บทที่ 30
หมู่บ้านชายแดนที่มีทหารอารักขามากกว่าร้อย
การรวมตัวกันของสามหมู่บ้านทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลันหลายอย่าง
คำว่า ‘รวมตัว’ ในที่นี้ ไม่ใช่การรวมตัวเพื่อสร้างหมู่บ้านใหม่ แต่เป็หนทางที่ผู้มีอำนาจเสนอขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้รอดพ้นวิกฤติไปด้วยกันอย่างราบรื่น ส่วนในอนาคตจะมีการรวมกลุ่มชาวบ้านอย่างจริงจังหรือไม่นั้น เป็เื่ที่ต้องพูดคุยปรึกษากันอีกที
หมู่บ้านเรดวู้ดที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของพื้นที่จึงมีคนเดินทางเข้าออกตลอดเวลา ธุระส่วนใหญ่เป็การแลกเปลี่ยนทรัพยากร หรือไม่ก็รับจ้างทำงานแลกอาหาร ระหว่างนี้คิทก็ได้เรียนรู้ข้อมูลของเพื่อนบ้านใกล้เคียงผ่านคำบอกเล่าของลุงโจนาธานและป้าแมรี่ซึ่งแวะเวียนมาเยี่ยมบ่อยครั้ง
ซันวู้ดเป็หมู่บ้านที่ติดกับชายป่าฟอริสอันกว้างใหญ่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเรดวู้ด ทรัพยากรป่าไม้ของที่แห่งนั้นมีปริมาณมหาศาลไม่แพ้หมู่บ้านเรดวู้ดแม้แต่น้อย คนส่วนใหญ่ทำอาชีพตัดไม้และหาของป่าขาย พวกเขายังมีช่างฝีมือที่คอยผลิตไม้ชั้นเยี่ยมสำหรับการทำเครื่องใช้ในครัวเรือนและภาชนะเก็บกักอาหาร สิ่งสำคัญที่ทำให้คิทสนใจมาก คือ พืชที่ปลูกในท้องถิ่น นอกจากข้าวสาลี และถั่วลันเตาแล้ว พวกเขายังมีฟักทองและบัตเตอร์นัทสควอชลูกใหญ่เป็ผลผลิตเสริม แม้จะมีเพียงบางบ้านเท่านั้นที่ปลูกพวกมันเอาไว้่ต้นปี แต่คิทก็ยินดีจะรับแลกผลผลิตดังกล่าวกับมันหวานและธัญพืชของโบสถ์ด้วยอัตราที่เหมาะสมทั้งสองฝ่าย
ผลและเมล็ดพันธุ์ของพืชเถาที่มีเนื้อเหลืองหวานจึงถูกเก็บไว้อย่างรวดเร็ว ในใจของหนุ่มน้อยหัวใส กำลังคิดถึงเมนูฟักทองอบน้ำผึ้ง ที่พอจะนับเป็ของหวานเพื่อถวายเทพีคนสวยได้
หมู่บ้านแบล็ควู้ดอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ป่าฟอริสช่างยิ่งใหญ่เหนือความคาดหมาย ที่แห่งนั้นมีไม้เนื้อแข็งที่ทนทานยิ่งกว่าไม้ชนิดใดในอาณาจักร แม้พวกมันจะมีราคาสูงลิบ แต่การเก็บเกี่ยวและแปรรูปก็ยากเหลือแสน
อาหารยังชีพของแบล็ควู้ดคือลูกเดือยและปลาแซลมอน หมู่บ้านแห่งนั้นมีลำธารหลายสายตัดผ่าน และเป็ที่วางไข่ของปลาจำนวนมหาศาลทุกปี อาหารที่พวกเขาถนอมไว้เป็เสบียงจึงเป็ของอร่อยอย่างปลาตากแห้ง และปลาหมักไขมันสัตว์ที่เคี่ยวจนไร้กลิ่นคาวพร้อมกับสมุนไพรต่าง ๆ ... ทางโบสถ์เรดวู้ดยินดีแลกเสบียงกับแบล็ควู้ดด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน
