“ป้าก็ไม่เชื่อว่าเขาจะทำได้สำเร็จหรอกหนูน่ะมีนิสัยเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่นั่นแหละ”
“ก็แล้วทำไมพ่อถึงมองไม่เห็นล่ะคะทำไมพ่อไม่ยอมรับเสียทีว่าหนูก็ต้องมีความคิดของตัวเองบ้าง สาวน้อยถามอย่างจะเอาเื่ให้ได้
“ป้าว่าเื่นี้มันมีอยู่2 เหตุผลด้วยกันนะทิชา เหตุผลข้อแรกที่สำคัญถึงกับขีดเส้นใต้ไว้ ก็คือการที่มีลูกสาวหัวแข็งดื้อดึงน่ะมักจะทำให้พ่อแม่ต้องเข้มงวดกวดขันอยู่และน้องชายของป้าก็เคยรู้จักแล้วก็ผ่านผู้หญิงมากมายก่อนที่จะพบเลอนัวร์” เธอหยุดพูดไปเป็ครู่เหมือนจะให้คำพูดนั้นได้ซึมซับเข้าไปในจิตใจของหลานสาวและพูดต่อเมื่อเห็นว่าสาวน้อยพยักหน้าอย่างเห็นด้วยประการที่สองก็คือการที่แม่ของหนูเสียชีวิตไปั้แ่หนูอายุได้เพียง 14มันก็เลยทำให้ริชาร์ดมีความรู้สึกว่ามันจำเป็ที่จะต้องเพิ่มภาระความรับผิดชอบในตัวหนูมากยิ่งขึ้นเขาก็รู้ว่าไม่อาจจะเข้าไปทำหน้าที่แทนแม่ได้ แต่ก็มีความรู้สึกว่าจะต้องคอยดูแลในทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้องเกี่ยวกับชีวิตของหนูอย่างเต็มที่มากยิ่งเสียกว่าเมื่อครั้งที่แม่ของหนูยังมีชีวิตอยู่ หรือแม้ว่าหนูจะมีป้าแต่ก็แวะมาเยี่ยมได้เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น”
“โอ...บลันช์คะ”รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสาวน้อยทันทีหนูไม่มีวันจะขอมีป้าคนอื่นอีกแล้วละค่ะรู้สึกว่าทุกครั้งที่หนู้าจะมีใครสักคนหนึ่งไว้ปรับทุกข์ด้วย และขอคำแนะนำที่ถูกต้องแล้วป้าจะต้องพร้อมสำหรับหนูทุกที”
“ป้าก็ดีใจที่สามารถจะช่วยหนูได้บ้างในบางครั้ง”
“แน่ละค่ะ”ทิชาตอบอย่างหนักแน่นไหนป้าลองเล่าให้หนูฟังหน่อยสิคะว่า ทำไมวันนี้ถึงได้ออกจากถ้ำบนูเาโอซาร์คเมาน์เทน ในฮ็อท สริง มาถึงลิตเติ้ล ร็อค นี่ได้ละคะ หนูคิดว่าป้าคงไม่ได้มาเพียงเพื่อจะเป็ตัวกั้นระหว่างหนูกับพ่อแน่”
“ข้อแก้ตัวก็เห็นจะมีเพียงว่าป้าเข้ามาหาอุปกรณ์การเขียนรูปน่ะ” รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปากของสตรีสูงอายุแต่รู้สึกว่าถ้าไม่ได้แวะมาเยี่ยมละก็ออกจะเป็การน่าละอายอยู่มากเพราะว่าป้าไม่ได้มานานแล้ว ไม่ได้พบทั้งหนูทั้งริชาร์ดเสียนาน มันหาเวลาว่างแทบไม่ได้เลย”
“แล้วเราก็ต้อนรับป้าอย่างแย่ที่สุดเลยนะคะ”ความรู้สึกผิดปรากฏขึ้นในดวงตาสีเขียวเข้มขณะที่สบตาคู่สีน้ำตาลอ่อนหวานของผู้เป็ป้า
