ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    สัตว์ในพันธสัญญา 2


    “เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นมนุษย์?” เทพเสวี่ยอู่ถามอย่างข้องใจ เหตุใดนางจึงรู้คำตอบได้ง่ายดายนัก เขาคิดว่าคำตอบนี้ยากมากแล้วเชียว“คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีหลายทางเลือกที่จะเป็นได้ จะกลายเป็นเทพหรือมารก็ย่อมได้ ภพภูมิหน้าจะเกิดเป็นสิ่งใดก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำไว้ชาตินี้ทั้งสิ้น แต่กระนั้นก็ยังมีสิ่งยั่วยุมากมายนัก ทางธรรมเรียกว่ากิเลส ให้ไขว้เขวหลงทางวนเวียนในสังสารวัฏ”เทพเสวี่ยอู่ถึงกับอ้าปากค้างกับคำตอบที่ไม่ผิดเพี้ยนเลยสักเสี้ยวของนางอย่างตกตะลึง ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดกลับต้องตะลึงยิ่งกว่ากับประโยคต่อมา“อีกอย่างด้วยนิสัยของท่านแล้ว ทิฐิและความอคติต่อมนุษย์ก็ทำให้คาดเดาคำตอบได้ไม่ยากเลยเจ้าค่ะ”“นี่...” เทพเสวี่ยอู่ถอดหายใจเฮือกใหญ่ ไม่มีคำใดสามารถโต้แย้งนางได้อีก “ถูกต้อง คำตอบคือมนุษย์ ตาเจ้า”“คำถามของข้าคือ เมื่อก่อนไม่มีแต่จะมีต่อไป ไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีวันเห็น เป็นที่พึ่งของคนที่ยังหายใจ สิ่งนั้นคืออะไร?” คำถามนี้ซูเจินหยิบยืมมาจากหนังเรื่องหนึ่งที่เคยดูในโลกก่อน จะว่ายากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่ายแต่สำหรับเทพที่มีอายุขัยแทบนิจนิรันดร์เยี่ยงเทพเสวี่ยอู่ผู้นี้แล้วนับว่ายากอย่างยิ่ง ผู้ที่มีชีวิตเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย ไม่เคยใส่ใจในชีวิต ไม่ตระหนักถึงความตาย อย่างไรก็คงคิดไม่ถึงกับคำตอบของคำถามนี้แน่ฝั่งเทพหนุ่มได้ฟังคำถามแล้วก็หน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปมแน่น ครุ่นคิดอยู่นานก็มิได้คำตอบ สิ่งใดมีแต่เมื่อก่อนไม่มี คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ซูเจินก็มิได้เร่งรัดอย่างใดปล่อยให้เทพหนุ่มใช้เวลาคิดไปเรื่อยๆล่วงเลยไปถึงครึ่งชั่วยาม เทพหนุ่มก็ยังคงมิได้คำตอบใช้เวลามากกว่ายามซูเจินหลายเท่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เทพเสวี่ยอู่ก็ยิ่งหน้านิ่วมากเท่านั้น กลับกันซูเจินกลับยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นดังที่นางคิด เทพเสวี่ยอู่ผู้นี้คิดคำตอบไม่ได้เพราะไม่เคยคิดใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ซูเจินละสายตาจากเทพหนุ่มหันไปมองยังซูซูที่อยู่ข้างๆ เห็นแววตาลุ่มลึกยากจะคาดเดานั้นก็รู้ได้ว่านางได้คำตอบในใจแล้วนางสบตาซูเจินนิ่งนาน ‘เจ้าช่างชอบเล่นกับจิตใจผู้อื่นจริงๆ’ซูเจินยิ้มรับไม่ปฏิเสธ นางบอกแล้วคำตอบนี้จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก อยู่ที่ว่าถามคำถามนี้กับผู้ใด เทียบกับเทพเสวี่ยอู่ที่ไม่เคยตระหนักแล้ว ซูซูที่เป็นผู้ที่เฝ้ารอคอยเช่นนางย่อมได้คำตอบอย่างรวดเร็ว“ข้ายอมแพ้ เจ้าชนะ” เมื่อคิดอย่างไรก็มิได้คำตอบ ถึงจะมิเต็มใจแต่ก็ถือว่าตนพ่ายแพ้อย่างหมดท่าจริงๆ “แล้วคำตอบคือ?”ซูเจินยิ้มยินดีที่เทพเสวี่ยอู่ยอมแพ้ พยักหน้าก่อนเอ่ยเฉลยให้ฟัง “คำตอบคือวันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ”“วันพรุ่งนี้?”“เจ้าค่ะ วันพรุ่งนี้ไม่มีตัวตน เมื่อวานไม่มีตอนนี้ก็ไม่มี มีเพียงคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นจึงจะได้สัมผัส”เทพเสวี่ยอู่รู้คำตอบแล้วเงียบไป คำตอบช่างง่ายเหลือแสนแต่เขากลับไม่เคยนึกถึง ไม่เลยแม้แต่เศษเสี้ยว เจ้าเล่ห์ นางช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ ที่ถามคำถามเช่นนี้กับเขา เพราะนางรู้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่มีทางตอบได้เพราะสำหรับเขาแล้ววันพรุ่งนี้มันก็เหมือนกับวันอื่นๆ ไม่ได้มีอะไรสำคัญ แต่กับมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีอายุขัยจำกัดนั้นไม่ใช่ หันมองร่างโปร่งแสงแล้วก็ยิ่งเข้าใจว่าถูกต้อง ไม่น่าเลย...แพ้อีกแล้ว“ตามสัญญาเมื่อข้าแพ้เจ้าอยากได้สิ่งใดก็ว่ามา แต่ข้าบอกไว้ก่อนเลยว่าข้าไม่มีสิ่งใดให้เจ้าอีกแล้ว” เพราะพวกเจ้าปล้นของไปจนสิ้นแล้ว ไปถามหากับมารดาเจ้านู้น นางได้ไปมากโข ฮึ“แหมท่านก็ เห็นข้าเป็นคนเช่นไรกัน?” ซูเจินพูดเสียงอ่อนเสียงหวานใส่ผู้ที่หาว่าตนมาปล้นอย่างหยอกล้อ ซูซูก็หัวเราะคิกคัก เป็นอันรู้กันว่าพวกนางมาปล้นแน่นอน ฮ่าๆๆๆเทพเสวี่ยอู่พลันหางคิ้วกระตุก ลางร้าย...เป็นลางร้าย พวกนางกลับมาครานี้ต้องก่อเรื่องยุ่งให้เขาปวดหัวแน่แท้“ข้าไม่ขอสิ่งอื่นใด นอกจาก...”“นอกจากอะไร?”“ข้าอยากเป็นสหายกับท่านเจ้าค่ะ”“สหายกับข้า? เฮอะ เร็วไปพันปีนังหนูข้าอายุมากกว่าเจ้าไม่รู้เท่าไหร่” เทพเสวี่ยอู่เชิดคออย่างยโส“ถ้าเช่นนั้นให้ข้าเป็นน้องสาวท่านดีหรือไม่เจ้าคะ?” ซูเจินยังเอ่ยต่ออย่างอารมณ์ดี“น้องสาว? ให้เจ้าเป็นน้องสาวข้ารึ?” แม้เทพเสวี่ยอู่จะรู้ว่าต้องมีอันใดแอบแฝง แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่าเขาก็เอ็นดูสตรีสกุลเว่ยไม่น้อย พอคิดว่าจะมีน้องสาวแล้วก็อดยินดีมิได้ซูเจินเห็นหูของเทพเสวี่ยอู่เริ่มแดงก็ออดอ้อนอีกหน่อยหวังให้ใจอ่อน “นะเจ้าคะ น้า...