นอกจากชาวบ้านจะไปมาหาสู่กันมากขึ้นแล้ว บาทหลวงและแม่ชีประจำโบสถ์ฟอริสแห่งซันวู้ด และโบสถ์แลนด์บรูห์แห่งแบล็ควู้ดยังไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งอีกด้วย คิทและน้อง ๆ ทั้งหลายจึงได้มีโอกาสพบเจอพี่น้องต่างโบสถ์ที่ติดสอยห้อยตามมาเรียนรู้งานเพาะปลูกร่วมกันด้วย แม้ว่าฤดูนี้แต่ละโบสถ์จะยังไม่สามารถเพาะปลูกเพิ่มเติมได้ก็ตาม แต่เรียนรู้เอาไว้ล่วงหน้าก็ไม่เสียหาย
บรรยากาศในหมู่บ้านยังคึกคักมากขึ้นไปอีก จดหมายเร็วจากทหารม้าของเมืองรัสเซลมาถึงพร้อมกับธงสีเขียวมรกตปักลายต้นไม้ด้วยด้ายขาวก็ปรากฏแก่สายตา คนเฝ้าประตูหมู่บ้านก็เปิดต้อนรับอย่างรวดเร็ว มิสเตอร์โจนาธานถูกตามตัวอย่างเร่งด่วน
“ขออภัยที่แจ้งข่าวกะทันหันนะครับ ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน” นายทหารยศน้อยยื่นจดใหม่สำคัญให้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มอย่างยินดีเมื่อเห็นหมู่บ้านนี้พัฒนาอย่างก้าวะโอีกแล้ว
“นี่...นี่มัน เื่จริงหรือ?” หลังจากอ่านผ่านตาแล้วอ่านอย่างละเอียดยิบอีกรอบ โจนาธานก็เบิกตากว้าง
“จริงแท้แน่นอนครับ อีกเจ็ดวันทหารสองร้อยนายจะเดินทางมาถึงเพื่ออารักขาหมู่บ้านแห่งนี้ พร้อมกับเป็แรงงานให้พวกท่านใช้สอยตามสมควรอีกด้วยครับ...” ทหารหนุ่มหยุดพูดชั่วขณะก่อนจะร้องขออย่างลำบากใจ “ทางเรา้าเพียงแค่ที่พักชั่วคราวสำหรับหลับนอน จะเป็ที่ว่างนอกรั้วหมู่บ้านก็ได้นะครับ...”
สายตาของทหารหนุ่มมองไปรอบตัว... หมู่บ้านที่คึกคักแห่งนี้คงจะมีคนจับจองที่ว่างภายในกันหมดแล้ว แม้จะลำบากไปบ้าง แต่ได้อยู่ติดขอบกำแพงของหมู่บ้านก็ยังดี
“ได้อย่างไร พวกข้าไม่ใจดำขนาดนั้นหรอก พวกเราจะปรึกษาหาที่ทางเหมาะสมให้โดยเร็ว พร้อมกับการสร้างที่พักให้ด้วย ท่านมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนหาของกินรองท้องหน่อยเถอะ”
“ข้า...ข้าขอพักที่โบสถ์ได้ไหมครับ!” ชายหนุ่มในชุดเกราะเบาพูดออกมาด้วยแววตาเป็ประกาย โจนาธานจึงหลุดขำเล็กน้อยแล้วพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
(มันหวานกับสตูเนื้อกระต่ายจ๋า... ข้ามาหาแล้ววว) ทหารหนุ่มะโในใจ ก่อนจะขี่ม้าตรงไปยังทางขึ้นเขาอย่างรวดเร็ว มันเป็ที่หมายแท้จริงของการทุ่มเทเดินทางอย่างทรหดมาเกือบสองวัน
ที่ดินเกือบหกเอเคอร์ซึ่งเป็แนวยาวรอบกำแพงหมู่บ้าน ยังไม่มีใครจับจอง... พื้นที่แนวขวางเช่นนี้ไม่นิยมใช้เป็แปลงเกษตรนัก จึงไม่มีชาวบ้านคนใดในอดีตสนใจปักหลัก และมักถูกใช้เป็พื้นที่เก็บไม้กลางแจ้งเท่านั้น คำขอพื้นที่สำหรับทหารจากรัสเซลจึงถูกอนุมัติอย่างเป็ทางการโดยใช้ที่ดินส่วนนั้นเป็หลัก พวกเขามีไม้ที่ขายไม่ออกมหาศาลจึงทำให้ต้นทุนสร้างอาคารที่พักสำหรับทหารสองร้อยนายไม่สูงมากนัก แถมแรงงานที่เดินทางมาจากซันวู้ดและแบล็ควู้ดก็รับค่าตอบแทนเป็เสบียงอาหารแทนเหรียญเงินอีกด้วย
