... พสุธาเทียบเคียงนภา...
คนจรจะหยิบยืนเหมันต์จะรับแสง
กากเดนรับการปลดปล่อย
คนง่อยจะโลดเต้น คนตาบอดจะััการเบิก.. "
"เ้าคิดว่าอีกนานสักเท่าใดจนกว่าเวลาเ่าั้จะหวนกลับสำหรับข้าข้าจะจดจำทั้งสามสิ่งนี้ภายใต้หัวงความทรงจำอันเลือนลางของข้ามันคงจะเลือนหายไปพร้อมข้าและพวกท่าน"
"เฮ่อ... จะอย่างไรก็ดีควรให้ทุกสรรพสิ่งดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็ ... ..... วิบัติแก่ผู้คน่อายุไขของเวลาเหล่านี้ข้าหวังเพียงว่าพวกท่านจะสรรหาได้มาซึ่ง" มนุษย์ที่แท้จริง "
ทุกๆสิ่งที่ท่านกับข้าเรียนรู้และประสบมายังอีกไกลที่เราจะไปถึงจงฟังและจารึกมันลงไปบนแผ่นดวงใจของพวกเ้าและทุกๆชีวิต
" เมื่อบันปลายนั้นจะมาถึงต้นไม้จะไม่ผลิดอกออกผลหรืองอกเงยขึ้นอีกแต่จะเหี่ยวเฉาจนตายจงรอคอยต้นกล้าและผลใหม่จะงอกเงยและเบ่งบานขึ้นอีกครั้ง ".... มันจะกลายเป็เื่เล่ากล่าวขานและกลายเป็ตำนานจวบจนนิทานกลายเป็เทพนิยายแก่ลูกหลานทุกๆเผ่าพันธุ์สีบๆไปเป็
นิต.......
แคสเซียส... กล่าวไว้
################################################################################
..แสงแห่งรุ่งอรุณ สุริยาขึ้นเหนือเหล่าคีรีสาดแสงสีทองทอประกายทั่วแผ่นพื้น...
เหล่านกน้อยร้องดาดดื่น "จิ๊บๆ จิ๊บๆ"ท่ามกลางพงไพร ต้นไม้ใบหญ้าหลากสีสันกับหยาดน้ำค้างในยามเช้า
สะท้อนแสงวาวระยิบระยับอากาศช่างอบอุ่นตัดด้วยสายหมอกจางๆ พลางไห้ใครบางคนจำต้องสูดรับสายลมอันแช่มชื่นในยามนี้เข้าเต็มทรวงอกพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่
"เฮ่อ...อากาศในยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วงมันช่างสดชื่นจับใจจริงๆเลยแฮะ"เสียงเล็กๆเอ่ยขึ้นด้วยหน้าบาน
"จุ๊ จุ๊...เงียบๆสิ" เสียงแ่เบากำชับคนข้างๆด้วยความเคร่งขรึม ส่งผลไห้ใบหน้าที่เบ่งบานพร้อมรอยยิ้มขณะนี้ต้องหุบลงทันควัน
"นั่นไง! มาแล้ว ๆ" ตวงตาดำกลมโตจับจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตบางอย่างเบื้องหน้า พร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงแ่เบา
"เอาละ! ลอนโก้ นายคอยดูนะ" สิ้นประโยคมีดสั้นขนาดเล็กยาวราวหนึ่งคืบก็ลอยขึ้นอยู่เหนือฝ่ามือขวาของ เ้าของดวงตาดำกลมโตพร้อมกับค่อยๆลอยขึ้นสูงเหนือระดับสายตาของคนทั้งคู่
"นายจับตาดูเ้านกนั่นไว้ไห้ดีลอนโก้..เอาละนะ!"
