ยามเช้าถนนหนทางในเมืองสือเฉิงมีผู้คนมากมายหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“คุณหนูเยี่ยจื่อจินมาแล้ว”
ผู้คนตรงนั้นเริ่มวุ่นวายสายตาของทุกคนที่ถนนตรงนั้นต่างจับจ้องไปที่ด้านหน้ามีเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวสิบกว่าคน เดินมาจากทางนั้นวัยรุ่นทุกคนเดินห้อมล้อมเด็กสาวที่อยู่ตรงกลาง
หญิงสาวคนนั้นย่างกรายอย่างเรียบร้อยท่าทางอรชรอ้อนแอ้น แววตาสุกใสเป็นประกาย ใบหน้าเรียวสวยหวานละมุนผิวขาวดั่งหยกขาวงาม มีกลิ่นกายหอมอ่อนๆการปรากฏตัวของนางทำให้บริเวณนั้นดูสดชื่นขึ้นมาในทันใด ตลอดเส้นทางที่เดินมาหนุ่มๆ ที่พบเห็นต่างมองตามตาไม่กะพริบ รอบๆ นางที่จริงก็มีสาวงามอยู่ทว่าถูกความงามที่เจิดจรัสของนางบดบังไป
รอบๆเด็กสาวตรงนั้น มีชายหนุ่มท่าทางดูดีหลายคนเดินติดสอยห้อยตามกระตือรือร้นเข้าหาไปคุยกับนางเป็นระยะๆ
“เยี่ยจื่อจิน”
ตู้เซ่าฝู่คิ้วขมวดเล็กน้อยเขาคิดไม่ถึงว่าจะพบนางที่นี่ ในใจคิดอยากจะรีบพลิกตัวหลบหน้าหนีไป
“เซ่าฝู่”
ทว่าตู้เซ่าฝู่ตัดสินใจช้าไปเยี่ยจื่อจินเห็นตู้เซ่าฝู่ก่อนแล้ว นางก้าวเข้ามาหาท่าทางการเดินของนางดูสวยงามสง่าพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ดึงดูดสายตาทุกคนบริเวณนั้นได้สุดท้ายนางก็มาหยุดยืนที่ด้านหน้าตู้เซ่าฝู่
“คุณหนูเยี่ย”
เมื่อมองดูใบหน้าของหญิงสาวที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตู้เซ่าฝู่ก็แอบคิดเองในใจว่า หากนางโตไปกว่านี้อีกสักหน่อยก็น่าจะงามราวกับเทพธิดามาจุติความงามของนางทำให้บุรุษที่มีความคิดมีจิตใจทุกคนยากจะหักห้ามใจเหลือเกิน
เยี่ยจื่อจินมีริมฝีปากจิ้มลิ้มสีแดงก่ำน่าจุมพิต ริมฝีปากอันน่าหลงใหลนี้เริ่มขยับ นางกล่าวกับตู้เซ่าฝู่ว่า “เซ่าฝู่เจ้าจำว่าข้าชื่อจื่อจินได้ก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเราจะเหมือนคนแปลกหน้ากัน”
“เอ่อ...” ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้ว
“ทำไม หรือว่าเจ้าไม่ชอบข้าหรือ” เยี่ยจื่อจินมองตู้เซ่าฝู่รอยยิ้มที่นางส่งมาให้ตู้เซ่าฝู่ทำให้ผู้คนรอบๆ ต่างรู้สึกอิจฉาริษยานางกล่าวต่อว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ตามนี้ต่อไปเจ้าห้ามเกรงใจกับข้าอีกแล้ว แล้วก็ เมื่อวานเจ้าบอกไม่ว่างในเมื่อวันนี้ได้มาเจอกันแล้ว ก็ควรมาเดินเล่นกับข้าชดเชยเมื่อวานสิ”
“น้องจื่อจิน เขาคือใคร?”
“พี่จื่อจิน พ่อหนุ่มรูปงามคนนี้มาจากที่ไหนหรือ?”