เงินทุนหลักที่มีของส่วนกลางและของโบสถ์จึงไม่ร่อยหรอแต่อย่างใด
แรงงานเกือบสองร้อยคน ขนย้ายเศษหิน ปรับผิวดิน ขุดหลุมลงเสาหลัก ทำกำแพงอย่างง่ายพร้อมหลังคาไม้มิดชิดได้อย่างรวดเร็ว เพียงเวลาสามวันหลังจากนั้น... อาคารที่พักขนาดใหญ่ของทหารคุ้มครองดินแดนสองร้อยนายก็เสร็จสิ้น จะเหลือก็แต่การขุดแปลงเพาะปลูก ทำที่หุงหาอาหาร และขุดบ่อบาดาลเพิ่อเป็แหล่งน้ำสำหรับใช้สอยเท่านั้น
เสบียงส่วนกลางของหมู่บ้านจึงถูกแจกจ่ายออกไปส่วนหนึ่ง แรงงานทั้งหลายจึงกลับบ้านด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ค่าแรงต่อวันเป็ธัญพืชหรือมันหวานที่ใช้ทำอาหารกินสำหรับหนึ่งคนได้อย่างอิ่มหนำถึงสองวัน ระหว่างทำงานยังมีอาหารเลี้ยงอีกด้วย ไม่มีนายจ้างคนไหนอีกแล้ว ที่จะใจดีเช่นนี้ในฤดูกาลที่ยากลำบาก
นายทหารที่ล่วงหน้ามาก่อนมองความคืบหน้าของคำร้องที่ถูกจัดการอย่างรวดเร็วในเวลาแค่สามวัน เขายังยืนตรวจอาคารในวันส่งมอบด้วยความงุนงง ปากอ้าค้างเหม่อลอยอยู่เนิ่นนาน ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของพ่อตนเองว่า ‘มีเงินทำได้ทุกอย่าง’ แต่เวลานี้เขาอยากจะแก้ไขคำพูดนั้นเหลือเกิน
มีอาหารอร่อย ทำได้ทุกอย่างต่างหาก! ... แน่นอนว่ามันอาจจะเป็ถ้อยคำที่ใช้ได้ใน่เกิดภัยพิบัติเท่านั้น
เตียงไม้คุณภาพดีจากทั้งในท้องถิ่นและที่ถูกซื้อขายมาจากซันวู้ดถูกจัดส่งก่อนวันที่ทหารทุกคนมาถึง พวกเขามีแค่ฟางแห้งจากการเกษตรสำหรับบรรจุเบาะนอนที่ถูกคลุมด้วยผ้าหยาบเท่านั้น แต่ค่ายทหารเฉพาะกิจแห่งนี้ก็อยู่ในสภาพที่ดีมากแล้ว
ทหารสองร้อยนายมาถึงด้วยความตื่นเต้น พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เคยมาเยือนหมู่บ้านเรดวู้ด แต่เพราะฟังเื่เล่าอันน่าเหลือเชื่อของเพื่อนฝูงที่กระจายเป็วงกว้างอย่างรวดเร็ว และได้ลิ้มลองอาหารอร่อย จึงอยากจะมาพิสูจน์ด้วยตนเองสักครั้ง แม้จะรู้สึกเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม
สุดท้าย การออกมาทำงานในดินแดนชนบทที่ควรจะยากลำบาก กลับเป็เป็เหมือนการเที่ยวพักร้อน ที่พักขนาดใหญ่โอ่อ่าดูแข็งแรงถูกอุทิศให้เป็ที่หลับนอน หากไม่มีจอห์นยืนยันว่านี่เป็อาคารหลังใหม่ พวกเขาคงไม่เชื่อเป็แน่ ทหารสองกองร้อยที่รายงานตัวกับหัวหน้าหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว จึงแยกย้ายกันจับจองที่พักอย่างเป็ระเบียบ
หลังพักผ่อนเต็มอิ่ม พวกเขาก็ใช้แรงงานที่มีในการขุดบ่อบาดาล และทำคอกเก็บม้าศึกจำนวนสี่สิบตัวที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย นอกจากนี้ยังมีตัวแทนไปติดต่อช่างตีเหล็กประจำหมู่บ้าน เพื่อเจรจาทำธุรกิจซ่อมแซมอาวุธให้กับกองทหาร