"นี่!! ลอยด์แกจะพาน้องมาทานมื้อเช้าหรือแกอยากเลี้ยงหมูตลอดสัปดาห์ !! "เสียงอันทรงพลังดังก้องกังวานไปเป็บริเวณกว้างด้วยโทสะ ทำไห้คนได้ยินถึงกับออกสีหน้าเซ็งๆพร้อมกับความกลัวก่อนจะค่อยๆรวบรวมความกล้าตอบกลับ
"ครับๆ รู้แล้วๆ"คนถูกเรียกรีบคว้ามีดสั้นตรงหน้ามาพร้อมบ่นพึมพำขึ้น
"แม่ใหญ่นะ แม่ใหญ่ ทำเอานกกระเจิงหมดเลยปัดโธ่!" เสียงตัดพ้อด้วยความผิดหวังพร้อมกันนั้นก็ค่อยๆปีนลงจากต้นไม้ใหญ่
"นี่ ลอยด์ พี่ไม่เห็นต้องใช้เวทย์เลยพี่แค่ทำเหมือนทุกครั้งก็ได้นี่นา"ผู้เป็น้องเอ่ยขึ้นขณะค่อยๆปีนลงตามผู้เป็พี่
"ลอนโก้ นายยังใช้เวทย์มนต์ไม่ได้นายเลยไม่รู้สินะว่ามันเจ๋งแค่ไหน ฮ่าๆ"
"โอ๊ยๆ!! จ จ จ เจ็บ!"เสียงหัวเราะกลายเป็เสียงร้องด้วยความเ็ปทันควัน เมื่อเท้าก้าวลงยังพื้น
"นี่แกพาน้องขึ้นไปอีกแล้วนะบอกตั้งกี่หนว่ามันอันตราย"เสียงอันห้าวหาญพร้อมกับฝ่ามืออันใหญ่เทียบเท่าราวกับกับศรีษะของเด็กหนุ่มตรงหน้าพุ่งตรงเข้าไปบิดหูของผู้เป็พี่
"ข ข ขอโทษครับ!!"
พร้อมกันนั้น สายตาของแม่ใหญ่ก็จ้องเขม็งไปยังผู้เป็น้องขณะเดียวกันเ้าตัวรีบก้มหน้าวิ่งบึ่งออกไปด้วยความไวเหลือทิ้งไว้แต่ผู้เป็พี่รับชะตากรรม
"ล..ล..ลอนโก้!"
ณ โรงอาหาร
"เอาละ ทุกคนรับประทานได้" เสียงจากหญิงวัยกลางคนเปล่งออกไปทั่วห้องรับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยเหล่าเด็กๆทั้งชายและหญิงร่วมสี่สิบถึงห้าสิบชีวิตซึ่งขณะนี้ดวงตาเล็กๆทุกคู่ก็ต่างพากันจับจ้องไปยังมื้อเช้าตรงหน้า
ขนมปังก้อนสีเหลืองหอมที่เพิ่งออกจากเตาร้อนๆพร้อมซุปเห็ดและเนื้อไก่ทอด ที่ส่งกลิ่นตลบอบอวนไปทั่วโรงครัวชวนไห้เด็กๆอดใจไม่ได้
"ขอขอบพระคุณแม่ใหญ่ แม่รองและทุกๆท่านที่มีส่วนในการจัดเตรียมอาหารนะครับ/ค่ะ"
สิ้นเสียงอนุญาติเด็กๆทุกคนต่างเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่นอย่างเป็ธรรมชาติ
ก่อนที่ทุกคนจะก้มหน้าก้มตาทานด้วยความเอร็ดอร่อย
"ลอยด์!!ทานมื้อเช้าเสร็จรีบไปพบแม่ที่ห้องนั่งเล่นโดยด่วน"คำสั่งดังกระหึ่มไปทั่วห้องอาหารทำไห้เหล่าเด็กๆต่างพากันชงักจ้องไปยังเ้าของเสียงซึ่งร่างใหญ่ท้วมยืนอยู่ปากประตูทางเข้าของห้องอาหาร
"ครับๆ..รู้แล้วๆ"เด็กหนุ่มตอบรับด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายราวกับไม่ได้ยินคำสั่งดังกล่าวขณะที่ผู้เป็แม่ค่อยๆเดินจากไป
"ลอยด์ พี่ต้องโดนแม่ใหญ่ดุเป็แน่เลย"เสียงเล็กๆของผู้เป็น้องซึ่งอยู่ข้างๆพูดขึ้นด้วยสีหน้ากังวลและเป็ห่วงผู้เป็พี่
"ไม่หรอกน่า..ฉันรู้ว่ามันเื่อะไร"ผู้เป็พี่ตอบกลับขณะที่อาหารเต็มปาก
"รีบทานเหอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นซะหมด"
"อะฮะ" ผู้เป็น้องตอบพร้อมก้มหน้าทานต่อไป
"แบบนี้เขาเรียกเลี้ยงไม่เชื่อง"เสียงหนึ่งพูดดังขึ้นอย่างลอยๆจากโต๊ะตรงข้ามทว่าเ้าตัวรู้ทันทีว่านี่คือการพูดเสียดสีตนเองขณะที่เด็กๆคนอื่นๆค่อยขยับตัวออกห่างจากสองโต๊ะดังกล่าวราวกับรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นทว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ทันถูกเคลีย ขณะที่เด็กๆกำลังขยับออกนั้น
"โครม!!" เสียงอึกทึกครึกโครมดั่งสนั่นอาหารกระจัดกระจายนองพื้นห้องอาหาร ขณะนี้สองร่างติดอยู่กับพื้น
