ตอนที่ 10
เื่ราวในอดีต
หลังจากฟังคำสารภาพของถิงเอ๋อร์ จางมู่หลินก็สอบถามแม่นมหวังถึงเื่ราวในอดีตอีกครั้ง ซึ่งแม่นมหวังก็เล่าให้ฟังโดยไม่ได้อิดออด เพราะนางยังหวังให้คุณชายกลับไปแก้แค้นให้ฮูหยิน และทวงสินเดิมของฮูหยินที่ควรเป็ของคุณชายกลับมา
“ฮูหยินเป็คนตระกูลหลิน ตระกูลหลินเป็ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยในแคว้นเยี่ยน มีกิจการและร้านรวงมากมาย…”
มารดาของจางมู่หลินเป็คุณหนูตระกูลหลิน นามว่าหลินโหรว ตระกูลหลินเป็ตระกูลพ่อค้ามาหลายชั่วอายุคน บางยุคสมัยพ่อค้าถือได้ว่าเป็อาชีพต่ำต้อยไม่มีเกียรติ แต่สำหรับแคว้นเยี่ยน พ่อค้าวาณิชที่มั่งคั่งล้วนได้รับการนับหน้าถือตา แม้ไม่เทียบเท่าขุนนาง แต่ก็ไม่ได้ต่ำต้อย
ตระกูลหลินถือได้ว่าเป็ตระกูลพ่อค้าอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวง ความมั่งคั่งร่ำรวยไม่แพ้ตระกูลขุนนางหรือตระกูลบรรดาศักดิ์ หลินโหรวที่เป็คุณหนูเพียงหนึ่งเดียวจึงเป็ที่หมายปองของชายหนุ่ม แต่จนใจที่นางกลับไปตกหลุมรักบัณฑิตยากจนผู้หนึ่ง
ยามนั้นจางหยวนผิงเป็เพียงแค่บัณฑิตยากจนที่เข้ามาสอบในเมืองหลวง แต่กลับสอบไม่ผ่านรอบสุดท้าย เพราะไม่อยากแบกความผิดหวังกลับไป เขาจึงตั้งมั่นว่าจะปักหลักอยู่ในเมืองหลวงรอสอบอีกครั้งในสามปีข้างหน้า แต่เพราะเงินทองที่ติดตัวมาล้วนหมดไปกับค่าเดินทางและค่าที่พัก จึงต้องออกไปหางานทำ ทำให้มีโอกาสได้พบกับคุณหนูตระกูลหลิน
หลินโหรวตกหลุมรักบัณฑิตหนุ่มที่มีจิตมุ่งมั่นแน่วแน่และดูใสซื่อ โดยไม่รู้ว่านั่นเป็เพียงหน้ากากจอมปลอมเท่านั้น ค่ากินอยู่รวมไปถึงค่าที่พักของจางหยวนผิงล้วนได้รับการช่วยเหลือจากคุณหนูตระกูลหลิน รวมไปถึงค่าตำรับตำราด้วย
นายท่านหลินที่เป็บิดาเห็นบุตรสาวตกหลุมรักบัณฑิตยากจนแถมยังให้การช่วยเหลือทุกอย่าง ก็เอ่ยปากห้ามปรามหลายครั้ง แต่พอเห็นว่าห้ามไม่ได้ เลยจำต้องจัดงานแต่งงานให้ เพราะไม่อยากให้บุตรสาวกลายเป็ที่ครหา
หลังจากจางหยวนผิงกลายเป็บุตรเขยของตระกูลหลิน การกินอยู่และสิ่งต่าง ๆ ก็ดีขึ้นจากหน้ามือเป็หลังมือ นอกจากตำราและตัวอย่างข้อสอบที่จัดหามาให้ นายท่านหลินยังได้จ้างอาจารย์มาสอนให้โดยเฉพาะด้วย โดยหวังว่าบุตรเขยจะสามารถสอบติดขุนนางได้
นอกจากจะเลี้ยงดูปูเสื่อจางหยวนผิงที่เป็บุตรเขย ตระกูลหลินยังต้องเลี้ยงดูมารดาและน้องชายของอีกฝ่ายที่ให้คนรับตัวมาจากชนบทด้วย
สามปีให้หลังจางหยวนผิงก็สามารถสอบติดขุนนาง แถมยังสอบได้อันดับหนึ่ง ได้เป็จ้วงหยวนที่คนนับหน้าถือตา เพราะมีความสามารถและมีวาทศิลป์เป็เลิศ จึงถูกรั้งตัวอยู่เมืองหลวง ไม่ได้ถูกส่งตัวไปเป็ขุนนางท้องถิ่น
ตอนแรกมารดาของจางหยวนผิงยังเยินยอหลินโหรวที่เป็สะใภ้ เพราะต้องอาศัยเงินทองของอีกฝ่าย แต่พอบุตรชายเป็ขุนนางได้สามปี ความร้ายกาจก็เริ่มแสดงออกมา นางอ้างว่าแต่งงานมาหลายปีลูกสะใภ้กลับยังไม่ตั้งครรภ์ จึงหาข้ออ้างแต่งอนุภรรยาให้บุตรชาย
