เมื่อเดินมาถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ฮั่วเสี่ยวเหวินเกิดความรู้สึกหลากหลายขึ้นภายในจิตใจ ในที่สุดเธอก็จะได้ไปจากที่นี่แล้ว ไม่ต้องอาศัยอยู่กับคนอื่นอีกต่อไป
“เสี่ยวเหวิน เธอไปไหนมา?” คุณป้าอู๋ออกมาเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินพอดี
“คุณป้าอู๋ ฉันจะไปแล้วนะคะ”
อู๋ซิ่วเหลือบมองจางเจียหมิงที่อยู่ด้านหลัง จำได้ว่าวันนั้นเขาอาละวาดที่บ้านเจ้าเป๋สามขาเหมือนคนบ้า เธอพยักหน้าพูดว่า “เธอไปบอกลุงหลี่ก่อนเถอะ”
แต่หลี่อวิ๋นไม่ได้คุยง่ายขนาดนั้น เขามองจางเจียหมิง “เธอกับเขาสามารถอยู่ด้วยกันได้ทั้งชีวิตหรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้า “ฉันจะอยู่กับเขาตลอดชีวิต”
ใบหน้าหลี่อวิ๋นดำทะมึนกว่าเดิม “ไม่ได้ ฉันต้องรับผิดชอบในตัวเธอ เธอยังเด็ก ตัดสินใจเรื่องนี้เองไม่ได้”
เขาหัวแข็งมาก แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ใช่จะยอมเช่นกัน ในเมื่อเจรจาไม่สำเร็จ เธอเลยตัดสินเดินออกจากที่นี่เอง “แต่คุณลุงของฉันเห็นด้วยค่ะ”
หลี่อวิ๋นจะยอมให้เธอไปได้อย่างไร เขาทำท่าจะวิ่งไปดึงเธอไว้แต่กลับถูกห้ามเสียก่อน
เขาพูดด้วยความโมโหว่า “อู๋ซิ่ว ทำอะไรของคุณน่ะ?” อู๋ซิ่วพยายามลากเขาเข้าบ้าน “คุณฟังที่ฉันพูดก่อน…”
เมื่อเดินห่างออกมาไกล ภายในใจของฮั่วเสี่ยวเหวินพลันรู้สึกเจ็บปวด เหตุใดเธอจึงจากกันไม่ดีกับคนที่ดีต่อตัวเธอทุกครั้งไป?
เธอนึกถึงเฉินเทียนเหลย จางต้ากั๋ว หวางเจาหวา และหลี่อวิ๋น เธอไม่เข้าใจ อุตส่าห์ได้เจอคนที่ดีกับตัวเธอขนาดนี้แล้วแท้ๆ เหตุใดต้องเป็นเช่นนี้?
ตัวเอกในละครโทรทัศน์มักมีรัศมีพิเศษไม่ใช่หรือ คนข้างกายตัวเอกจะร่ำรวยหรือไม่ก็เป็นผู้สูงศักดิ์ บ้างก็เปลี่ยนพลิกชะตาชีวิตจนประสบความสำเร็จ ตอนนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินเพิ่งตระหนักได้ว่า…ทุกอย่างในโทรทัศน์เป็นเรื่องหลอกลวง
เมื่อกลับถึงบ้านของจางเจียหมิงฮั่วเสี่ยวเหวินก็ต้องตกใจ เสื้อผ้าและผ้าห่มกองกันเป็นก้อน สภาพบ้านเหมือนไม่ได้รับการปัดกวาดมาหลายร้อยปี มีขยะกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดอยู่เต็มไปหมด
จางเจียหมิงตามมาด้านหลัง เขาหัวเราะแห้งๆ บอกว่าจะทำความสะอาดเดี๋ยวนี้
ฮั่วเสี่ยวเหวินอดทอดถอนใจไม่ได้ “พี่เจียหมิง ช่วงที่ฉันไม่อยู่ พี่ใช้ชีวิตแบบนี้หรือ?”
ตอนที่เธอยังไม่ทะลุมิติมา เขาก็อยู่เองได้ไม่ใช่หรือ?
ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้ ฮั่วเสี่ยวเหวินอยากรีบทำความสะอาดให้เสร็จ ใกล้จะปีใหม่อยู่แล้วแต่จางเจียหมิงยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย
ในกระเป๋าของเธอมีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ไปซื้อของไหว้จากในตำบลกลับมาหน่อยก็แล้วกัน หลังจากทำความสะอาดอย่างง่ายๆ เสร็จ เธอก็ลากจางเจียหมิงออกจากบ้าน
ถามว่าในกระเป๋าของเธอมีเงินได้อย่างไร เรื่องนี้อธิบายง่ายมาก เฉินเทียนเหลยต้องแอบใส่ไว้ให้แน่นอน
ตลาดเกษตรกรคึกคักเป็นพิเศษ ปกติแล้วทางเดินจะเรียงเป็นแถวตรง มีแผงขายของตั้งเรียงรายตามสองข้างทางและสามารถเดินผ่านตรงกลางได้ ทว่าตอนนี้ตรงกลางกลับมีผู้คนเดินเบียดเสียดกันแน่น
“คุณอาต้ากั๋ว?” ฮั่วเสี่ยวเหวินเห็นคนสองคนพยายามเบียดตัวออกไป ชายคนนั้นคือจางต้ากั๋ว
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ได้คิดจะทักทายอีกฝ่าย แต่จางเจียหมิงกลับตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “คุณอาต้ากั๋ว คุณอาต้ากั๋ว…”
จางต้ากั๋วไม่ตอบสนอง เทียบกับเสียงเชิญชวนให้ซื้อของแล้ว เสียงของจางเจียหมิงเบากว่ามาก เหตุเพราะรอบด้านเต็มไปด้วยเสียงต่อราคา หากจางต้ากั๋วได้ยินคงเป็นปาฏิหาริย์แล้ว
แต่ปาฏิหาริย์กลับมีจริง จางหวาที่ควงแขนจางต้ากั๋วอยู่หันมามองทางนี้แล้วพูดอะไรบางอย่างกับเขา
ทั้งสองเบียดตัวออกจากฝูงชนอย่างรวดเร็วและเดินมาทางของพวกฮั่วเสี่ยวเหวิน เมื่อเห็นสองคนนี้ควงแขนกัน ฮั่วเสี่ยวเหวินก็อดที่จะทำหน้าเหน็บแนมไม่ได้ ‘เมียน้อยในยุคนี้ร้ายกาจชะมัด ถึงขั้นกล้าออกมาโอ้อวดตามถนน ไม่กลัวถูกเมียหลวงตีตายหรือ?’
“คุณอาต้ากั๋ว คุณน้าจาง” จางเจียหมิงทักทายทั้งสองคน
“เธอคงเป็นจางเจียหมิงสินะ คุณอาต้ากั๋วของเธอคอยชมให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าเธอขยันขันแข็งและเป็นเด็กดี”
เสียงพูดเธอยังคงอ่อนโยนน่าฟังไม่เปลี่ยน ฟันขาวเรียงตัวสวยเผยออกมาเมื่อยิ้ม ดวงตายกโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว
จู่ๆ ฮั่วเสี่ยวเหวินก็รู้สึกว่าหลิวเยวี่ยด่าหล่อนว่า ‘นังจิ้งจอก’ ได้ถูกแล้ว หล่อนเหมือนปีศาจจิ้งจอกมากจริงๆ ไม่มีบุรุษคนใดต้านทานการยั่วยวนนี้ของหล่อนไหว
จางหวาไม่ได้สนใจที่ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ชอบตัวเอง เธอพยักหน้ายิ้มทักทายไปแล้วก็เป็นอันจบ เธอเป็นคนฉลาด ย่อมไม่หาเรื่องให้ตัวเองลำบากใจ
จางต้ากั๋วพูดน้อยมาก เขาเอ่ยทักทายแค่ไม่กี่คำ เมื่อเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินเมินเฉยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะถูกจางหวาลากออกไปจากที่นี่
เวลาผ่านไปไวมาก เหมือนที่นักร้องชื่อเสี่ยวเสิ่นหยางเคยพูดไว้ว่า ‘กะพริบตาเพียงไม่ทีก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว’
ยังจัดการงานไม่เสร็จก็จะเข้าปีใหม่เสียแล้ว
วันตรุษจีนคือเทศกาลสำคัญของชาวจีนทุกคน ในหมู่บ้านก็คึกคักเป็นพิเศษเช่นกัน มีเสียงประทัด ‘เปรี้ยงปร้าง’ ดังติดต่อกัน ลูกบ้านไหนไม่รู้ตะโกนว่า “ปีใหม่แล้ว ปีใหม่แล้ว”
ฮั่วเสี่ยวเหวินจุดประทัดอย่างใจกล้าเช่นกัน เสียง ‘เปรี้ยงปร้าง’ ดังอยู่ด้านนอก ทั้งสองคนเริ่มไหว้เจ้าในบ้าน