ร่างหนึ่งนอนหงายพร้อมดิ้นรนตะเกียกตะกายอันเนื่องจากอีกร่างกำลังคล่อมตนเองอยู่
"โอ้!ทอมเพื่อนสงสัยนายคงอยากนอนทานซุปร้อนๆอยู่ในห้องพยาบาลตลอดสัปดาห์สิท่า"เ้าของร่างที่
คล่อมอีกร่างหนึ่งเอ่ยขึ้นแบบกวนๆพร้อมกับมือขวาที่ค่อยๆเอื้อมไปหยิบชามใส่ซุปอุ่นๆจากบนโต๊ะที่อยู่เหนือศรีษะทางด้านหลังก่อนจะยกขึ้นคว่ำใส่ใบหน้าของร่างที่นอนหงายอยู่ทันที
"อ๊าาาก!!!..เ้าหมาบ้า"เสียงร้องด้วยความเ็ปพร้อมด่าทอ พร้อมกันนั้นมือทั้งสองก็กุมใบหน้าด้วยความเ็ปที่ขณะนี้เต็มไปด้วยน้ำซุปขาวข้น
"โอ๊ะโอ..สงสัยอยากได้อีกชาม"ร่างขณะนี้ซึ่งขึ้นคล่อมอยู่เอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยันพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบซุปอีกชามบนโต๊ะทันที
"ลอยด์!! พอทีเถอะ ขอร้องละ"เสียงเล็กๆจากผู้เป็น้องพูดขึ้นด้วยสีหน้าตึงเครียด ทว่าเสียงขอร้องดังกล่าวกลับไร้ประโยชน์กับสถานการณ์ที่บานปลายณ ขณะนี้
"ฟึป!!" บางสิ่งแหวกผ่านอากาศพุ่งตรงไปยังมือขวาของเด็กหนุ่มซึ่งถือชามซุปอยู่ก่อนค่อยๆพันเป็เกลียวบริเวณข้อมือพร้อมกับกระชากกลับส่งผลไห้เด็กหนุ่มตัวลอยขึ้นเป็แนวโค้ง
"โอ๊ย เจ็บๆๆ" เด็กหนุ่มอุทานขึ้นขณะที่ตัวลอยอยู่พร้อมกับซุปที่กระจัดกระจายมือซ้ายหนึ่งจับเข้าไปที่ลำคอของเด็กหนุ่มพร้อมกับกดลงกับพื้นทีนที
"ลอยด์นะลอยด์!!เมื่อไหร่แกมันจะอยู่ในกฏในเกณฑ์กับคนอื่นๆเค้าบ้าง"เสียงด่าทอด้วยความสิ้นหวังจากผู้เป็ทั้งแม่และผู้ดูแลเด็กๆ พร้อมกับค่อยๆคลายแส้ออกจากมือของเด็กหนุ่ม
"พวกเธอรีบพาเพื่อนไปยังห้องปฐมพยาบาลเดี๋ยวนี้"เด็กหนุ่มที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่สองสามคนก็รีบรุดมาประคองเพื่อนที่นอนอยู่กับพื้นร้องด้วยความเ็ปออกไปดูอาการทันที
"เชอะ!! มันน่าจะโดนมากกว่านี้จะได้หุบปากเน่าๆนั่นบ้าง"เด็กหนุ่มซึ่งนั่งกดอีกคนอยู่กับพื้นพูดขึ้นด้วยเสียงผิดหวัง
"พอทีลอยด์!!นี่แกอายุปูนนี้แล้วยังจะคิดทำตัวเหมือนเด็กๆไปได้"ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าและแววตาดุดัน
"ลุกขึ้น! ตามไปพบแม่เดี๋ยวนี้!!"คำสั่งจากผู้เป็แม่ดังขึ้นพร้อมกับผละมืออกจากร่างเด็กหนุ่มซึ่งแนบกับพื้นในลักษณะนอนคว่ำหน้าอยู่ขณะนี้และเดินจากไปพร้อมแส้ที่อยู่ในมือด้วยคิ้วขมวดเด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นสำรวจตนเองพร้อมมือทั้งสองคอยปัดสิ่งสกปรกและฝุ่นจากตัวก่อนจะหันควับ!ไปทางกลุ่มเด็กชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันพร้อมกับแววตาสาดประกายอำมหิตราวกับจ้องเอาชีวิตทำไห้กลุ่มเด็กหนุ่มดังกล่าวถึงกับสะดุ้งเฮือกพร้อมกันนั้นต่างพากันหลบสาตาจากเด็กหนุ่มดังกล่าวด้วยความเกรงกลัว
"พวกแกลองแตะลอนโก้ดูสิจะได้รู้ว่านรกมีจริง" เด็กหนุ่มพูดขึ้นด้วยแววตาอำมหิตราวจะเอาชีวิตพร้อมกับเดินออกจากห้องอาหารไปทันที
"ล..ล..ลอยด์…. เฮ่อ."ผู้เป็น้องเอ่ยตามหลังด้วยความเป็ห่วงผู้เป็พี่
.............................................................................................................................................................................................
“ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น!!” เสียงตะคอกดังไปทั่วห้องนั่งเล่นส่งผลไห้คู่สนทนาซึ่งนั่งตรงข้ามต้องรีบพูดขึ้นด้วยน้ำโหอันดังโต้
“ลอยด์ ! แกจะทำตัวแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ”ก่อนจะค่อยๆลดเสียงลง
“แกต้องไปเพื่อตัวแกเอง”
“ก็มันน่าเบื่อจะตายไป..ต้องคอยอยู่แต่ในกฎเกณฑ์บ้างละ กฎระเบียบบ้างละลำพังที่นี่ก็น่าเบื่อจะแย่อยู่แล้วไอเื่พรรคนั้น”เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับสีหน้าบึ้งตึง
“แม่รู้ว่าแกเป็ห่วงน้องใช่มั้ยล่ะ”
“เชอะ! ก็แล้วไงละครับ” เด็กหนุ่มตอบด้วยสีหน้ากวนๆ
“งั้นแกก็ไปเพื่อลอนโก้..ไม่ใช่เพื่อแกแล้วกัน” เมื่อผู้เป็แม่เอ่ยชื่อผู้เป็น้องเด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนท่าทีการสนทนาพร้อมแววตาที่สงสัยขึ้นมาทันควัน
“ก็แล้วแต่แกแล้วกันถ้าแกไม่ไปแม่ก็ไม่รู้จะห้ามอย่างไรได้ แม่แค่อยากจะบอกแกว่าถ้าแกทำได้แกจะเปรียบเสมือนเส้นทางที่สร้างขึ้นเพื่อตัวน้องเอง” ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เฮ่อ..แกก็น่าจะเก็บไปไตร่ตรองดูนะ”
“เดี๋ยวๆ! แม่ใหญ่จะบอกว่าผมสามารถทำไห้น้องได้อย่างนั้นเหรอ?”เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“แม่จะไม่บอกสิ่งใดไห้แกมากเกินกว่าที่แม่รับรู้”ผู้เป็แม่พูดขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบบางอย่างจากโต๊ะทำงานทางด้านขวามือของตน ก่อนจะวางมันไว้บนโต๊ะซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองพร้อมเอ่ยขึ้น
“การเข้าศึกษาและความสามรถของแกจะนำพาซึ่งชีวิตที่แกปรารถนามายังแกและชีวิตของน้องเอง แกไม่จำเป็ต้องทำเพื่อแม่รึที่แห่งนี้หรอก”ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นพร้อมจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยั์ตาที่เอ่อล้นด้วยความรักใคร่เอ็นดูก่อนจะพูดขึ้นต่อ
“แกมักจะถามแม่อยู่เสมอๆั้แ่แกยังแบเบาะว่าสิ่งใดอยู่นอกกำแพงไม่ใช่หรือ” ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นก่อนจะหยุดเสียงลงพร้อมยกแก้วซึ่งบรรจุน้ำครึ่งแก้วตรงหน้าขึ้นมาจิบเล็กน้อยและพูดต่อ
“แล้วเพราะเหตุใด แกจึงไม่ไปค้นหาคำตอบด้วยตัวแกเองล่ะ” ประโยคดังกล่าวของผู้เป็แม่ทำไห้เด็กหนุ่มที่ได้รับฟังถึงกับตลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาบาง
“ผมมีเวลาในการเตรียมตัวมากน้อยแค่ไหนครับ”
“เพียงคืนนี้เท่านั้น..แม่พยายามที่จะบอกแกมานานแต่แม่รู้ว่าแกต้องปฏิเสธเป็แน่ ไม่ว่าจะบอกตอนไหนคงไม่ต่างกัน”ผู้เป็แม่พูดขึ้นพร้อมชี้ไปยังสิ่งของบนโต๊ะ
“นั่นคือม้วนเอกสารจากวิทยาลัยโทเปีย รับมันไปถ้าตัดสินใจได้ก็เซ็นชื่อลงในเอกสารดังกล่าวซะพรุ่งนี้ก่อนมื้อเช้าแกต้องไห้คำตอบแม่”
“ไว้ตรงนั้นแหละ..ผมขอตัวไปทำงานต่อหละ”เด็กหนุ่มพูดพร้อมลุกขึ้นยืน และหันหลังเดินออกจากห้องสนทนาดังกล่าวในทันทีทิ้งไว้เหลือแต่ผู้เป็แม่ภายในห้องด้วยความเงียบ
“เฮ่อ…ฉันควรจะทำอย่างไรกับแกดี รอยด์….” ผู้เป็แม่เอ่ยทิ้งท้ายด้วยความสิ้นหวัง
..............................................................................................................................................................................................
