เด็กหญิงยืนตะลึงมองน้ำตกตรงหน้านางชี้นิ้วไปด้วยความประหลาดใจ
“ศิษย์พี่รองเหตุใดจึงมีแค่นี้?”
นางคิดว่าน้ำตกน่าจะมีขนาดใหญ่และตกลงมาจากสูงจนเกิดฝอยซ่ากระเซ็นแต่เบื้องหน้ากลับเป็น้ำตกเล็กๆ คล้าย...เสี่ยวหยี่ยืนหลับตาอยู่ครู่หนึ่งภาพจำของนางก็แวบเข้ามาในหัวดูเหมือนนางจะเคยเห็นน้ำตกที่คล้ายอย่างนี้มาก่อน
“นี่มันเท่าน้ำตกในสวนจวนข้าเลยนะเ้าคะ”นางโพล่งออกมาดื้อๆ
“เอ๋?! ในจวนเ้ามีน้ำตกด้วยหรือ?”
“เ้าค่ะน้ำตกจำลอง ข้านึกว่าที่นี่จะเป็น้ำตกใหญ่ๆ อย่างที่เคยเห็นในภาพวาดเสียอีก”
กงเชาหัวเราะแม้แต่แอ่งน้ำที่รองใต้น้ำตกก็กว้างกว่าสระ์ที่อารามเทพเล็กน้อยน้ำไหลปริ่มก้อนหินใหญ่น้อยระเกะระกะความลึกในแอ่งน้ำตกก็แค่ท่วมหัวเข่าเขาเท่านั้น
หัวค่ำวันนั้นนักพรตจูเิกับซูเยว่กลับมาพร้อมรอยยิ้มพวกเขานำถุงเงินที่ได้จากการทำพิธีเรียกฝนเข้าที่นาให้กับเ้าของที่ดินออกมาเทบนโต๊ะ
“อู้หู!!!” กงเชาอุทานอย่างตื่นเต้น
“ได้เงินเยอะอย่างนี้เชียวหรือขอรับ?”
“ใช่! ท่านอาจารย์เรียกฝนเข้าที่นาผืนใหญ่ของหัวหน้าหมู่บ้านได้จากนั้นข้ากับท่านอาจารย์ก็ตระเวนไปรอบหมู่บ้านนั้น พวกเขายินดีควักเงินให้เราทำพิธีอย่างไม่เสียดายกันเลยล่ะ”
นักพรตจูเิเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจที่ตนกลายเป็ผู้วิเศษไปแล้วตลอดเส้นทางที่จะกลับออกจากหมู่บ้านพวกชาวบ้านพากันมายืนโบกมือส่งที่หน้าบ้านพวกเขาด้วยความชื่นชม
“ข้าล่ะอยากให้เ้าสองคนได้เห็นชาวบ้านคุกเข่าขอบคุณท่านอาจารย์และเอ่ยนามนักพรตเทพตลอดเส้นทางเลยล่ะ”ซูเยว่ยืดอกใช้มือหนึ่งตบอกเบาๆ ราวกับตนเองเป็ผู้ทำพิธีเสียเอง
“พวกเ้าไปช่วยขนของบนหลังม้ามาที่ชาวบ้านให้ของกินพวกเรามาเยอะแยะ”จูเิชี้ไปยังถุงใหญ่ที่พาดบนหลังม้าทั้งสองตัว
เสี่ยวหยี่กับกงเชาวิ่งไปดูด้วยความตื่นเต้นเมื่อทั้งสองคนช่วยกันหอบหิ้วของจากถุงบนหลังม้าใส่ในเข่งแล้วหิ้วกันคนละข้างเข้ามาในอารามจึงเห็นว่าทั้งหน่อไม้ผลไม้ ไข่ไก่ ไก่ ผักและเนื้อหมู
“ยอดเยี่ยมจริงๆขอรับท่านอาจารย์ ของกินมากมายเช่นนี้ พวกเราคงอิ่มเอมเปรมปรีดิ์กันได้อีกหลายวัน”
ซูเยว่ยิ้มน้อยๆอย่างมีเลศนัยหยิบเอากระดาษที่มีเชือกมัดไว้ออกมาจากย่ามผ้าของตน
“ข้ายังมีซาลาเปาไส้เนื้อมาฝากพวกเ้าคนละสองลูกด้วยนะเอาไปกินรองท้องแล้วจะได้มีแรงทำอาหารให้ข้ากับท่านอาจารย์กิน”
“ดีจริงๆข้าชอบซาลาเปาไส้เนื้อ” เสี่ยวหยี่ร้องขึ้น รีบขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่แล้วคว้าเอาส่วนแบ่งสองก้อนของตนมาถือไว้ก่อนจะกัดชิมไปหนึ่งคำก่อนจะทำสีหน้าไม่ค่อยสู้ดี “แต่...ข้าว่ายังไม่อร่อยเท่าที่จวนของข้านะ”
กงเชาหยิบเอามากัดกินบ้าง“แค่นี้ก็พอใช้ได้แล้วล่ะ เสี่ยวหยี่ ฝีมือพ่อค้าชาวบ้านจะไปสู้พ่อครัวในจวนใหญ่ได้อย่างไร?เ้ารีบกินให้เราจะได้ไปทำอาหาร”
ก่อนที่จะค่ำกงเชาเข้าครัวหุงข้าวเตรียมไว้แล้วเขาไปเก็บผักจากแปลงด้านหลังเรือนมาเตรียมไว้ผัดแต่เมื่อเห็นเนื้อหมูก้อนโตจึงได้โอกาส ทำผัดผักใส่เนื้อหมู และทำน้ำแกงไก่