นายช่างฮิว สมิธ จึงวุ่นเป็พิเศษ แต่เขาก็ยิ้มยินดีที่ความสามารถของตนมีประโยชน์กับผู้อื่นพร้อมกับทำรายได้มหาศาล หลังจัดการส่งถังหมักเหล้าที่ทำจากไม้ซันวู้ดไปยังโบสถ์แล้ว คงจะได้ดำเนินการซ่อมแซมอาวุธของเหล่าทหารอีกที
การมาถึงของเหล่าทหารยังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็เงินทองที่หลั่งไหลเข้าชุมชนมากขึ้น หรือความ้าของอาหารที่มากขึ้น ร้านค้าของย่านตลาดที่เคยซบเซาของหมู่บ้านจึงเปลี่ยนไป แม้แต่คิทก็ยังตื่นตาตื่นใจกับความคิดหัวใสของพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย ที่รังสรรค์อาหารอร่อยออกมาได้เรื่อย ๆ
(อืม... ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว คงได้เวลาเตรียมของถวายเสียที)
เด็กหนุ่มคนสำคัญที่คนในหมู่บ้านรู้จักดี จึงเลือกซื้อวัตถุดิบที่ตนเอง้าจำนวนมาก เงินเหรียญของเขายังมีเหลือเฟือ และแม้ว่าทุกอย่างจะมีราคาแพงเพราะสถานการณ์เป็ตัวกำหนด แต่มันก็จำเป็สำหรับภารกิจสำคัญ
น้ำผึ้งป่าที่มีกลิ่นเกสรดอกไม้่ฤดูใบไม้ผลิขวดใหญ่ถูกซื้อจนหมดแผง พ่อค้าที่รับของมาจากซันวู้ดถึงกับยิ้มกว้างจนหุบไม่อยู่ คิทยังจ้างให้เขาไปส่งของที่โบสถ์เรดวู้ดอีกด้วย ซึ่งอีกฝ่ายยินดีทำโดยไม่คิดเงินแม้แต่น้อย
จากนั้นเด็กหนุ่มก็เดินไปยังแผงขายเหล้ามี้ดที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น ทันทีที่มาถึงคนขายที่รู้จักกันดีอยู่แล้วก็รีบวิ่งไปหยิบถุงผ้าในบ้าน ข้างในนั้นมีสมุนไพรกลิ่นหอมรสขมที่คิทสั่งไว้บรรจุอยู่จนเต็ม ราคาของมันถูกเสียยิ่งกว่าอาหารเสียอีก และแม้ว่าอยากจะให้ฟรีเพียงใด แต่คิทก็ยังยัดเหรียญเงินหลายเหรียญเข้ามือคนขายอย่างเป็กันเองอยู่ดี
การค้าขายต้องเหมาะสมและสุจริต... เขายังจำคำสอนของป้ามาธิลด้าได้
ที่หมายสุดท้าย เป็ร้านตีเหล็กของนายช่างฮิวผู้เลื่องชื่อ คิทเห็นร่างกายที่ชุ่มเหงื่อ ดูอิดโรยแต่มีความสุข (?) ทำงานอย่างขยันขันแข็ง วันนี้เขาแวะมารับหม้อเหล็กผิวเรียบพร้อมฝาปิดกับที่ตักเข้าชุด... อุปกรณ์สำคัญชุดนี้จะเอาไว้ทำขนมถวายเทพแห่งผืนป่าผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมกับการถวายเหล้าชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้น ให้ทวยเทพองค์อื่น ๆ ได้ลิ้มลองอีกด้วย
เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าการทำถวายจะเป็เช่นไร จะเหมือนกับการจุดธูปบอกอากาศและผืนฟ้าอันว่างเปล่าที่เคยทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนโลกใบเก่าไหมหนอ...
