่จะได้คำตอบผิดๆยังมิสู้ไม่รับรู้เสียดีกว่า

            “อืมเจ้าพูดมาเช่นนี้ นับว่ามีเหตุผลอยู่เหมือนกันให้ข้าครุ่นคิดสักครู่ว่าจะบอกอะไรเจ้าได้บ้าง?” ฮูหยินกล่าวพลางนึกคิดขึ้นมา

            ทว่าทันใดนั้นชายหนุ่มบนเตียงพลันไอโขลกขึ้นอีกครั้งดึงดูดความสนใจของฝูงชนทั้งหมดเอาไว้

            ฮูหยินผู้นั้นสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดลรีบร้อนปรี่ไปข้างเตียงดูคนบนเตียงระเบิดไอแทบหายใจไม่ทัน ท่าทางดูร้อนรนขีดสุด

            “ยวี่เอ๋อร์ยวี่เอ๋อร์ เจ้าอย่าทำให้อาเหนียงตกใจสิ!”นางโพล่งไปพลางสั่งให้สาวรับใช้ไปตามหมอมา

            แววตาเฉินจิ้งเจียเปล่งประกายวาบ“อาเหนียง” คำเรียกนี้มิใช่คำเรียกขานในราชวงศ์ต้าเซี่ย

            นางจำได้ว่าชาติก่อนพี่ชายเคยบอกไว้ชายแดนที่เขาคุ้มกันอยู่นั้นอยู่ติดกับแคว้นต้าเซิ่งการเรียกขานบิดามารดาของพวกเขานั้น มักเรียกขานว่าอาเตี่ยอาเหนียง

            ครั้นมองหน้าตาผู้คนรอบกายก็ต่างไปจากคนของราชวงศ์ต้าเซี่ยจริงๆเฉินจิ้งเจียเชื่อสุดใจว่าพวกนางต้องเป็นคนของแคว้นต้าเซิ่งอย่างแน่นอน

            คาดไม่ถึงเลยจ้าวอี๋เหนียงจะสร้างสัมพันธ์กับสกุลสูงศักดิ์ของแคว้นต้าเซิ่งเข้าจริงหรือ?

            ครั้นนึกถึงความเป็นไปได้นี้จิตใจเฉินจิ้งเจียยิ่งคร่ำเคร่งขึ้นตาม

            เฉินอี้เหอเป็นแม่ทัพชายแดนคุ้มกันดินแดนจากแคว้นต้าเซิ่งทว่านางเป็นน้องสาวแท้จริงของเฉินอี้เหอหากนางตกอยู่ในมือสกุลสูงศักดิ์ของแคว้นต้าเซิ่งเข้าละก็ เช่นนั้นผลที่ตามมา...

            เมื่อนึกถึงจุดนี้ดวงตาเฉินจิ้งเจียพลันฉายเสี้ยวแววเย็นยะเยือกจ้าวอี๋เหนียงมิได้ต้องการต่อกรแค่กับนางแต่คิดต่อกรกับทั้งจวนป๋อชางโหวเลยต่างหาก!

            ไม่นานหมอก็มาถึงทั้งจับชีพจรทั้งฝังเข็ม หลังจากชุลมุนกันอยู่สักพัก ในที่สุดคนผู้นั้นจึงหยุดไอ

            ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้เกรงว่าในอนาคตคงน่ากังวลทีเดียว

            เฉินจิ้งเจียคิดไปพลางนับจำนวนเหล่าสกุลสูงศักดิ์ทั้งหลายเท่าที่ตนนึกได้ผู้ที่ยังหนุ่มอายุยังน้อย ทั้งยังป่วยไอเรื้อรังอีก หรือว่าจะเป็น...

            ช่างกว่านยวี่องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นต้าเซิ่ง!

            เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้สีหน้าเฉินจิ้งเจียพลันซีดเผือดลงหลายส่วน

            การสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิของแคว้นต้าเซิ่งนั้นสืบทอดผ่านทางลำดับอายุหาใช่ผ่านทางสายเลือดสายตรงซึ่งประจวบเหมาะกับที่ช่างกว่านยวี่อยู่ในช่วงเกณฑ์อายุนี้พอดี

            ผู้สืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิที่ยามนี้ป่วยไอเรื้อรัง...

            หวงกุ้ยเฟยผู้อยู่เหนือหมื่นพสกอยู่ใต้คนคนเดียว…

            ยามนี้เฉินจิ้งเจียเริ่มสงสัยแล้วว่าจ้าวอี๋เหนียงเองก็ตกหลุมพรางของใครอื่นเข้าแล้วเช่นกันใช่หรือไม่นางเองคงไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของทั้งสองคิดเพียงแต่อยากรีบเร่งกำจัดตนให้พ้นทางเท่านั้น

            เช่นนั้นพูดได้แค่ว่าทั้งสองคนนี้ใช้อุบายสวมเขาจ้าวอี๋เหนียงผู้โง่เขลาเข้าแล้วใช่หรือไม่?

            ยิ่งเฉินจิ้งเจียคิดสมองก็ยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม จึงไม่คิดอันใดให้มากความอีกต่อไปฉวยโอกาสยามทุกคนกำลังสนใจช่างกว่านยวี่แกะถุงหูรูดทั้งสอง ผสมผงไข่มุกและผงดอกยู่เหยียนเข้าด้วยกันจากนั้นสาดไว้ตามมุมอับลับตาแต่ละจุด

            หวังว่าเผยฉางชิงจะพูดความจริง

            หวังว่าพวกเขาจะรีบหาตนจนเจอ

            หวังว่าจะไม่ต้องมีความสัมพันธ์ใดๆ กับจักรพรรดิของแคว้นต้าเซิ่งอีกต่อไป!

            หลังจากทำการรักษาอยู่สักพักอาการไอของช่างกว่านยวี่จึงหยุดลงเฉินจิ้งเจียเห็นหมอผู้นั้นเช็ดหน้าผากอยู่หลายที ในที่สุดจึงโค้งกายถอยออกมา

            “คิดว่าเจ้าเองก็ได้เห็นแล้วว่าร่างกายลูกชายข้าไม่สู้ดีนักที่เชิญแม่นางมาก็เพื่อการนี้นั่นเอง”

            เทียบความสุขุมของฮูหยินผู้นั้นหรือหวงกุ้ยเฟยแห่งแคว้นต้าเซิ่งเมื่อครู่แล้วสีหน้าในยามนี้กลับเต็มเปี่ยมด้วยความโศกเศร้า

            เฉินจิ้งเจียฝืนพยายามให้ตนใจเย็นลงเงยหน้าปราดตามองไปยังหวงกุ้ยเฟย “ให้ข้ามาแล้วมีประโยชน์อันใดกัน? ข้าหาใช่หมอ ไม่มีวิธีการใดจัดการกับอาการไอของคุณชายได้อยู่ดี”

            “แต่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เอ่ยปากเองว่าเจ้าคือผู้ประสบสุขชั่วนิรันดร์”หวงกุ้ยเฟยกล่าว

    คล้ายกับเรื่องเศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ) ที่คุณอ่าน