“ลอนโก้! ลอนโก้ นี่ๆไปฝึกกับฉัน”ผู้เป็พี่ะโเรียกชื่อและชวนผู้เป็น้องแต่ไกล พร้อมเดินมาใกล้ผู้เป็น้อง
“เดี๋ยวสิๆ แม่ใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง?” ผู้เป็น้องเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“เอาน่าๆ ช่างมันเหอะอย่าสนเลย รีบไปเร็ว”ผู้เป็พี่พูดเร่งผู้เป็น้อง
“ไม่ได้ๆผมต้องไห้อาหารไก่แล้วต่อด้วยรดน้ำผักก่อนนะครับ”
“เฮ่อ…ก็ได้ๆ มาฉันช่วยนายเอง” ผู้เป็พี่เอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้าไปแย่งถาดอาหารสำหรับฝูงไก่จากผู้เป็น้องทันที
“ว่าแต่พี่ไม่โดนแม่ใหญ่สั่งเลี้ยงหมูรึไง”
“โธ่!..อย่างแม่ใหญ่เรอะจะสั่งฉันได้..ไห้ตายก็ไม่เอาด้วยหรอก” สิ้นเสียงเด็กหนุ่มก็วิ่งบึ่งไปยังฝูงไก่ตรงหน้าพร้อมโปรยอาหารจากถาดไห้ไก่ตัวเล็กตัวน้อยนับสิบๆตัว
หลังมื้อเช้าเด็กๆต่างพากันออกมาทำงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบซึ่งได้รับมอบหมายมีั้แ่ปลูกผัก รดน้ำผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่กระทั่งทำความสะอาดบ้านเรือนและอื่นๆอีกมากมายเด็กๆต่างพากันทำด้วยความกระตือรือล้นอย่างแข็งขัน สถานที่แห่งนี้เป็ที่พักพิงและที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเด็กๆเหล่านี้ซึ่งกำพร้า ที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนบ้านของเด็กๆทุกคนโดยมีผู้รับผิดชอบดูแลและรับเลี้ยงเด็กๆเหล่านี้โดยได้รับการสนับสนุนจากทางการและทางราชอาณาจักรสถานที่ดังกล่าวจึงเป็เฉกเช่นที่ซึ่งมอบชีวิตใหม่ไห้กับเด็กๆทุกคน
“ลอยด์น่ะลอยด์…การตัดสินใจของแกจะเป็ตัวกำหนดอนาคตของแกต่อจากนี้ไป”เสียงของผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นเบาๆพร้อมสายตาที่ทอดผ่านบานหน้าต่างเล็กๆภายในบ้านพักไปยังเด็กหนุ่มซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยฝูงไก่
...โอ หากท่านเฝ้ามองลูกหลานของท่านอยู่ ได้โปรดช่วยไห้เด็กคนนี้ก้าวข้ามขีดความสามารถของตนเองด้วยเถิดเ้าค่ะ…
…นับหลายพันปีซึ่งล่วงเลยและพ้นผ่านมาเนิ่นนาน สิ่งมีชีวิตนาๆ มนุษย์อสูร ภูติ ั์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆน้อยๆต่างๆ ต่างอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสงบสุข แต่ละชีวิตกำเนิดขึ้นพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าเวทย์มนต์เฉกเช่นพญาอินทรีซึ่งมาพร้อมกับปีกทั้งสองยามใดเมื่อมันกระพือโอ้ช่างสง่างามและสูงเด่นอยู่เหนือหมู่เมฆทว่าน่าเสียดายเวทย์มนต์มิได้ถูกนำมาใช้อย่างที่มันควรจะเป็อันเนื่องมาจากอุดมการณ์ความคิด วัฒนธรรม และสังคมที่แตกต่างก่อไห้เกิดความบาดหมางก่อนจะบานปลายนำไปสู่าที่ไม่รู้จบเพียงเพราะเพื่อแสดงขีดความสามรถของเผ่าพันธุ์ตนเองต่อเผ่าพันธุ์อื่นๆอย่างเห็นแก่ตัวชนชาติหนึ่งกดขี่อีกชนชาติเพียงเพราะความแตกต่างทางกายภาพ ผืนแผ่นดินซึ่งเคยเป็หนึ่งเดียวถูกแบ่งแยกโดยาและโศกอนาถตกรรมข้ามกาลเวลา ปีแล้วปีเล่า