ท่านพี่ ให้เจินเอ๋อร์เป็นน้องของท่านนะเจ้าคะ ข้ากลับมาครอบครัวก็สิ้นหมดเหลือตัวคนเดียวข้าโดดเดี่ยวเจ้าค่ะ”เทพเสวี่ยอู่ได้ยินคำออดอ้อนปนตัดพ้อก็ให้เวทนาทั้งยังเขินอายไม่น้อย ใบหูจึงแดงยิ่งขึ้นไปอีก “หากเจ้าว่าเช่นนั้น…แฮ่ม ก็ได้ ข้าจะรับเจ้าเป็นน้องบุญธรรมของข้า”“จริงหรือเจ้าคะ? ขอบคุณเจ้าค่ะพี่เสวี่ย” ไม่ว่าเปล่านางยังขยับมานั่งใกล้ๆ กอดแขนออดอ้อน มีน้องสาวคอยเรียกพี่เสวี่ยๆก็ดีไม่น้อย มุมปากขยับยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่ได้“เอาละๆ เจินเอ๋อร์เจ้าอยากได้อะไรก็บอกมาเถิด ไม่ต้องมาโยกโย้คงไม่ขอเป็นน้องข้าเปล่าๆแน่”“พี่เสวี่ยก็…จริงๆข้าก็มีเรื่องจริงๆนั่นแหละเจ้าค่ะ แต่พอได้มาพบท่านแล้วข้าก็อยากจะเป็นน้องท่านจริงๆนะเจ้าคะ ในโลกนี้มีเพียงท่านที่ดีต่อข้าเสมอ มีเพียงท่านที่ห่วงใยข้าจากใจจริงๆ” ซูเจินเอ่ยอย่างจริงจังเทพเสวี่ยอู่เอื้อมมือใหญ่มาลูบหัวนางเบาๆ “จากนี้ไปเจ้าเป็นน้องสาวข้าแล้ว ข้าจะมิปล่อยให้ผู้ใดรังแกเจ้าได้อีก ชะตาชีวิตคราวนี้เจ้าคงได้ลิขิตเองอย่างใจหวัง แต่ข้าก็จะปกป้องเจ้าเทพหน้าไหนก็อย่าได้หวังจะสอดมือ”ครั้งนั้นเป็นชะตาของพวกนางเขาได้แต่เฝ้าดูมิอาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ แต่คราวนี้ได้เป็นผู้ลิขิตชะตาเองเขาก็สามารถปกป้องได้อย่างไม่ต้องกลัวสิ่งใดซูเจินซุกซบฝ่ามือใหญ่อย่างอบอุ่นหัวใจ ซูซูก็มองอย่างซาบซึ้งนัยน์ตาสั่นระริก“พี่เสวี่ย เจินเอ๋อร์มีเรื่องอยากจะขอให้ท่านช่วย”“มีสิ่งใดก็ว่ามา”“ข้าจะทำการบางอย่างอาจต้องเปิดเผยที่ตั้งหมู่บ้าน ข้าอยากจะขอให้ท่านช่วยปกป้องหมู่บ้านจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดหลังจากนั้น?”“ข้าทราบดีเจ้าค่ะ พี่เสวี่ยชีวิตก่อนข้าก็มิได้ลิขิต โลกเดิมของข้าก็มิได้ราบรื่นไม่ต่างจากโลกนี้เลย ชีวิตนี้ข้าก็อยากจะทำในสิ่งที่ข้าปรารถนาบ้างเจ้าค่ะ”“เอาเถอะ อยากทำสิ่งใดก็ทำ เจ้าเป็นน้องของข้าเทพอสูรผู้นี้ยังต้องกลัวสิ่งใด หมู่บ้านของเจ้าข้าจะดูแลให้เอง สัตว์อสูรทั้งหลายในป่านี้ล้วนเป็นบริวารของพี่เจ้าเรียกใช้ได้ตามแต่ใจต้องการเถิด”“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ซูเจินกระโดดกอดพี่ชายหมาดๆตัวลอย เดิมคิดว่าจะขอให้ช่วยดูแลหมู่บ้านให้เท่านั้นแต่ดูจากคำพูดเมื่อกี้แล้วมันคือการให้ท้ายชัดๆนางมีบอสใหญ่เบื้องหลังแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