“ป้าไม่ได้คิดว่าตัวเองจากไปเสียนานจนกระทั่งทางบ้านจะต้องต้อนรับกันด้วยแตรฟัน ฟาร์ หรือลาดพรมสีแดงหรอกน่า” บลันช์หัวเราะอย่างสบายใจและเพื่อเป็การเปลี่ยนเื่พูดให้ห่างเสียจากตัวหลานสาวสตรีผู้มีร่างโปร่งบางก็หันกลับไปยังภาพวาดทั้งหลายที่ตั้งและแขวนอยู่ในห้องสตูดิโอเล็กๆได้ยินพ่อของหนูบอกว่าหนูขายภาพได้เงินไม่มากเท่าไรนักนี่”
“ค่ะออกจะโชคร้ายไปหน่อยที่มันเป็ความจริง” ทิชาถอนหายใจเดินเข้าไปยืนใกล้ป้าแต่อย่างน้อยงานเขียนรูปพวกนี้หนูก็ทำขึ้นด้วยความพอใจของตัวเองมากนะคะป้า เดี๋ยวนี้หนูพอจะสรุปได้แล้วว่า ควรจะต้องทำการค้ากับมันด้วยไม่ใช่เป็ศิลปินเต็มตัวเสียทีเดียว แต่แปรงของหนูมันไม่ได้สำแดงความเป็อัจฉริยะอย่างงานที่ป้าทำเลยจริงๆ
บลันช์พิจารณาภาพวาดที่บรรยายออกถึงความรู้สึกของคนขายเนยแก่ๆ สีหน้าเศร้าด้วยความคิดถึงบ้านนั่งอยู่ตรงมุมระเบียงไม้ มีดอกทานตะวันหรุบช่อดอกสีเหลืองทองอยู่เหนือราวระเบียง ที่ตั้งอยู่บนขาหยั่ง
“อันที่จริงมันก็ไม่ใช่ความผิดอะไรหรอกที่เราจะทำการค้ากับงานศิลปะประเภทนี้ไปด้วยนะทิชา ว่าแต่หนูทำอะไรขายล่ะ
“ก็มีบัตรอวยพรบ้าง,ปฏิทินบ้างน่ะค่ะ แต่มันเป็งานโฆษณาเสียเป็ส่วนมาก” ริมฝีปากของสาวน้อยเครียดขึ้นพ่อพูดถูกนะคะป้าที่ว่าหนูหาเงินได้ไม่มากพอที่จะเลี้ยงตัวเองจริงๆ และถึงแม้ว่าหนูจะอยากมีบ้านของตัวเองมากสักแค่ไหนหนูก็ยังต้องรับการอุปการะจากพ่ออยู่ดี”
ด้วยท่าทีขุ่นเคืองใจสาวน้อยตวัดเส้นผมขึ้นเหน็บไว้ใต้หู ความมันเลื่อมประดุจใยไหมของเส้นผมสะท้อนประกายอยู่ในแสงอาทิตย์ที่ทอเข้ามาทางหน้าต่างทำให้สีน้ำตาลแกมทอง ดูเป็ประกายสีแดงเจิดจ้าเหมือนเปลวไฟ
“บางครั้งหนูอยากจะให้ตัวเองเกิดมาเป็ผู้ชายจริงๆทิชาพูดต่อ น้ำเสียงยังบอกความขุ่นมัวในอารมณ์อยู่ไม่น้อยเกิดมาเป็ผู้หญิงมันก็ต้องอยู่ใต้อำนาจของพ่อแม่จนกว่าจะแต่งงานไปพอแต่งงานแล้วก็ต้องกลายเป็ทาสของสามีไปจนตลอดชีวิต จริงๆ นะคะหนูเกลียดพวกผู้ชายทุกคนเลยยิ่งมาทำท่าว่าตัวเองเหนือกว่าผู้หญิงแล้วมันยิ่งน่าหมั่นไส้ขึ้นไปอีกที่เขาว่ากันว่าผู้หญิงเป็เพศอ่อนแอน่ะก็เพราะเรามีพลกำลังมีกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชายเท่านั้นแต่รับรองว่าสติปัญญาของพวกเราเหนือกว่าแน่ ผู้หญิงน่ะ ยังไงก็ต้องฉลาดกว่าพวกผู้ชายวันยังค่ำละค่ะ”
ดวงตาสีเข้มชำเลืองแวบมาทางทิชา
“ใครกันที่ทำให้หนูรู้สึกว่าผู้ชายเป็เพศที่หลอกลวงพ่อหนุ่มเกวินนั้น หรือว่าพ่อของหนูเองล่ะ”
