เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 166 เสือที่โหดเหี้ยม

            ติงเหว่ยไม่ใช่คนขี้เหนียวถ้าเจอผ้าที่เหมาะสมก็จะแบ่งให้ทุกคน คนละสองสามผืนรวมทั้งเครื่องประดับเงินที่ทำอย่างประณีตก็ให้ทุกคนคนละชุดแม้แต่เด็กอย่างต้าหวาและเอ้อร์หวาก็ยังได้คนละชุด

            เดิมทีเฉิงเหนียงจื่อยังเสียดายไม่อยากหยิบออกมาใส่แต่เมื่ออวิ๋นอิ่งหาโอกาสมาคุยกับนางนางก็รีบโต้รุ่งตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ให้ทั้งสามคนในครอบครัวจนเสร็จเรียบร้อยทันที

            เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเมืองหลวงแล้วเหล่าเจ้านายทุกคนล้วนเป็นคนมีฐานะถึงพวกนางที่เป็นบ่าวจะไม่สามารถทำให้เจ้านายดูดีขึ้นได้แต่อย่างไรก็ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เก่าทรุดโทรมจนทำให้เจ้านายเสียหน้าเช่นกัน

            ตังกุยกับคนอื่นๆก็เข้าใจถึงเหตุผลนี้ดีอวิ๋นหยาก็ยิ่งดีใจที่ได้ทำงานเย็บปักถักร้อยถึงขั้นเย็บเสื้อผ้าให้เฉิงเถียหนิวด้วยหนึ่งตัวทำให้ทุกคนล้อนางไม่หยุด

            วันนั้นเดิมทีก็เป็นเวลากินข้าวเที่ยงแล้วแต่จู่ๆ ก็มีผู้ดูแลจอมเชื่องช้าจากบ้านผู้ใดไม่รู้ส่งกล่องของเล่นเล็กๆ เข้ามาข้างในมีม้าตัวน้อยๆ ที่เหมือนจริง มีนกอินทรีที่ขยับปีกได้และที่แปลกที่สุดคือตุ๊กตาเสือที่ทำจากหนังเสือจริงๆแม้แต่หนวดยังเป็นหนวดเสือจริง ดวงตาก็ฝังด้วยหินตาแมว เวลาดูเผินๆเหมือนลูกเสือตัวเป็นๆ ไม่มีผิด

            อันเกอเอ๋อร์ดีใจมากเขาคว้าตุ๊กตาเสือมากอดไว้แน่นจนแทบจะไม่ยอมปล่อยเอ้อร์หวาก็ชอบมากเช่นกันจนต้องเดินวนไปมาอยากจะจับบ้างแต่ทุกครั้งที่เอื้อมมือไปจับก็โดนแม่เขาตี สุดท้ายก็ทำได้แค่เบะปากด้วยความน้อยใจ

            ติงเหว่ยเพิ่งกลับมาจากห้องครัวเห็นเข้าก็เลยถลึงตาใส่เฉิงเหนียงจื่อแล้วพูดตำหนิว่า “ต่างก็เป็นเด็กๆ กันทั้งนั้นก็แค่ชอบของแปลกใหม่เท่านั้นเอง ให้เอ้อร์หวาเล่นสักครู่หนึ่งจะเป็นอะไรไปล่ะ?”

            พอพูดจบนางก็ดึงอันเกอเอ๋อร์มาคุยด้วยเหตุผลกับเขาว่า“ลูกแม่ ปกติลูกก็แย่งของเล่นของเอ้อร์หวาไปไม่น้อย แม่นมของลูกก็อุ้มลูกไว้ตลอดตอนนี้พอได้ของเล่นน่าสนุกมา เอ้อร์หวาก็ชอบเหมือนกันลูกเองก็ควรจะแบ่งให้เขาเล่นบ้างไม่ใช่หรือ?”

            แต่อันเกอเอ๋อร์เพิ่งจะอายุเพียงขวบกว่าๆเขาจะไปฟังเข้าใจได้อย่างไร เขาก็กอดตุ๊กตาเสือไว้แน่นไม่เพียงแต่ไม่ปล่อยมือยิ่งกว่านั้นยังหัวเราะไปกัดจมูกเสือไปอีก

            เอ้อร์หวาอายุมากกว่าอันเกอเอ๋อร์แค่ไม่กี่เดือนปกติจะถูกแม่คอยสั่งสอนให้เอาใจใส่เจ้านาย เขาเองก็เข้าใจและมีวินัยมากแต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ถึงได้อยากอุ้มเสือตัวนี้เป็นพิเศษครั้นเมื่อเห็นเจ้านายไม่ยอมแบ่งให้ก็เบะปากร้องไห้ออกมา

            เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเฉิงเหนียงจื่อไม่ยอมให้ลูกเล่นจนแสดงอารมณ์งอแงออกมาแม้เจ้านายจะดีกับครอบครัวนางแค่ไหน พวกนางก็ยังเป็นบ่าวคนเป็นบ่าวต้องทำตัวเป็นบ่าว จะไปแย่งของกับเจ้านายได้อย่างไรกัน?

            “เพี๊ยะเพี๊ยะ!” เฉิงเหนียงจื่อที่ปกติใจดีก็ทนไม่ไหว นางยกมือตบหน้าลูกชายสองทีแล้วคุกเข่าลงขอโทษ “แม่นาง ล้วนเป็นความผิดของบ่าวเองที่สอนลูกไม่ดีบ่าวจะพาเขากลับไปสั่งสอนเดี๋ยวนี้”

            ติงเหว่ยเองก็เห็นเอ้อร์หวามาตั้งแต่เล็กเมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่ถูกตบจนแดงแต่ไม่กล้าร้องออกมา เห็นได้ชัดว่าเด็กตกใจมากนางจึงรีบดึงเขามาข้างหน้าตนเองและลูบหลังเบาๆ พลางบ่นเฉิงเหนียงจื่อไปว่า “เด็กเล็กขนาดนี้จะไปรู้เรื่องอะไร? เด็กบ้านไหนก็อยากแย่งของเล่นกันทั้งนั้น ในกล่องยังมีอีกตั้งหลายชิ้นหยิบเอาออกมาเล่นด้วยกันก็ได้แล้ว”

            ตังกุยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบก้มลงไปค้นของในกล่องหาของที่มีสีสันสดใสไม่ว่าจะเพื่อเอาใจเอ้อร์หวาหรือให้คุณชายน้อยยอมทิ้งตุ๊กตาเสือก็ดีอย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายแบบนี้

            ทว่านางค้นไปได้ไม่นานจมูกของนางก็ขยับไปมาแล้วจู่ๆ ก็หยุดมือทันที

            ติงเหว่ยเพิ่งจะปลอบเอ้อร์หวาเสร็จและกำลังจะวางเด็กทั้งสองลงบนเตียงเพื่อเล่นกับเสือด้วยกันแต่คิดไม่ถึงว่าตังกุยจะพุ่งตัวเข้ามาแย่งตุ๊กตาเสือตัวนั้นไปจากมือของอันเกอเอ๋อร์

            อันเกอเอ๋อร์ที่กำลังจะส่งไปให้เอ้อร์หวานึกไม่ถึงว่าจะโดนคนอื่นแย่งไปอย่างกะทันหันเขาจึงเกิดอารมณ์โมโหอีกรอบ อ้าปากและร้องไห้ดังลั่น

            ทุกคนต่างมองไปที่ตังกุยด้วยความสงสัยว่าจู่ๆนางเป็นอะไรขึ้นมา ปรากฏว่าเห็นนางหน้าซีดแล้วรีบเอาตุ๊กตาเสือรวมถึงของเล่นทั้งหมดใส่กล่องและปิดไว้ข้างในอย่างแน่นหนา

            ตอนนี้ต่อให้จะเป็นคนโง่เขลาก็รู้แล้วว่าของเล่นพวกนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่แต่ตังกุยก็ไม่กล้าพูดอย่างนั้น นางพยายามฝืนยิ้มแล้วบอกว่า “แม่นางของเล่นพวกนี้มีกลิ่นเหม็นอับด้วยนะ ไม่รู้ว่าโดนความชื้นไปบ้างหรือเปล่าเอาไปตากแดดก่อนดีกว่า คุณชายน้อยจะได้ไม่ต้องได้กลิ่นเหม็นอับ”