แต่ละเผ่าพันธุ์ต้องสังเวยชีวิตของตนเองมากมายจนนับไม่ถ้วนแผ่นดินถูกฉาบด้วยเืและเสียงคร่ำครวญของประชากรเด็กๆและสิ่งมีชีวิตเล็กๆน้อยๆเติบโตท่ามกลางสภาวะาและความขัดแย้งโดยมิอาจหลีกเลี่ยงบ้างมิอาจลืมตาขึ้นมาเชยชมความงามของโลกที่หลงเหลือกลับต้องสังเวยชีวิตลงไปกับพิษของาที่ตนมิได้ก่อ เด็กๆซึ่งอยู่รอดจึงถูกปลูกฝังทางความคิดและการดำเนินชีวิตอย่างเผด็จการเพื่อต่อกรกับเผ่าพันธุ์อื่นๆโดยมิอาจรับรู้สาเหตุอันเที่ยงแท้าที่ดำเนินมาอย่างเนิ่นนานและมิอาจรู้ปลายทางแห่งสงรามนั้นก็ได้ก่อไห้เกิดสิ่งที่ผู้คนและแต่ละเผ่าพันธุ์มิอาจคาดคิดและเกินกำลังความเข้าใจ
ในค่ำคืนหนึ่งซึ่งแสนธรรมดาดำเนินไปอย่างปกติในภาวะาได้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงท่ามกลางแต่ละเผ่าพันธุ์ เมื่อผู้นำสูงสุดของตนสิ้นชีวิตลงโดยมิทราบสาเหตุพร้อมๆกันในภาวะเช่นนี้เมื่อประชาชนรับรู้ถึงกับเกิดความระสับระส่ายภายในเผ่าพันธุ์เมื่อสิ่งที่ประชาชนต่างยกย่องเชิดชูเป็ดังวีระบุรุษเทพแห่งาที่คอยปกป้องบ้านเมืองได้จากไป าได้ยุติติลงพร้อมๆกันโดยสนธิสัญญาสงบศึกจากตัวแทนแต่ละเผ่าพันธุ์นับแต่นั้นมาแต่ละเผ่าพันธุ์จึงแยกตัวออกห่างจากกันเป็เอกเทศน์และแบ่งเขตการเผ่าพันธุ์ละผืนทวีปอันไกลโพ้น วันเวลาได้เดินทางมาอย่างเนิ่นนาน นานจวบจนแต่ละเผ่าพันธุ์แทบจะลืมเลือนกันและกันไปเสียแล้ว
###############################################################################
“นี่ ลอนโก้ฉันมีความลับจะบอกนายด้วยละ”ผู้เป็พี่เอ่ยขึ้นด้วยั์ตาสีดำประกายระยับแฝงเล่ห์กล
“ว่าไงนะ!” ผู้เป็น้องเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยคิ้วขมวด
“ฮ่าๆ…”
“นี่..บอกกันด้วยสิ”เสียงเล็กๆของผู้เป็น้องออดอ้อนด้วยความใคร่รู้
“ไม่ได้ๆ นายต้องมาฝึกกับฉันไห้เสร็จก่อน ฮ่าๆ” ผู้เป็พี่พูดขึ้นพร้อมกับวิ่งนำผู้เป็น้องออกไป
“ร ร รอด้วย!”
“อย่างแรก นายต้องวิ่งไล่ฉันไห้ทันก่อน ฮ่าๆ”
“ขี้โกงนี่นา”เสียงะโตามหลังพร้อมกับก้มหน้าวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อไล่ตามคนอยู่เบื้องหน้า
ทั้งสองต่างวิ่งไล่ตามกันไปจนกระทั่งถึงสนามหญ้าโล่งแจ้งซึ่งรายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ขณะนี้สนามโล่งแจ้งดังกล่าวคับคลั่งไปด้วยเด็กๆมากมายทุกคนต่างกระตือรือร้นกับสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างเคร่งเครียดบ้างลอยตัวอยู่เหนือผืนดิน บ้างเสกประกายไฟออกจากมือบ้างแกว่งดาบไปมาอย่างคล่องแคล่ว และยังมีศาสตร์อื่นๆอีกมากมายอย่างคึกคัก
“ ฮ่า ๆๆ “ เสียงหัวเราะแหลมๆดังขึ้นด้วยความดีใจ
“ผมชนะอีกแล้วนะพี่”
“เฮ่อ..นายนี่มันไวจริงๆแฮะ ฮ่าๆๆ”ผู้เป็พี่ซึ่งมาถึงจุดหมายทีหลังตอบกลับด้วยความสุขพร้อมรอยยิ้ม
“แหงหละเพราะวิ่งอยู่อย่างเดียวนี่แหละที่ผมชนะพี่ได้” ผู้เป็น้องตอบด้วยรอยยิ้มเล็กพร้อมเขินอาย
“เอาละๆ มาฝึกกันดีกว่านายหนะถึงไหนแล้วที่ฉันสอนไป”
“เอ่อ..ไม่ได้ทบทวนเลยครับ…” ผู้เป็น้องตอบพร้อมกับมือที่เกาหัว แก็กๆ!