เหล้ากลั่นที่หมักบ่มในถังไม้จากซันวู้ด ถูกเอามาเปิดฝาเพื่อดมกลิ่นหอมของไม้และสมุนไพรที่ผสมกันอย่างลงตัว สีใสของมันออกโทนเขียวอมน้ำตาล และมีกลิ่นของมันหวานปนอยู่ด้วยเป็เอกลักษณ์ มันเป็เหล้าดีกรีแรง ที่ไม่เคยมีผู้ใดลิ้มลองมาก่อน เนื่องจากเด็กหนุ่ม้าถวายให้เป็เกียรติแด่ทวยเทพทั้งหลายได้ลิ้มลองเป็ครั้งแรก
ของหวาน... เป็ฟักทองอบกับน้ำผึ้ง รูปทรงสวยงาม และมีผิวแวววาวสะท้อนแสงแดด บนนั้นยังมีใบมิ้นต์สดที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น ช่วยเร่งความอยากอาหารในฤดูกาลที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้
ผู้คนมารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว... คนสำคัญจากโบสถ์ของสามหมู่บ้านรวมไปถึงหัวหน้าหมู่บ้านทุกคน พร้อมทหารทั้งหลายกำลังยืนรอกันอยู่หน้าโบสถ์ใหญ่ที่มีแท่นไม้แกะสลักสวยงามตั้งตระหง่าน ทุกคนทราบเพียงว่าโบสถ์แห่งเรดวู้ด้าทำพิธีถวายอาหารเพื่อสักการะทวยเทพผู้ให้พร จึงอยากมาดูให้เป็ขวัญตา... พวกเขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับพิธีการเช่นนี้มาก่อน
สามหัวหน้านักบวชยืนรอทำพิธีอย่างเป็ทางการแล้ว ขณะเดียวกัน คิทก็ทยอยนำอาหารที่้าถวายออกมาตั้งบนแท่นบูชา กลิ่นของฟักทองอบน้ำผึ้งบนจานไม้เรียบสลักลายสวยงาม และของเหลวใสสีประหลาดถูกรินใส่แก้วไม้ที่ดูหรูหราทำให้ทุกคนที่เห็นต้องกลืนน้ำลายดังอึก
ระหว่างนั้น...สายลมแ่เบาพัดมาเป็ระยะ จนอุณหภูมิร้อนระอุเริ่มลดลง
ทันทีที่บทสรรเสริญทวยเทพถูกกล่าวออกไป เสียงอื้ออึงของคนที่เข้าร่วมก็เงียบลง พวกเขาขอบคุณไกเอลจ้าวแห่งแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ที่คอยอุ้มชูทุกสิ่ง จากนั้นก็กล่าวถึงเทพแห่งสายน้ำ สายลม และเปลวเพลิง ก่อนจะพูดถึงความเอื้อเฟื้อของเทพีฟอริส และองค์แลนด์บรูห์ นอกจากนี้ยังขอบคุณเทพแห่งการช่าง และเทพองค์อื่น ๆ ที่ประทานพรอันล้ำค่าให้ทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้
เด็กหนุ่มผู้มีภารกิจสำคัญกำลังมองอาหารตรงหน้าอย่างจดจ่อ เมื่อถ้อยคำดั่งเสียงเพลงจบลง นักบวชทั้งสามก็หันมาทางคิท
หน้าที่ของพวกเขาจบแล้ว... ทุกคนอยากรู้เช่นกันว่าการถวายอาหารให้ทวยเทพจะเป็อย่างไร เมื่อโดนสายตาจำนวนมากส่งมากดดัน คิทจึงตัดสินใจพูดอะไรบางอย่าง
“เอ่อ... ท่านฟอริสครับ รบกวนเรียกท่านเทพทั้งหลายมารับขนมหวานกับเครื่องดื่มด้วยนะครับ...” เหล่านักบวชและชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็ตาลุกโพลง เ้าเด็กคนนี้เรียกทวยเทพมารับอาหาร?! ได้อย่างไร!?
แต่ก่อนที่จะเกิดการทักท้วงลุกลามใหญ่โตเพราะคำพูดไม่เหมาะสม ลำแสงสีขาวเป็เอกลักษณ์ของท่านไวท์วิงส์ก็ส่องประกายลงมา พร้อมกับประกายแสงของเทพองค์อื่น ๆ ทุกคนมองตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตา... จากนั้นพวกเขาก็จนด้วยคำพูดจึงได้แต่คุกเข่าลงเคารพอย่างพร้อมเพรียง
แค่ชั่วพริบตา ของถวายทั้งหมดก็หายวับไป เหลือไว้เพียงภาชนะอันสวยงามที่เคยบรรจุพวกมันเท่านั้น
มีเพียงเสียแว่วมาตามสายลมที่ทุกคนได้ยินชัดเจน... ลมแ่เบาสายนั้น ขยี้หัวเ้าหนูคิทจนฟูฟ่องยุ่งเหยิงไปหมด
“ขอบใจ”