            “เอาไปเถอะกลิ่นเหม็นอับนี่ล้างออกยาก มิสู้ทิ้งไปเสียจะดีกว่า”ติงเหว่ยพูดพลางโบกมือด้วยใบหน้าเย็นชา สุดท้ายก็ก้มลงกอดลูกชายที่กำลังโกรธ ค่อยๆลูบหลังเขาเพื่อปลอบโยน และไม่พูดอะไรอีก

            มือของเฉิงเหนียงจื่อสั่นระริกนางดึงเอ้อร์หวาเข้ามาใกล้ตัว จากนั้นก็ถอยออกไปพร้อมกับทุกคน

            “ลูกแม่แม่ทำผิดไปแล้วหรือเปล่า? ถ้าหากเลี้ยงลูกในบ้านไร่บ้านนาถึงแม้จะกินอยู่ลำบากไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงแบบนี้”ติงเหว่ยอุ้มลูกชายขึ้นมามองใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาของลูกแล้วน้ำตาของนางก็ไหลพรากลงมา “ลูกจ๋า แม่กลัว แม่กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าลูกในสักวันแม่กลัวว่าจะปกป้องลูกไม่ได้! ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของแม่แม่จะไม่มีวันยอมเสียลูกไปเด็ดขาด...”

            เจ้าเด็กอ้วนที่กำลังร้องไห้ด้วยความน้อยใจจู่ๆ ก็เห็นท่านแม่ตนเองร้องไห้ด้วย จึงตกใจเบิกตาโต ในสมองเล็กๆ คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบดึงกระเป๋าเล็กๆ ที่ห้อยอยู่ที่เอวของตนเองออกมายื่นให้ท่านแม่

            ติงเหว่ยเปิดกระเป๋าออกก็เห็นปิ่งกัน[1] เล็กๆ อยู่ข้างในหลายชิ้น เจ้าเด็กอ้วนยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เขาหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาใส่ปากท่านแม่ในใจเล็กๆ ของเขานั้นคิดว่าขนมนี้คือของโปรดของเขา ท่านแม่ก็น่าจะชอบเหมือนกันถ้าแม่ได้กินแล้วคงจะหยุดร้องไห้ได้

            ติงเหว่ยอ้าปากรับปิ่งกันแล้วยื่นอีกชิ้นใส่ปากลูกชายสองแม่ลูกยังมีคราบน้ำตาอยู่บนหน้า แต่ปากก็เคี้ยวขนมจนแก้มพองเต็มไปหมดไม่นานขนมในกระเป๋าก็หมดเกลี้ยง

            ติงเหว่ยหยิบผ้ามาเช็ดปากให้ลูกชายแล้วจูบหน้าผากเขาแรงๆ หนึ่งทีสีหน้าของนางเหลือเพียงความมุ่งมั่นและก็ยังแฝงความหนักใจไว้เล็กน้อย

            “ลูกไม่ต้องห่วงนะแม่จะไม่ขี้เกียจอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่ก็จะปกป้องลูกเอง!”

            เจ้าเด็กอ้วนไม่รู้เลยว่าแม่ของเขาเพิ่งจะกลืนความอ่อนแอและความอดทนเสี้ยวสุดท้ายลงไปพร้อมกับปิ่งกันเมื่อสักครู่จากนี้ไปนางจะเหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะตาต่อตาฟันต่อฟันกับทุกคน…

            พอตังกุยออกจากกระโจมก็รีบแบกกล่องของเล่นเดินตรงไปที่กระโจมของซานอีทันทีส่วนคนที่เหลือหลังจากปรึกษากันก็ให้จวี๋เกิ่งและเหลียนเชี่ยวเฝ้าอยู่หน้ากระโจมเผื่อเจ้านายมีคำสั่งอะไรส่วนคนอื่นๆ ก็รีบวิ่งตามไปยังกระโจมของซานอีแล้วเบียดกันเข้าไปจนเต็มกระโจม