“นายนี่มัน! ….โธ่….” ผู้เป็พี่ผิดหวังเล็กน้อยพร้อมพูดขึ้น
“นายต้องตั้งใจสิลอนโก้ ไม่งั้นมีหวังนายโดนเ้าพวกนั้นแกล้งประจำแน่”
..เอาละๆ มาฝึกกันดีกว่า..
ผู้เป็พี่และผู้เป็น้องทั้งสองพากันฝึกซ้อมอย่างใจจดใจจ่อั้แ่การต่อสู้พื้นฐาน การใช้อาวุธ ไปจนถึงการใช้เวทมนต์ตลอดหลายชั่วโมงด้วยกัน เด็กๆในศูนย์รับเลี้ยงทุกคนต่างพากันฝึกฝนด้านความสมารถและความถนัดทางด้านเวทมนต์ของตนเอง เป้าหมายสูงสุดของการฝึกคือการเป็ทหารเวทต์ จอมเวทต์และอื่นๆที่สามรถสร้างชื่อไห้กับตนเองได้ด้วยเหตุนี้เด็กๆจะได้รับชั่วโมงการฝึกฝนมากเป็พิเศษการสร้างชื่อไห้กับตนเองนั้นยังส่งผลดีต่อสถานรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้ด้วย ยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่าไหร่สถานที่รับเลี้ยงที่ตนเติบโตมาก็ได้รับการดูแลจากทางราชอาณาจักรมากเท่านั้นซึ่งถือว่าสถานที่รับเลี้ยงดังกล่าวสร้างชื่อเสียงไห้อาณาจักรนั่นเองดังนั้นเด็กๆเหล่านี้จึงมีความกระตือรือร้นต่อการฝึกฝนตนเองเป็อย่างยิ่ง
“เฮ่อ…เหนื่อยจังแฮะ”ผู้เป็พี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนหงายกับผืนหญ้าไต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมกับผู้เป็น้อง
“รอยค์ พี่เนี่ย..เก่งจังเลยแฮะ..ทั้งเวทย์ การใช้อาวุธ การต่อสู้ สุดๆไปเลยละ”ผู้เป็น้องเอ่ยชมคนข้างๆด้วยรอยยิ้มพร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปยังบนท้องฟ้า พร้อมพูดขึ้นต่อ
“ผมว่าพี่คงไปได้ดีแน่ถ้าเป็ที่ โทเปีย”สิ้นประโยคดังกล่าวทำไห้ผู้เป็พี่รีบหัน ควับ! มาทางเ้าของเสียง พร้อมกับลุกขึ้นนั่งทันที
“นี่ นายรู้เื่โทเปียั้แ่เมื่อไหร่กัน!” สีหน้าจริงจังคิ้วขมวดพร้อมดวงตาดำกลมโตจับจ้องมายังผู้เป็น้องอย่าประหลาดใจ
“รู้ก่อนพี่เป็สัปดาห์แล้วละ…ฮ่าๆ”
“โธ่..อุตส่าห์จะเซอไพรซ์สักหน่อย”ผู้เป็พี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนต่อ ด้วยสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
“เอาน่า…จะช้ารึเร็วผมก็ต้องรู้ทั้งนั้นไม่เห็นจะต่างกันเลยนี่ครับ” ผู้เป็น้องเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันมายังคนข้างๆด้วยแววตาทอประกายราวกับมีบางสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมเอ่ยขึ้นทันที
“ว่าแต่พี่เถอะ เตรียมตัวรึยังละครับ”
“เฮ่อ..”เสียงถอนหายใจลากยาวพร้อมกับั์ดำจับจ้องไปยังหมู่เมฆบนท้องฟ้าราวกับกำลังเรียบเรียงเื่ราวบางเื่พร้อมเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ลอนโก้…นายจำได้รึเปล่าสำหรับวันแรกที่นายมายังที่นี่”
“ไม่รู้สิครับ…ตอนนั้นผมคงทารกอยู่แน่เลยครับ ฮ่าๆ”เสียงเล็กๆเอ่ยขึ้นพร้อมขำเล็กน้อย
“ก็จริงของนายละนะ”