ก่อนจะเข้านอนนักพรตจูเิก็ไม่ลืมที่จะถามเสี่ยวหยี่ว่าวันนี้นางจำสิ่งใดเพิ่มได้บ้างเสี่ยวหยี่กลับบอกว่าจำไม่ได้ กงเชาจึงเรียนอาจารย์ว่าเขาพา เสี่ยวหยี่ไปดูน้ำตกอารามเทพ
“เ้าค่อยๆคิดไปก็แล้วกัน ไม่แน่ว่าหากเ้าสวดมนต์สงบใจไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ จำได้มากขึ้น”
“เ้าค่ะข้าจะพยายาม”
บทสวดมนต์ที่นักพรตจูเิศิษย์ทั้งสองให้สวดนั้นล้วนต้องท่องจำจากปากเพราะภาษาที่เขียนไว้ในคัมภีร์ที่นักพรตเทพมีนั้นล้วนเป็ตัวอักษรยึกยือที่ยากจะอ่านได้
คืนนั้นหลังจากที่หัดสวดมนต์กับลัทธิเทพเป็ครั้งแรกเสี่ยวหยี่ก็หลับฝัน นางกำลังนั่งอยู่ในห้องนอนใหญ่โตหรูหราได้ยินเสียงสาวใช้บอกว่าน้ำอาบเตรียมไว้พร้อมแล้วนางก้มลงมองดูมือสองข้างของตนเองก็ถึงกับใที่ใหญ่โตกว่าปกติ เด็กหญิงรีบถลาไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกตั้งอยู่
‘นี่คือ....ตัวข้าหรือ?’
นางได้ยินสาวใช้ร้องเรียก“ท่านหญิงเ้าคะ รีบมาอาบน้ำเถอะเ้าค่ะ ท่านโหวกำลังรออยู่”
หญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีแต่งกายงดงามสองคนในชุดแบบและสีเดียวกันยืนอยู่ตรงหน้าเสี่ยวหยี่รู้ได้ในทันทีว่านี่คือชุดของสาวใช้ในจวนของตน ทั้งสองช่วยกันถอดเสื้อผ้าของนางออกจนหมดส่วนตัวนางก็หย่อนร่างลงไปในอ่างอาบน้ำใบใหญ่ที่มีกลิ่นหอมกรุ่น พร้อมกลีบดอกไม้ลอยอยู่เต็มผิวน้ำ
“น้ำอบที่ท่านหญิงสั่งมาถึงวันนี้เ้าค่ะกลิ่นหอมเหลือเกิน”หญิงรับใช้นางแรกเอ่ยขึ้นก่อนจะใช้ถุงผ้านุ่มที่ใส่ใยบวบเอาไว้ข้างในถูเบาๆไปตามหลังและไหล่ของเสี่ยวหยี่
“ใช่เ้าค่ะข้าเองก็ชอบ กลิ่นดอกกุหลาบหอมชื่นใจนัก” สาวใช้อีกนางช่วยขัดที่ท่อนแขนและมือเบาๆ
เสี่ยวหยี่รู้สึกสบายตัวเป็อย่างมากนางหลับตาพิงหลังเข้ากับอ่างอาบน้ำ“ดีจริง!วันนี้ข้าช่วยปัดหยากไย่และกวาดถูอารามเทพปวดเมื่อยเหลือเกิน”
ครั้นลืมตาขึ้นอีกทีทุกอย่างรอบตัวก็สลัวรางเด็กหญิงกระพริบตาถี่ รีบขยับตัวลุกขึ้น พลันได้ยินเสียงของกงเชาดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของผ้าม่าน
“เ้าตื่นเร็วดีจริงรีบไปล้างหน้าล้างตาเถอะ จะได้ไปทำข้าวเช้ากัน”
เสี่ยวหยี่จึงค่อยรู้ว่าตนเองฝันไปเด็กหญิงนั่งนิ่งอยู่ครู่ นางจึงคิดได้ว่าไม่ควรจะเล่าความฝันนี้ให้ผู้ใดฟังเพราะยังไม่แน่นักว่าเป็ความจริงหรือไม่?เพราะในความฝันนั้นนางมิใช่เด็กหญิงนางแต่เป็สตรีอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดอีกทั้งยังมีบิดาเป็ท่านโหว
...ช่างเป็ฝันที่ผิดไปจากความจริงมากนัก...
เด็กหญิงก้มลงมือมือและแขนขาของตนเองในอารามเทพมีกระจกใหญ่อยู่บานหนึ่งตั้งอยู่ใกล้แท่นบูชาปรมาจารย์ของนักพรตจูเิเสี่ยวหยี่ส่องจนมั่นใจแล้วว่าตัวนางคือเด็กหญิงหากไปเล่าความฝันนี้ให้ศิษย์พี่รองฟัง เกรงว่าจะกลายเป็เื่เหลวไหล
‘เอาไว้ให้ข้าจำได้ทุกสิ่งแล้วค่อยบอกพวกเขาจะดีกว่า’
เมื่อตกลงใจเช่นนั้นเสี่ยวหยี่ก็รีบลุกขึ้นไปช่วยงานในครัว
******************