ตามธรรมเนียมแล้วต้องเตรียมไก่ต้มหนึ่งตัวกับเนื้อไร้มันหนึ่งกิโลกรัมเป็นของไหว้ แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินประหยัดเงินค่าซื้อไก่ เธอซื้อแค่เนื้อไร้มันหนึ่งชิ้น ปักตะเกียบสองด้าม สวดพึมพำไม่กี่คำแล้วยกไปเตรียมกินเป็นอาหารปีใหม่
เสียงประทัดดังก้องผ่านไปอีกปี ลมใบไม้พัดกลิ่นสุราหอมหวน ทุกครัวเรือนขะมักเขม้น เปลี่ยนยันต์เก่าเป็นยันต์ใหม่
……
ทุกครอบครัวดื่มด่ำไปกับบรรยากาศอันเป็นมงคลของวันปีใหม่ แต่บ้านของจางต้ากั๋วกลับเป็นข้อยกเว้น
หลิวเยวี่ยด่ากราดในวันปีใหม่โดยไม่สนข้อห้ามใดๆ เดิมทีจางต้ากั๋วก็ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่โต้เถียงกับเธอ
หลิวเยวี่ยด่าจนร้องไห้ออกมา บอกว่าจางต้ากั๋วไร้สำนึก เธอทั้งเลี้ยงลูกทั้งทำไร่ ทว่าสุดท้ายเขากลับไปมีผู้หญิงคนอื่น
จางต้ากั๋วได้ยินคำพูดเช่นนี้มาไม่รู้กี่รอบแล้ว ในฐานะที่เป็นคนผิดจริงย่อมอดใจฝ่อไม่ได้ เขารู้สึกผิดมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อเธอนำเรื่องนี้มาด่าเป็นประจำย่อมเกิดความรำคาญเป็นธรรมดา
ในที่สุดจางต้ากั๋วก็ทนไม่ไหว “คุณไม่ดูบ้างเล่าว่านิสัยตัวเองเป็นอย่างไร อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็หย่า เลิกโหวกเหวกโวยวายสักที ไม่เหนื่อยบ้างหรือไร?”
“หย่า?” หลิวเยวี่ยโมโหจนหัวเราะ “หย่ากับฉันแล้วคุณจะได้ไปอยู่กับนังจิ้งจอกนั่นล่ะสิ ฉันจะบอกให้นะจางต้ากั๋ว ฉันจะไม่ให้คุณสมปรารถนาแน่ อย่าคิดว่าชีวิตนี้จะได้หย่ากับฉัน”
“ตามสบาย แต่หลังจากพ้นปีใหม่แล้วผมจะจัดงานเลี้ยงแต่งงานกับเธอ คุณอย่ามาอาละวาดก็แล้วกัน”
จางต้ากั๋วพูดแบบเต็มปากเต็มคำเหมือนไม่ต้องคิดไตร่ตรองใดๆ เขาคงคิดเรื่องนี้มานานมากแล้วเป็นแน่ แต่เพิ่งจะมีโอกาสได้พูดวันนี้
หลิวเยวี่ยคิดไม่ถึงว่าเขาจะแต่งงานกับจางหวาจริงๆ เธอทิ้งตัวร้องไห้บนพื้น พร้อมกับก่นด่าเสียงดัง
เต็มไปด้วยคำด่าหยาบคายเช่นนี้วันปีใหม่จึงไม่อาจฉลองได้อีก จางต้ากั๋วเองก็ไม่มีอารมณ์จะมาฉลองเช่นกัน เขากินข้าวแบบลวกๆ แล้วรีบเข้านอน
ในเวลาเดียวกันนี้เอง บรรยากาศที่บ้านของจางหวาก็ไม่ได้ต่างกัน เมื่อพ่อแม่ของจางหวาได้ยินจางหวาบอกว่าจะแต่งงานกับผู้ชายที่ยังไม่ได้หย่าภรรยา พวกเขาก็พากันคัดค้าน
“พ่อ แม่ พ่อกับแม่อาจลืมเรื่องฮั่วต้าซานไปแล้ว แต่ฉันยังไม่ลืม” จางหวายังคงพูดอย่างนุ่มนวลไม่เปลี่ยน ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้หญิงวัยกลางคนต้องหน้าซีด
จางหวาทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้าของพ่อแม่ พูดต่อไปว่า “เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ฉันกับต้ากั๋วปรึกษากันแล้ว จะจัดงานแต่งงานในวันที่สิบหกนี้”
หน้าผากของแม่จางหวามีรอยย่นเยอะมาก ทว่าหล่อนมีดวงตาปลายงอน เหมือนเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความงามในอดีตของหล่อน
แม่ของจางหวาไม่พูดอะไรสักคำ หล่อนกินเนื้อไหว้เจ้าได้เพียงครึ่งคำก็ตบตะเกียบดัง ‘ปั่ก’ และลุกจากไป
พ่อของจางหวารีบไล่ตามไป งานเลี้ยงเลิกอย่างไม่สุข ทว่าจางหวากลับโล่งใจ นี่คือสีหน้าที่เธอต้องการจากพ่อแม่พอดี