            ซานอีกำลังบดผงยากับต้าหวาอยู่พอเห็นตังกุยเดินเข้ามา ตาของเขาก็เป็นประกายด้วยความดีใจ แต่พอมองเห็นชัดๆว่าไม่ใช่หญิงสาวที่เขารักก็เปลี่ยนเป็นผิดหวังทันที

            ตังกุยไม่มีเวลาที่จะอธิบายเรื่องของอวิ๋นอิ่งนางวางกล่องลงบนพื้นแล้วพูดว่า “พี่ซานพี่รีบตรวจดูของพวกนี้หน่อยว่ามันปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรือเปล่าข้าได้กลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก”

            ซานอีสงสัยเขาแสดงอาการไม่พอใจเล็กน้อยแล้วบ่นว่า “ถ้ามันปนเปื้อนสิ่งสกปรกก็ล้างสิจะยกมาหาข้าที่นี่ทำไม?”

            ตังกุยร้อนใจจนแทบจะกระโดดนางเปิดฝากล่องขึ้นแล้วตะโกนว่า “นี่เป็นของที่ส่งมาให้คุณชายน้อยพี่ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ว่ามีคนพยายามจะทำร้ายคุณชายน้อย!”

            “เจ้าว่ายังไงนะ?” ก่อนที่ซานอีจะทันได้ตอบ ผู้อาวุโสเหว่ยที่ผ่านมาพอดีก็วิ่งเข้ามาเป็นคนแรกเขารีบพุ่งมาที่กล่องและหยิบของเล่นแต่ละชิ้นขึ้นมาดมกลิ่นแล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “ของนี่ใครส่งมา? ของทุกชิ้นล้วนชุ่มไปด้วยพิษของหญ้าร้อยวันนี่มันช่างอำมหิตจริงๆ!”

            เฉิงเหนียงจื่อและอวิ๋นหยาต่างยังคงงุนงงแต่ซานอีและตังกุยสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ทั้งคู่โกรธจนกัดฟันกรอด “เราจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้ท่านแม่ทัพทราบและตามสืบให้ถึงที่สุด!”

            เฉิงเหนียงจื่อนึกถึงตุ๊กตาเสือที่คุณชายน้อยกอดไว้นานแล้วก็หวาดกลัวนางรีบถามด้วยเสียงสั่นเทา “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า คุณชายน้อยจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

            ตังกุยโบกมือไปมานางเองก็ยังหวาดกลัว “หญ้าร้อยวันเป็นพิษที่ออกฤทธิ์ช้าถ้าสัมผัสเพียงวันสองวันก็อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าอยู่ใกล้นานๆ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอสุดท้ายก็ซูบผอมจนเหลือแต่กระดูก โดยไม่ทราบสาเหตุของโรคและ...ตาย!”

            เฉิงเหนียงจื่อตกใจกลัวจนถึงขีดสุดนางกอดลูกแน่นขึ้น “นี่มันอำมหิตเกินไปแล้ว ทำไมแม้แต่เด็กก็ยังต้องทำร้ายด้วย!”

            ซานอีย่อตัวลงเพื่อคัดของเล่นชิ้นอื่นๆขึ้นมาดม แล้วคอยส่งให้ต้าหวาดมด้วยเช่นกัน สุดท้ายเขาก็พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เพราะคุณชายน้อยไม่ใช่เด็กธรรมดาเขาเป็นลูกชายคนเดียวของท่านแม่ทัพ และเป็นผู้ปกครองแห่งซีเฮ่าในอนาคต!”

            เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็เงียบไป

            “ท่านผู้อาวุโสรบกวนท่าน... หืม?” ซานอีกำลังจะขอให้ท่านผู้อาวุโสเหว่ยช่วยตรวจสอบของที่ถูกส่งมาให้คุณชายน้อยอีกครั้งแต่กลับพบว่าผู้อาวุโสเหว่ยหายตัวไปแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องรีบไปสืบหาตัวคนที่วางยาพิษอย่างแน่นอน

            ซานอีรีบสั่งคนอื่นๆว่า “อย่าแพร่งพรายเรื่องนี้เป็นอันขาด ของเหล่านี้เก็บไว้ที่นี่พวกเจ้าทุกคนกลับไปปรนนิบัติรับใช้เจ้านายตามปกติ!”

            หลังจากพูดจบเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที

            ตังกุยและคนอื่นๆมองหน้ากันอย่างเงียบๆ แล้วกลับไปยังกระโจมของพวกเขา ข้างๆ กันนั้นมีกระโจมเล็กๆที่ใช้เป็นห้องครัว มีไอควันสีขาวเล็ดลอดออกมาจากช่องประตูกลิ่นหอมของโจ๊กลอยเข้าจมูกของทุกคนอย่างเย้ายวน

            ตังกุยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในครัวไป๋จู๋ที่ไม่รู้ถึงเหตุการณ์อันตรายเมื่อครู่ นางเห็นตังกุยเข้ามาก็ยิ้มแล้วพูดว่า“มีอะไรหรือเปล่า พี่สาว คุณชายน้อยหิวแล้วใช่ไหม? อาหารพร้อมแล้ว!”

            ตังกุยพยักหน้านางคิดแล้วก็ดึงตัวไป๋จู๋เข้ามาใกล้และสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ปกติแล้วเจ้าควรอยู่ใกล้ครัวให้มากๆจำไว้ว่าอาหารทุกอย่างของเจ้านายห้ามให้คนนอกแตะต้อง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ!”

            ไป๋จู๋ฟังแล้วเกิดความสงสัยจึงถามว่า“เกิดอะไรขึ้นหรือ? คนนอกที่ว่าคือทุกคนที่ไม่ใช่พวกเราใช่ไหม?”

            ตังกุยกระซิบคำพูดไม่กี่คำใส่หูของไป๋จู๋ทำให้สีหน้าของนางซีดเผือดด้วยความโกรธ “ช่างน่ารังเกียจจริงๆ! พี่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะดูแลที่นี่อย่างเต็มที่แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม!”

            ตังกุยกำลังจะพูดอะไรอีกแต่กลับเห็นต้าหวาเดินเข้ามาเมื่อไรก็ไม่รู้ เขาถือถ้วยเล็กๆและตะเกียบหนึ่งคู่ในมือ เขาลองชิมอาหารแต่ละอย่างโดยเฉพาะโจ๊กและไข่ตุ๋นของคุณชายน้อยที่เขาชิมอย่างพิถีพิถันอยู่นาน

            ไป๋จู๋เห็นแล้วตกใจจะอ้าปากดุแต่กลับถูกตังกุยห้ามไว้ “เด็กคนนี้รู้หน้าที่ดีต่อไปเกรงว่าเขาคงจะต้องมาที่นี่บ่อยๆ”

            ไป๋จู๋คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจหลายส่วนจากนั้นก็พยักหน้าอย่างขึงขัง

            เมื่อกลับมาที่กระโจมพร้อมกับอาหารกลางวันตังกุยเห็นติงเหว่ยกำลังอุ้มลูกน้อยนั่งอยู่ที่โต๊ะ โดยมีหนังสือ “ตำราพิษ”เล่มหนาวางอยู่ข้างๆ ซึ่งอ่านไปได้ครึ่งเล่มแล้ว ตังกุยกลอกตาด้วยความกังวลไม่กล้าพูดอะไรมาก นางเดินไปและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นาง ได้เวลากินอาหารแล้วเจ้าค่ะคุณชายน้อยคงจะหิวแล้ว”

            ติงเหว่ยพยักหน้าแล้วดันหนังสือไปด้านข้างเฉิงเหนียงจื่อที่ปกติไม่ค่อยเสียมารยาทรีบเข้ามาตักโจ๊กเนื้อใส่ชามให้แล้วพูดพร้อมยิ้มอย่างฝืนๆ ว่า “แม่นางเอ้อร์หวาร้องหิวตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ขอให้เขากินรองท้องสักสองสามคำก่อนนะเจ้าคะ?”

            หลังจากพูดจบนางก็พยายามจะป้อนโจ๊กร้อนๆให้ลูกชาย แต่เพราะมือที่สั่นเทาอย่างหนัก ทำให้ป้อนไม่ได้สักที

            -----------------------------------------

            [1] ปิ่งกัน 饼干 หมายถึง คุกกี้

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199