บทที่ 6-1 เกษตรพอเพียง
เมื่อมอบของขวัญให้กับครอบครัวของท่านตาท่านยายแล้ว หวังิเยว่จึงปรึกษากับครอบครัวตนเองว่าอยากจะทำไร่แบบเกษตรพอเพียง ตามรอยของพระภัทรมหาราชพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐอันเป็ที่รักของประชาชนเกษตรพอเพียงคือการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์และการประมงทำให้สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างพอเพียง
และเมื่อสามารถทำเกษตรพอเพียงได้ยั่งยืนแล้วก็สามารถพัฒนาเป็เกษตรทฤษฎีใหม่ได้โดยเกษตรทฤษฎีใหม่นั้นอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงเป็การนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ให้มีผลผลิตมากพอไปขายเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนได้
สรุปง่ายๆ คือ การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เองให้พอกิน ถ้ามีเหลือก็เอาไปขายสร้างรายได้โดยที่ดินใหม่ของครอบครัวหวังิเยว่มีจำนวนห้าสิบหมู่ จะแบ่งสัดส่วนออกเป็
ปลูกข้าว สิบห้าหมู่
ปลูกผัก สิบห้าหมู่
ปลูกผลไม้ สิบหมู่
เลี้ยงสัตว์ ห้าหมู่
เลี้ยงปลา สามหมู่
เก็บผลผลิตและอื่น ๆ สองหมู่
หวังิเยว่มิได้กังวลเกี่ยวกับเื่ของแหล่งน้ำที่จะใช้ในการทำเกษตรเพราะที่ดินที่นางซื้อไว้มีลำธารไหลผ่าน มีูเาอยู่ด้านหลังของที่ดินและยังมีน้ำตกที่สามารถผันน้ำมาใช้ได้ด้วย ส่วนที่ดินเก่าของครอบครัวจำนวนสี่หมู่นางเก็บไว้สำหรับปลูกบ้านหลังใหม่
แรกเริ่มหวังิเยว่ขอให้บิดาจ้างแรงงานในหมู่บ้านมาถางที่ดินและปลูกถั่วเขียวลงบนที่ดินจำนวนสี่สิบหมู่แล้วทำการผันน้ำจากน้ำตกเข้ามายังที่ดินเพาะปลูกโดยการใช้ไม้ไผ่เจาะตรงกลางมัดต่อกัน เจาะรูด้านล่างให้น้ำไหลลงยังพื้นดินซึ่งนางประยุกต์มาจากระบบสปริงเกอร์
“แม่คิดว่า พวกเราถามเจียจิ้งลูกของท่านป้าจางว่า เขาสนใจมาช่วยเราทำงานหรือไม่เพราะเจียจิ้งต้องเดินเข้าในตำบลไปหางานทำทุกวัน”เหอฟางหรูนึกถึงลูกของสหายข้างบ้านที่คอยจุนเจือนางตลอดยามที่ครอบครัวของตนเองลำบาก
“ดีสิ เจียจิ้งเป็คนขยัน ทั้งยังทำงานคล่องแคล่วและกำลังเก็บเงินแต่งเมียอยู่พรุ่งนี้ข้าจะไปถามเขาก่อนที่จะไปติดต่อผู้ใหญ่บ้านให้หาคนมาทำงาน” หวังหลินข่ายเห็นด้วยกับความคิดของภรรยา
“ปกติคนงานได้ค่าแรง วันละเท่าใดหรือเ้าคะท่านพ่อ” หวังิเยว่เอ่ยถามผู้เป็บิดา
“ในตำบล ได้วันละยี่สิบอีแปะ”
“ลูกขอเสนอเ้าค่ะ เราหาคนงานรวมพี่เจียจิ้งด้วยสักสิบคนให้ค่าแรงวันละยี่สิบอีแปะเท่าในตำบล จะได้เสร็จเร็ว ๆ เ้าค่ะ”