ประจวบเหมาะกับที่จางหยวนผิงได้มีโอกาสพบบุตรสาวของขุนนางในราชสำนักผู้หนึ่งเข้า ถึงจะเป็เพียงบุตรสาวจากอนุภรรยา แต่ก็ได้รับความรักจากบิดาที่เป็ขุนนางมาก อีกทั้งสตรีนางนั้นก็พึงใจในตัวจางหยวนผิงที่ทั้งหล่อเหลาและมีความสามารถ จึงขอร้องอ้อนวอนบิดา บอกว่าต่อให้แต่งเป็อนุก็ยินยอม
จางหยวนผิงเองก็รู้สึกว่าแต่งบุตรสาวขุนนางเข้ามาย่อมดีกว่า เพราะหลินโหรวภรรยาเอกที่มาจากตระกูลพ่อค้า ไม่สามารถนำมาเชิดหน้าชูตาได้ แต่ตนเองก็ไม่สามารถเขียนใบหย่าให้นางได้เช่นกัน เพราะเกรงว่าจะกลายเป็ที่ติฉินนินทา สุดท้ายเลยใช้ข้ออ้างที่นางยังไม่ตั้งครรภ์ แต่งบุตรสาวขุนนางผู้นั้นเข้ามาเป็ภรรยารอง
พอสามีแต่งบุตรสาวขุนนางเข้ามาเป็ภรรยารอง ฐานะของหลินโหรวก็ย่ำแย่ขึ้น มารดากับน้องชายของสามีก็ไม่แสดงสีหน้าดี ๆ ให้เห็น เอาแต่พูดจากระทบกระทั่งนาง แล้วหันไปเอาใจสะใภ้รองที่แต่งเข้ามาใหม่แทน
นางไม่กล้าบอกให้บิดามารดารู้ เพราะบิดาเคยเตือนนางแล้วว่าจางหยวนผิงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็น แต่ตอนนั้นนางดื้อรั้นจะแต่งกับเขาให้ได้ พอมาตอนนี้จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน
โชคดีที่หลังจากสามีแต่งภรรยารองเข้ามาไม่นาน หลินโหรวก็ตั้งครรภ์และคลอดจางมู่หลินออกมา ในขณะที่ภรรยารองที่แต่งเข้ามาใหม่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายช้ากว่านางไปหนึ่งปี
ระหว่างนั้นตระกูลหลินก็เริ่มตกต่ำลงอย่างไม่มีสาเหตุ ในขณะที่ตระกูลขุนนางของซุนซื่อที่เป็ฮูหยินรองกลับก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ คุณชายใหญ่ตระกูลหลินที่เป็พี่ชายของหลินโหรวต้องโทษจนถูกปะาชีวิต สุดท้ายบิดาของนางก็ตรอมใจและล้มป่วยจนเสียชีวิต ตระกูลหลินที่เหลือย้ายออกจากเมืองหลวง จากตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวยกลายเป็ตระกูลตกอับในชั่วเวลาแค่ไม่กี่ปี หลายคนทอดถอนใจด้วยความสงสาร แต่ก็มีหลายคนที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
บางคนถึงขั้นออกมาติฉินนินทาจางหยวนผิง ว่าไม่สนใจไยดีตระกูลหลิน ทั้งที่ตระกูลหลินถือได้ว่ามีบุญคุณใหญ่หลวง ถ้าไม่ได้นายท่านหลินเสาะหาตำราและอาจารย์ที่เก่งกาจมาสอน ลำพังแค่บัณฑิตยากจนที่มาจากชนบทห่างไกลอย่างจางหยวนผิง คงไม่มีโอกาสสอบติดจ้วงหยวน แถมตระกูลหลินยังเป็บ้านเดิมของภรรยาเอก เหตุใดจึงได้เมินเฉยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ถึงขั้นมีคนพูดกันว่าเขาเป็คนเนรคุณ แต่ไม่นานคนที่ออกมาพูดก็ถูกปราบปรามและหายเงียบไป