หญิงสาวที่ท่าทางดูไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาๆจากกลุ่มที่เดินทางมาพร้อมกับเยี่ยจื่อจินต่างก็เดินเข้ามาหาแววตาของทุกคนต่างมองตู้เซ่าฝู่ด้วยความสงสัยตู้เซ่าฝู่สวมชุดดูผู้ดีสีม่วงทำให้บุคลิกของเขาดูสง่า และผอมเพรียวใบหน้าของเขาคมเข้มหล่อเหลา สำหรับหญิงสาวหลายคน เขาคือชายหนุ่มที่มีเสน่ห์มากๆคนหนึ่ง
“ข้าขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักท่านผู้นี้คือคุณชายน้อยตู้เซ่าฝู่จากบ้านสกุลตู้เขาเคยช่วยชีวิตข้าเมื่อครั้นที่ข้ากับกลุ่มหลงทางอยู่ในเทือกเขาอสุรกายเขาถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของข้า”
เยี่ยจื่อจินพูดอย่างดีใจไม่รู้ว่าจงใจหรือว่าเพราะสัญชาตญาณ นางเข้าไปยืนใกล้ชิดตู้เซ่าฝู่ราวกับเป็นการสื่อโดยนัยกับหญิงสาวทุกคนว่า เขาคือของฉัน พวกเจ้าห้ามมายุ่ง
“ตู้เซ่าฝู่จากบ้านสกุลตู้”
เมื่อได้ยินแววตาของหลายคนก็เริ่มเปลี่ยนไป ตู้เซ่าฝู่เป็นชื่อที่ทุกคนในเมืองสือเฉิงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินผ่านหูโดยเฉพาะช่วงนี้มีข่าวลือเรื่องวีรกรรมของเขามากมายมิหนำซ้ำเมื่อวานเจ้าเมืองก็เดินทางไปเยี่ยมเยียนบ้านสกุลตู้เพื่อขอบคุณตู้เซ่าฝู่ด้วยตัวเองด้วยจึงทำให้เกิดกระแสเรื่องความไม่ธรรมดาของเขาในเมืองสือเฉิงแพร่กระจายไปทั่ว
“ที่แท้เขาก็คือตู้เซ่าฝู่จากบ้านสกุลตู้นี่เอง”
“ใช่คุณชายน้อยจอมทึ่มที่เขาเคยร่ำลือกันใช่หรือไม่ท่าทางแบบนี้ไม่เหมือนคนทึ่มเลยแม้แต่นิดเดียว”
คนที่อยู่บนถนนตรงนั้นเมื่อได้ยินต่างก็รีบหันมามองตู้เซ่าฝู่อย่างสนใจในทันที เขาเป็นบุคคลที่ร่ำลือมาตลอดแต่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันแววตาของแต่ละคนเปี่ยมด้วยความรู้สึกสงสัย
“ที่แท้เจ้าก็คือเจ้าทึ่มประจำบ้านสกุลตู้คนนั้นนี่เอง”
มีเสียงของคนคนหนึ่งลอยออกมาเด็กหนุ่มเจ้าของต้นเสียงเดินออกมาข้างหน้าพร้อมมีกลุ่มวัยรุ่นชายจำนวนหนึ่งเดินขนาบห้อมล้อมเขามาด้วยเด็กหนุ่มที่พูดสวมชุดคุณชายอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปีหุ่นของเขาดูบึกบึนกว่าตู้เซ่าฝู่เล็กน้อย ความสูงพอๆ กันและหน้าตาก็ดูหล่อเหล่าอยู่เช่นกันเขามองตู้เซ่าฝู่ด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตรสักเท่าไร
สายตาและคำพูดของเขาเหยียดหยามและดูถูกตู้เซ่าฝู่เขามองเยี่ยจื่อจิน ยิ้มให้นาง พร้อมกล่าวว่า “น้องจื่อจิน เจ้ามีฐานะสูงส่งอย่าทำให้บารมีในตัวของเจ้าต้องแปดเปื้อนเพราะได้รับผลกระทบจากใครบางคนเลย”
เมื่อได้ยินเยี่ยจื่อจินสีหน้าก็ไม่พอใจเล็กน้อย นางมองไปทางชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า นางยิ้มให้พร้อมกับกล่าวว่า“อั้นหู่ เซ่าฝู่เป็นผู้มีพระคุณของข้า เจ้าพูดอะไรก็ระวังหน่อย”
“งั้นหรือ เจ้าทึ่มนี่ช่วยชีวิตของเจ้าจริงหรือ?” อั้นหู่มองตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์และไม่พอใจอย่างมากเขานึกไม่ถึงว่าเยี่ยจื่อจินจะช่วยออกหน้าพูดปกป้องตู้เซ่าฝู่ และแสดงท่าทางเย็นชาใส่ตนเขามองตู้เซ่าฝู่ด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตรกว่าเดิม