“เอาสิ ทำตามที่เ้าเห็นว่าสมควรเถิดเยว่เอ๋อร์” หวังหลินข่ายตอบรับข้อเสนอของบุตรสาว
“พรุ่งนี้หลังจากท่านพ่อหาคนงานได้แล้วลูกอยากให้ท่านพ่อติดต่อนายช่างมาสร้างบ้านใหม่ของเราด้วยเ้าค่ะ”
“ได้เลยเยว่เอ๋อร์”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ”
“เ้าจะขอบคุณพ่อทำไม พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณเ้าที่คิดทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว ทั้ง ๆ ที่เ้าอายุเพียงแค่สิบสองปีเท่านั้น” หวังหลินข่ายรู้สึกขอบคุณบุตรสาวของตนเองยิ่งนัก
‘อืม แต่ว่าชาติที่แล้วเค้าอายุยี่สิบแปดแล้วนะ ถึงจะไม่มีสามีก็ตาม’
“ใช่ น้องสาม เงินก็เป็เ้าที่เป็คนหามาแล้วยังเหนื่อยคิดวางแผนทุกอย่างเพื่อครอบครัวของเราอีก” หวังหนิงเฉิงมองหวังิเยว่ด้วยความชื่นชม
“ทุกคนเสียสละเพื่อข้ามามาก ข้าย่อมอยากให้ทุกคนมีความสุขเ้าค่ะอีกอย่างข้าแค่ออกความคิด แต่พวกท่านเป็คนลงมือ ข้าไม่เหนื่อยเลยเ้าค่ะ”หวังิเยว่กล่าวกับทุกคน
“น้องสามเพิ่งหายป่วย อย่าได้ลงแรงทำงานหนักให้พวกเราเป็คนลงมือทำเถิด” หวังหนิงเทียนเอ่ยด้วยความเป็ห่วง กลัวว่าน้องสาวจะหักโหมทำงานหนักจนล้มป่วยอีกถึงแม้ว่าตอนนี้ครอบครัวของเขาจะมีเงินสามารถรักษาอาการป่วยของนางได้ก็ตามแต่เขาไม่อยากเห็นน้องสาวต้องอมทุกข์นอนป่วยอยู่บนเตียง ต่างจากตอนนี้ที่นางดูสดใสร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใส
หวังิเยว่คิดในใจ ‘ไม่เห็นจะเหนื่อยตรงไหนเลยเพราะข้าคิด พวกท่านทำ ฮาฮา' แต่นางก็ยังกล่าวออกไปว่า
“ข้าสัญญาเ้าค่ะ ว่าข้าจะไม่หักโหมทำงานหนักเพราะสุขภาพสำคัญที่สุด” หวังิเยว่รับรู้ได้ถึงความรักและความห่วงใยที่คนในครอบครัวมีให้สิ่งนี้ออกมาจากใจของพวกเขา มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
“เอาล่ะแม่ว่า ทุกคนแยกย้ายกันไปนอนพรุ่งนี้มีหลายอย่างที่ต้องทำ” เหอฟางหรูเอ่ยกับทุกคน
หวังหลินข่ายไปบ้านของท่านป้าจางในวันรุ่งขึ้น โจวเจียจิ้งดีใจยิ่งนักที่หวังหลินข่ายให้เขาไปทำงานด้วยเขาจะได้มิต้องลำบากเดินเข้าไปหางานในตำบล โดยหวังหลินข่ายนัดหมายให้โจวเจียจิ้งไปพบที่บ้านในวันพรุ่งนี้ตอน่ยามเฉิน
(*ยามจื่อคือ 23.00–00.59 น. ยามโฉ่วคือ 01.00–02.59 น.
ยามอิ๋นคือ 03.00–04.59 น. ยามเหม่าคือ 05.00–06.59 น.
ยามเฉินคือ 07.00–08.59 น. ยามซื่อคือ 09.00–10.59 น.
ยามอู่คือ 11.00–12.59 น. ยามเว่ยคือ 13.00–14.59 น.
ยามเซินคือ 15.00–16.59 น. ยามโหย่วคือ 17.00–18.59 น.