(ซื่อ แปลว่าสกุล เป็ธรรมเนียมการเรียกสตรีที่แต่งงานแล้วของจีน โดยใช้ “ซื่อ” ต่อท้ายสกุลเดิม เช่นมารดาของจางมู่หลิน เดิมแซ่หลิน พอแต่งงานแล้วจึงเรียก “หลินซื่อ” หรือจะระบุสกุลของสามีไว้หน้าสุดด้วยก็ได้ เช่น “จางหลินซื่อ” เป็ต้น)
ตอนที่จางมู่หลินอายุได้เจ็ดขวบ มารดาก็เสียชีวิตตามท่านตาไป หลายคนเชื่อว่าหลินโหรวตรอมใจที่ตระกูลตกต่ำ พี่ชายถูกปะา บิดาเสียชีวิต แม้แต่จางมู่หลินคนเดิมยังคิดแบบนั้น
มีแค่แม่นมหวังที่รู้ว่าฮูหยินของตนถูกวางยาพิษ แต่ลำพังแค่นางคนเดียวเกรงว่าพูดไปจะไม่มีใครเชื่อ แล้วถ้าตัวเองถูกฆ่าปิดปาก จะไม่มีใครดูแลคุณชายกับบุตรชายที่ยังเล็ก จึงได้แต่เก็บเงียบเอาไว้คนเดียว
จางมู่หลินที่อายุได้แค่เจ็ดขวบและไม่มีมารดาคอยปกป้อง อีกทั้งยังร่างกายไม่แข็งแรง เกรงว่าไม่นานคงมีจุดจบไม่ต่างมารดา
โชคดีที่ยามนั้นฮ่องเต้ตและอยู่ใน่ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ ประกาศไว้ทุกข์ทั่วทั้งแคว้นเป็เวลาสามปี บรรดาขุนนางในราชสำนักจะกระทำการใดล้วนต้องระมัดระวังและรอบคอบ
จางหยวนผิงจึงไม่อาจเลื่อนภรรยารองขึ้นมาเป็ภรรยาเอกได้ และซุนซื่อที่เป็ฮูหยินรองก็ไม่อาจทำอะไรประเจิดประเจ้อ จางมู่หลินจึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ผ่านไปสามปี พ้น่ไว้ทุกข์ทั่วแคว้น จางหยวนผิงจึงแต่งตั้งภรรยารองขึ้นเป็ภรรยาเอก ส่วนจางมู่หลินที่อายุได้สิบขวบก็ถูกส่งมาอยู่ชนบท โดยซุนซื่อที่กลายเป็ภรรยาเอกและเป็มารดาในนาม ใช้ข้ออ้างว่า้าให้เขาพักรักษาตัวในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์...
“ทรัพย์สินเงินทองทุกอย่างที่พวกเขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ล้วนมาจากตระกูลหลินทั้งนั้น โดยเฉพาะสินเดิมของฮูหยินที่มีร้านรวงมากมาย พอฮูหยินเสียชีวิต ซุนซื่อที่ชั่วช้าสารเลวผู้นั้นก็ถือโอกาสฮุบเอาไว้ทั้งหมด โดยใช้ข้ออ้างว่าช่วยดูแลให้คุณชายชั่วคราว!” แม่นมหวังก่นด่าพลางปาดน้ำตาที่ไหลไม่หยุดไปด้วย
“สาวใช้ของฮูหยินล้วนถูกฮูหยินรองหาข้ออ้างขับไล่ออกไป จนเหลือแค่บ่าวกับถิงเอ๋อร์...”
“...”
พอฟังเื่ราวทั้งหมดจบ จางมู่หลินก็ถอนหายใจ เข้าใจแล้วว่าทำไมแม่นมหวังถึงได้ก่นด่าจางหยวนผิงกับซุนซื่ออยู่ตลอดเวลา
ถึงจะเป็การฟังความแค่ข้างเดียว แต่เขาเชื่อว่าที่แม่นมพูดมาทั้งหมดเป็เื่จริง เพราะจากภาพที่เห็นในนิมิต และสิ่งที่จางมู่หลินคนเดิมพบเจอ แสดงให้เห็นว่าจางหยวนผิงผู้นั้นเป็พวกชั่วช้าสารเลวจริง ๆ และสาเหตุที่ตระกูลหลินตกต่ำ เป็ไปได้มากว่าจะเป็ฝีมือจางหยวนผิงไม่ก็ซุนซื่อผู้นั้น
สิ่งที่เขาต้องทำไม่ใช่แค่การแก้แค้น แต่ยังต้องทวงสินเดิมของ ‘มารดา’ กลับมาด้วย แต่ตอนนี้เขายังไม่รีบร้อน และมีเวลาอีกหลายปีในการวางแผนรับมือ…
โปรดติดตามตอนต่อไป
วันธรรมดาจะได้ลงวันละสองตอนนะคะ เที่ยงคืนกับตอนเย็น