“ข้าเคยช่วยใครไว้หรือไม่ เป็นเจ้าทึ่มหรือไม่ ล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สำคัญคือวันนี้เจ้าออกจากบ้าน ต้องไม่ได้ดูปฏิทินหมื่นปีมาแน่”
หลังจากอั้นหู่พูดจาสบประมาทใส่ตู้เซ่าฝู่ตู้เซ่าฝู่ก็จ้องไปที่อั้นหู่ พูดตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
“ตู้เซ่าฝู่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
อั้นหู่สีหน้าเคร่งขรึมจ้องตู้เซ่าฝู่ไปสักครู่ก็หัวเราะเสียงดังออกมา “ฮ่าๆออกจากบ้านยังต้องดู ปฏิทินหมื่นปีด้วยหรือที่แท้ก็เป็นเจ้าทึ่มอยู่ดีวันยังค่ำแหละนะ”
“เพราะหากเจ้าดูปฏิทินหมื่นปีมา วันนี้ต้องไม่กล้าออกจากบ้านมาแน่ดวงของเจ้าวันนี้คือหากออกมา ต้องเลือดตกยางออก เกิดภัยพิบัติร้ายแรงกับเจ้าแน่” ตู้เซ่าฝู่มองอั้นหู่ สีหน้าท่าทางยังคงนิ่งสงบดังเดิม
“เจ้าบ้า เจ้าบังอาจสาปแช่งข้าหรือ!” อั้นหู่สีหน้าโมโหขึ้นมาในทันใดเมื่อได้ยินคำพูดสาปแช่งของตู้เซ่าฝู่
“ไม่ได้สาปแช่งเจ้า เพราะวันนี้เจ้าดวงตกต่ำอับโชคสุดๆ จริงๆ”
เมื่อตู้เซ่าฝู่พูดจบสีหน้าแน่วแน่ที่นิ่งสงบของตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มส่งพลังอาฆาตออกมามีกลิ่นอายความดุดันและแข็งแกร่งแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณนั้นบรรยากาศและอากาศโดยรอบบริเวณนั้นราวกับมีพลังแช่แข็งเย็นยะเยือกเกาะกินใจอยู่
“ปึง!”
มีเสียงดังราวกับระเบิดดังโพล่งขึ้นมาพลังหมัดที่ซัดผ่านอากาศของตู้เซ่าฝู่ส่งมาถึงอั้นหู่ในพริบตาเดียว
“บังอาจลงมือกับข้า รนหาที่ตายนักนะ!”
อั้นหู่สีหน้าตกใจจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชาเขาเองก็เป็นทายาทวัยรุ่นคนดังฝีมือไม่ธรรมดาของบ้านสกุลอั้นก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งบรรลุขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสร้างรากฐานมาเองในเวลาแวบเดียวก็มีหมอกเปล่งแสงลอยฟุ้งบริเวณรอบๆ อย่างรวดเร็วลักษณะพลังของเขาคล้ายกับพลังน้ำวนกำลังห่อหุ้มร่างกายของเขาเขาไม่ได้หลบในขณะที่ตู้เซ่าฝู่ปล่อยพลังหมัดตรงเข้ามาใช้วิธีการรีบหมุนตัวเบนร่างหลบการโจมตี ขยับเท้าก้าวหลบติดกันสามก้าวก็หลบพลังหมัดของตู้เซ่าฝู่ไปได้อย่างหวุดหวิด
“ใช้ท่า 'หมุนกายขยับสามเก้า' ได้ยอดเยี่ยมนึกไม่ถึงว่าท่า 'หมุนกายขยับสามเก้า' ของบ้านสกุลอั้นอั้นหู่จะฝึกได้ชำนาญได้ถึงเพียงนี้สมกับเป็นดาวเด่นในบรรดาวัยรุ่นของบ้านสกุลอั้นจริงๆ”
“นึกไม่ถึงว่าอั้นหู่จะบรรลุขั้นเบิกนภาแล้วในบรรดาวัยเดียวกันเขาน่าจะแข็งแกร่งจนไร้ศัตรูแล้วกระมัง!”
ตู้เซ่าฝู่เริ่มโจมตีใส่อั้นหู่คนหนึ่งคือคุณชายน้อยบ้านสกุลตู้ที่มีชื่อเสียงที่คนข้างนอกเรียกกันว่าเจ้าทึ่มอีกคนคือดาวเด่นเด็กมีพรสวรรค์ประจำตระกูล ทุกคนในบริเวณนั้นต่างมองเหตุการณ์น่าตื่นเต้นนี้กันตาไม่กะพริบ
ขณะที่อั้นหู่หลบพลังหมัดนั้นเขาก็ยิ้มเจื่อน เจ้าทึ่มคนนี้ ต่อให้ขณะนี้ไม่ใช่เจ้าทึ่มแล้วแต่จะแข็งแกร่งได้ถึงแค่ไหนกันเชียว เขามีฌานที่อยู่ในขั้นเบิกนภาแล้วในกลุ่มวัยรุ่นอายุพอๆ กัน จะมีสักกี่คนเชียวที่มีความสามารถพอมาเป็นคู่ต่อสู้ของเขา
“หมัดพายุ!”