ยามซวีคือ 19.00–20.59 น. ยามห้ายคือ 21.00–22.59 น*)
จากนั้นหวังหลินข่ายมุ่งตรงไปหาผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขอให้ช่วยหาคนงานที่ขยันขันแข็งและทำงานเก่งจำนวนเก้าคนพร้อมทั้งบอกว่า จะให้ค่าแรงคนงานวันละยี่สิบอีแปะเหมือนกับในตำบลผู้ใหญ่บ้านดีใจมากที่คนในหมู่บ้านจะมีงานทำจึงรีบตอบตกลงและสัญญาว่าจะหาคนที่ขยันไปทำงาน หลังจากเอ่ยลากับผู้ใหญ่บ้านแล้ว หวังหลินข่ายจึงไปติดต่อนายช่างหลวนผู้เป็ช่างฝีมือดีในหมู่บ้านนายช่างหลวนแจ้งว่า ยามเว่ยจะมาหาหวังหลินข่ายที่บ้าน
ส่วนหวังิเยว่ไปตลาดในหมู่บ้านกับหวังหนิงเฉิง นางไม่เคยเยือนตลาดแห่งนี้เคยไปแต่ตลาดในตำบล นางจึงเดินดูให้ทั่วตลาดและพบว่า ตลาดที่นี่มีขนาดเล็กกว่าในตำบลมากแต่ก็มีของที่จำเป็ครบถ้วน หวังิเยว่เลือกซื้อแป้ง เนื้อหมู ลูกชิ้นและหัวไชเท้า และแน่นอนว่าคนที่ถือของคือหวังหนิงเฉิง
‘ข้าคิด พวกท่านทำ
ข้าซื้อ พวกท่านถือเ้าค่ะ’
นายช่างหลวนมาถึงบ้านของหวังิเยว่ใน่ยามเว่ย นางจึงอธิบายแบบบ้านที่้าสร้างว่าเป็บ้านหลังใหญ่ มีเจ็ดห้องนอน โดยหกห้องนอนสร้างไว้สำหรับคนในครอบครัวและห้องนอนสำหรับแขกอีกหนึ่งห้อง มีห้องน้ำสองห้อง ห้องครัวใหญ่หนึ่งห้องห้องโถงใหญ่สามห้องสำหรับกินข้าวหนึ่งห้อง โถงนั่งเล่นหนึ่งห้องและเอาไว้ทำงานในอนาคตอีกหนึ่งห้อง
โดยที่ห้องโถงนั่งเล่นขอให้มีเตาผิงไฟเพื่อใช้ในหน้าหนาวและที่สำคัญต้องมีปล่องไฟในการระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการก่อไฟ
‘ยังไม่อยากกลายเป็หมูรมควันค่ะ!!!’
บ้านหลังใหม่จะปลูกที่ด้านข้างของบ้านหลังเก่าโดยให้สร้างกำแพงล้อมรอบที่ดินสี่หมู่ไว้ มีประตูสองข้างคือด้านหน้าติดถนนและด้านข้างที่ติดที่ดินเพาะปลูก ตัวบ้านปลูกด้วยอิฐเพราะมีความคงทนแข็งแรงนายช่างหลวนดีใจเมื่อเห็นว่าตนจะได้รับงานใหญ่ รีบคำนวณราคาแล้วบอกว่าราคาการก่อสร้างทั้งหมดคือแปดร้อยตำลึง หวังิเยว่เห็นว่าราคาเหมาะสมและยุติธรรมดีแล้วเนื่องจากอิฐมีราคาแพงจึงตอบตกลงในทันที
ทางด้านนายช่างหลวนรู้สึกแปลกใจที่เด็กหญิงผู้นี้สามารถตัดสินใจตอบตกลงเองได้ โดยไม่ต้องถามความเห็นจากผู้ใหญ่ในครอบครัวแต่เมื่อได้เห็นว่าบิดาของนางมิได้ว่ากล่าวสิ่งใดออกมาเกี่ยวกับคำกล่าวของบุตรสาวเขาจึงได้แต่เก็บความสงสัยและคำพูดไว้ในใจ
“ต้องใช้เวลาสร้างนานเท่าใดเ้าคะ” หวังิเยว่เอ่ยถามนายช่างหลวน
“ประมาณหนึ่งเดือน อีกสามวันข้าถึงจะเริ่มงานได้เพราะต้องไปซื้ออิฐและติดต่อคนงานก่อน”
“ได้เ้าค่ะ นี่คือเงินมัดจำจำนวนห้าสิบตำลึงเ้าค่ะ” หวังิเยว่ยื่นเงินค่ามัดจำไปให้นายช่างหลวนเพราะเชื่อถือชื่อเสียงที่ดีของนายช่างใหญ่ว่า จะมิคิดโกงเงินค่ามัดจำของนาง
“อืม ขอบใจมาก” นายช่างหลวนจึงเอ่ยลาเพื่อขอตัวกลับไปเตรียมงาน
มื้อเย็นของวันนี้ เหอฟางหรูได้ทำอาหารง่าย ๆ คือบะหมี่ใส่เนื้อหมูและลูกชิ้น น้ำแกงทำจากหัวไชเท้าที่หวังิเยว่ซื้อกลับมาจากตลาดใน่เช้า
ใน่ยามเหมาของวันรุ่งขึ้น หวังิเยว่ขอให้พี่ใหญ่และพี่รองของตนเองนำรถเข็นไปซื้อเนื้อหมูสองจินกระดูกหมูสองจิน หัวไชเท้าหนึ่งจิน และชามน้ำแกงสิบห้าใบ