“หนูว่าเท่าที่รู้จักมาผู้ชายคนไหนก็เป็อย่างนี้ทั้งนั้นละค่ะ” สำเนียงของทิชาบอกความจริงจังขมขื่นระคนอยู่กับแววเยาะหยันกลายๆคนบางคนเคยบอกหนูว่าถ้าจะทำตัวให้ผู้ชายชอบละก็ มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือต้องตั้งใจฟังที่เขาพูดจะเปิดปากได้ก็ต่อเมื่อถามเกี่ยวกับตัวเขาเท่านั้นพวกผู้ชายเขาไม่สนใจในความเห็นหรือความฉลาดปราดเปรื่องของพวกผู้หญิงหรอก ทำราวกับว่าที่มาขอนัดพบนัดเที่ยวด้วยนี่ก็เป็พระคุณอย่างสูงอยู่แล้ว”
“ป้าว่าหนูอ่านความคิดเห็นในหนังสือที่พวกผู้หญิงเขียนขึ้นมากไปแล้วละ” บลันช์ตำหนิหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผู้ชายกับผู้หญิงคืุ์พวกแรกที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้และต่างก็มีความผิดพลาดติดตัวกันมาไม่มากก็น้อยทุกคน
“หนูคงไม่ตั้งใจจะบอกป้าหรอกนะว่าไม่เคยนึกชอบผู้ชายคนไหนเลยสักคน”
รอยยิ้มเขินๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสาวน้อยเมื่อตระหนักถึงความรุนแรงในวาจาที่ได้กล่าวออกไป “ถ้าจะพูดกันตามจริงแล้ว หนูก็มีเพื่อนผู้ชายอยู่หลายคนเหมือนกัน”เธอยอมรับอย่างเปิดเผยแต่หนูไม่เคยหลอกตัวเองให้เชื่อเลยว่า เกิดไปตกหลุมรักของใครคนไหนเข้าเพราะฉะนั้นหนูถึงไม่ใคร่จะรู้สึกอะไรนัก เมื่อพ่อเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการคบผู้ชายพวกนั้นไงคะเพียงแต่หนูไม่ยอมให้พ่อต้องมาคอยบอกว่า ใครคนไหนที่หนูควรจะแต่งงานด้วยเท่านั้น”
“ถ้าจะพูดถึงว่าการที่เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวในเื่นี้ป้าก็คิดว่าที่ริชาร์ดทำไปก็เพื่อความสุขในวันข้างหน้าของหนูนั่นแหละ แต่ป้าก็เห็นด้วยว่าวิธีการของเขาออกจะหนักข้อไปสักหน่อยเหมือนกัน”ป้าของเธอพูดอย่างเข้าใจเวลานี้เขาก็รู้แล้วนี่ว่าหนูไม่ชอบหน้าพ่อหนุ่มเกวินนั่น ก็คงจะไม่บังคับให้หนูต้องพบกับเขาอีกหรอก”
“โอย...ป้าคะคอยดูไปเถอะ ถ้าไม่มีนายเกวินคนนี้ พ่อก็ต้องหาคนอื่นมาให้หนูอีกจนได้นั่นแหละ” มือของทิชาขวักไขว่ด้วยความรู้สึกหมดหวังเอาจริงๆที่จริงหนูรักพ่อมากนะคะบลันช์ แต่หนูคงทนอยู่กับพ่ออีกต่อไปไม่ไหวแน่ เท่าที่อยู่มาทุกวันนี้หนูก็รู้จนเหลือจะรู้แล้วว่า พ่อพยายามที่จะเข้ามาจัดการกับชีวิตของหนูไปเสียทุกอย่างเวลานี้หนูคิดว่ามีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ที่ตัวเองจะทำได้คือเลิกงานเขียนรูปนี้เสีย แล้วก็หางานอื่นทำ”
“แต่ป้ามีความคิดบางอย่างซึ่งมันอาจจะได้ผลก็ได้นะ” บลันช์เบือนสายตาจากหลานสาวหันกลับไปมองภาพวาดที่วางอยู่ในสตูดิโอเล็กๆนั่นหนูย้ายไปอยู่ที่ฮ้อท สปริง กับป้าก็ได้นี่”