อั้นหู่ไม่พูดพร่ำทำเพลงกำหมัดแน่น ตั้งท่างอศอก รวบรวมพลังปราณไหลวนรอบกำหมัดอย่างรวดเร็วสุดท้ายเขาก็เล็งต่อยไปที่กลางหน้าอกของตู้เซ่าฝู่ซัดออกไปเต็มกำลังพลังปราณที่ห่อหุ้มรอบหมัดของเขาสั่นไหวราวกับพายุ เกิดเป็นเสียงพลังลมอันรุนแรงพลังพายุซัดโกยทำให้ฝุ่นบริเวณปลิวว่อนกระจายฟุ้งเต็มไปหมด
“ซูมๆ!”
ทุกคนที่เห็นต่างตะลึงพลังหมัดพายุของอั้นหู่เห็นได้ชัดว่าซัดถูกตัวของตู้เซ่าฝู่ทว่าไม่รู้ว่าทำไมสุดท้ายจึงเฉียดผ่านออกไปเพียงนิดเดียว พลังพุ่งผ่านร่างของตู้เซ่าฝู่ไปได้อย่างหวุดหวิด
“ปึง!”
เสียงทุ้มคล้ายกระแทกดังขึ้นมาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปอย่างรวดเร็วมากจนมองไม่ทันกันแต่ที่เห็นคือร่างของอั้นหู่ถูกซัดกระเด็นลอยกลางอากาศไปเสียแล้วเขาลอยไปล้มกระแทกที่พื้นอย่างแรงในพื้นที่ที่ห่างไปจากจุดเดิมราวๆ สิบกว่าเมตรเกิดเป็นเสียงปึงดังสนั่นขึ้นมา
ฝีมือเฉียบขาดมากทั้งยังรวดเร็วดุจดั่งสายฟ้า แข็งแกร่งเป็นที่สุด!
“อั่ก!”
อั้นหู่พ่นเลือดสดออกมาจากทางปากเขาพยายามดันตัวลุกขึ้นมา ทว่าพยายามหลายครั้งแล้วก็ยังลุกขึ้นไม่ไหวเขาเงยหน้ามามองตู้เซ่าฝู่ เมื่อเห็นสีหน้าแววตาดุดันของเขาตู้เซ่าฝู่ในใจก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าวันนี้เจ้ามีภัย ต้องเลือดตกยางออก ข้าไม่ได้โกหกเจ้า”
ตู้เซ่าฝู่พูดกับอั้นหู่เสร็จก็มองไปทางเยี่ยจื่อจิน กล่าวว่า “คุณหนูเยี่ยข้าว่าวันนี้เจ้าก็คงไม่มีอารมณ์เดินเล่นแล้วกระมัง ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอตัวก่อนนะ”
เมื่อพูดจบตู้เซ่าฝู่ก็หันหลังเดินจากไปทันที
เยี่ยจื่อจินมองดูเงาของชายหนุ่มองอาจคนนั้นเดินจากไปนัยน์ตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย ทว่านางก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
คนบริเวณรอบๆตรงนั้นมองดูเงาหลังของตู้เซ่าฝู่ที่กำลังเดินจากไป ทุกคนนิ่งชะงักยังคงตะลึงค้างและตอนนี้ใครๆ ก็รู้กันดีแล้วว่า คุณชายน้อยจอมทึ่มประจำบ้านสกุลตู้ที่ร่ำลือไม่มีทางเป็นเจ้าทึ่มอย่างที่ว่าแน่นอน กลับกันวัยรุ่นเด็กรุ่นเดียวกันในเมืองสือเฉิง น่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รับมือเขาได้
“พี่หู่ พี่เป็นอย่างไรบ้าง”
วัยรุ่นจำนวนหนึ่งได้สติกลับมารีบกรูเข้าไปประคองอั้นหู่
อั้นหู่สีหน้าซีดเผือดและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเซ็งตอนแรกเขาคิดว่าเจ้าทึ่มคนหนึ่งจะมาต่อกรกับผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาอย่างตนได้อย่างไรคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายตัวเองจะมีจุดจบที่น่าอับอายและย่ำแย่ได้ถึงเพียงนี้
“ตู้เซ่าฝู่ แค้นนี้ข้าต้องชำระแน่นอน”
เมื่อเงาของตู้เซ่าฝู่ห่างไปไกลมากแล้วความหวาดกลัวในสายตาของอั้นหู่ก็เริ่มหายไป กลับกลายเป็นแววตาที่โกรธแค้น