“ว่าแต่พี่เหอะ สีหน้าดูไม่ดีเลยนะกับการได้ไปยังโทเปียเนี่ย”
“ไม่รู้สิ บางทีฉันอาจเคยชินกับที่นี่มากกว่าการที่ต้องจากไปอะนะ”
“แล้วพี่วางเป้าหมายไว้อย่างไรบ้างละครับสำหรับตัวของพี่เองต่อจากนี้”
“ฮ่าๆๆ..ถามบ้าๆน่า ฉันไม่เคยมีเป้าหมายอยู่แล้วเดินหน้าแล้วลุย นี่แหละฉัน”
“ฮ่าๆๆ นั่นสิ สำหรับพี่ก็คงต้องอย่างงั้น” เสียงหัวเราะของทั้งสองดังขึ้นพร้อมๆกันด้วยความเริงร่า
“แต่สำหรับนาย ลอนโก้ สัญญากับฉันสิว่านายจะตั้งใจฝึกฝนและมาพบฉันที่โทเปีย” ผู้เป็พี่เอ่ยขึ้นด้วยแววตาเคร่งขรึมจริงจัง
“เอ่อ..ผมสัญญาครับ แต่ขึ้นอยู่กับแม่ใหญ่นะครับไม่ใช่ตัวผมเลือกเอง”
“เพราะแบบนี้ไงเล่า ฉันถึงอยากไห้นายตั้งใจไห้มากๆ อย่ามัวแต่อ่านตำราน่าเบื่อหมกตัวคนเดียวอย่างที่นายเคยเป็มาโดยตลอด เข้าใจมั้ย”
“ครับๆ” ผู้เป็น้องตอบอย่างสุภาพ
“เราจะเป็พี่น้องกันตลอดไปลอนโก้….”ผู้เป็พี่เอ่ยขึ้นเบาๆพร้อมกับค่อยๆหลับตาทั้งสองลงก่อนจะค่อยๆนึกย้อนถึงทุกสิ่งที่ผ่านมาสำหรับตนเองพร้อมกันนั้นก็เผยรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากราวกับว่าพึงพอใจกับบางสิ่งที่ตนกำลังนึกคิดอยู่ภายไต้ห้วงความทรงจำของตนเอง
..............................................................................................................................................................................................
ณหอคอยล่องนภา แห่งอาณาจักรอมารา
“กราบเรียนท่านเชนาสมีสารจากอาณาจักรโบมาถึงท่านขอรับ” เสียงรายงานของบุรุษภายนอกกระท่อมไม้ส่งไปยังนามที่เอ่ยภายในตัวกระท่อม
“เข้ามาสิ” เสียงอณุญาติแหบกร้านของผู้ที่อยู่ภายในกระท่อมเอ่ยขึ้นก่อนประตูไม้จะค่อยๆถูกผลักออกเผยไห้เห็นชายชราซึ่งขณะนี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พร้อมกับตรงหน้าคือโต๊ะทำงานซึ่งโต๊ะทำงานดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยหนังสือม้วนมากมายก่ายกองวางทับซ้อนกันอยู่แต่ทว่ากลับเป็ระเบียบเรียบร้อยยิ่งนักเปรียบราวชีวิตที่เต็มไปด้วยเื่ราวอุปสรรคแต่กลับถูกจัดแจงอย่างแยบยลและรอบคอบพร้อมกันนั้นผู้มาเยือนค่อยๆก้าวเข้าใกล้ชายชราด้วยความระมัดระวังก่อนจะหยุดลงห่างราวหนึ่ง่แขนก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยพร้อมกับค่อยๆยื่นเอกสารม้วนบนมือไห้กับชายชราตรงหน้า
“นี่ขอรับ สารจากอาณาจักรโบ”
“ขอบใจเ้ามาก”ชายชรารับสารดังกล่าวมาพร้อมกับค่อยๆแกะมันออกเพื่ออ่านใจความภายในชายชรากวาดสายตาไปมาอย่างรวดเร็วบนสารดังกล่าวก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆด้วยั์ตาที่แฝงนัยยะ
“นับแต่วันนี้จวบจนครบห้าวัน เ้าช่วยเรียกอาซาเอล มาพบกับข้าในเวลานี้ที”
“ขอรับ”