จางอี้หมิงเกาหัวตนเองอย่างสับสนมึนงงเขาไม่เข้าใจว่าตนเองไปเป็นต้นเหตุของเรื่องราวได้เช่นไร เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาได้ไม่เท่าไรก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุเสียแล้ว เสียงดังโหวกเหวกพวกนี้มีมาก่อนหน้านี้แล้วมิใช่หรือ
“เพราะรายการอาหารใหม่ที่จำกัดจำนวนการขายเป็นความเห็นของเจ้าเช่นไรเล่าลูกค้าพวกนั้นถึงทะเลาะกันอยู่อย่างนี้” ซีฮันถึงกับเล่าไปด้วยใบหน้าแดงก่ำเขาต้องยืนอยู่ตรงกลางชายชราทั้งสองคนมานานกว่าสองเค่อแล้ว
เห็นว่าเป็นชายชราเช่นนั้นหรือ ฮึ! หลอกลวงทั้งเพ ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา ไม่เห็นใจคนที่อยู่ตรงกลางเช่นเขาเลยสักนิด
“พี่ซีฮันอย่าเพิ่งโมโหไปขอรับรบกวนพี่ซีฮันไปแจ้งแก่พวกเขาทุกคนว่าให้อยู่ในความสงบขอข้าได้รับฟังเรื่องราวสักนิด คงใช้เวลาไม่นานที่จะหาทางออกของปัญหาให้ขอรับ”
“ได้ ๆ”เสี่ยวเอ้อร์อันดับหนึ่งของเหลาอาหารซิ่งฝูรีบไปจัดการตามที่เจ้านายตัวน้อยกล่าว เมื่อเขานำความไปแจ้งแก่ลูกค้ากลุ่มนั้น พวกเขาจึงเงียบเสียงลงและเดินไปนั่งรอคอยว่าเหลาอาหารซิ่งฝูจะจัดการปัญหาเช่นไร
จางอี้หมิงกับบิดาเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารซึ่งห่างออกมาไม่ไกลจากลูกค้าเจ้าปัญหาทั้งหลายมากนัก
“พี่ซีฮันตอนนี้สมควรเล่าเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้แล้วขอรับ” จางอี้หมิงบอกเขาอยากทราบปัญหาใจจะขาดแล้ว
“เมื่อสองวันก่อนหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ประมูลอาหารขึ้นมาท่านเฉินเจียกับท่านฉีหมิงได้ป่าวประกาศไปทั่วถึงความอร่อยของอาหารชนิดใหม่ที่ไม่เคยได้ลิ้มลองที่ไหนมาก่อน เรื่องนี้จึงเหมือนควันไฟถูกลมกระพือคหบดี เศรษฐี พ่อค้า คุณหนู คุณชายของจวนต่าง ๆ รวมถึงข้าราชสำนักทั้งหลายต่างส่งบ่าวไพร่มาทำการจองรายการอาหารเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ รายการอาหารถูกจองจนครบเกือบหมดทุกรายการ เหลือเพียงสามสหายท่องหล้าอยู่หนึ่งที่”
“คนอื่นก็เข้าใจ จึงได้ทำการจองไว้ในรอบต่อไปแทนแต่มีเพียงท่านผู้เฒ่าสองคนนี้ที่ไม่มีใครยอมใครเพราะทั้งสองคนต่างต้องการเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในสามสหายท่องหล้าจานสุดท้ายนี้เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แหละ”ซีฮันถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่หลังจากที่เล่าจบแล้ว
“พี่ซีฮัน ทำไมไม่ให้สิทธิ์คนที่มาก่อนเล่าขอรับ”
“ท่านผู้เฒ่าทั้งสองมาพร้อมกันน่ะสิ”
อ้าว เป็นงั้นไปซะได้
อี้หมิงคิดในใจ เขาถอนใจออกมาเบา ๆ แล้วถามถึงเจ้าของเหลาอาหาร
“แล้วท่านปู่มิได้อยู่ที่เหลาอาหารหรือขอรับเหตุใดปล่อยให้พี่ซีฮันจัดการเรื่องนี้อยู่คนเดียว”
จางอี้หมิงเหลียวซ้ายแลขวาไปทั่วเพื่อมองหาเจ้าของเหลาอาหารซิ่งฝู แต่ก็ไม่เห็นมีวี่แวว
“เถ้าแก่ไม่อยู่น่ะสิหมิงหมิงน้อย ท่านไปเชิญครอบครัวท่านเจ้าเมืองเพื่อให้มาในวันเปิดรายการอาหารจานใหม่ของเหลาซิ่งฝูอีกเจ็ดวันข้างหน้า เถ้าแก่จะจัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่เชียวเพื่อทดแทนที่เหลาซิ่งฝูไม่มีรายการอาหารใหม่ ๆ มานานหลายปี...และเถ้าแก่หวังว่ารายการอาหารครั้งนี้อาจจะทำให้เหลาซิ่งฝูมีโอกาสได้เป็นเหลาอันดับหนึ่ง”ซีฮันเอ่ยตอบจางอี้หมิงตามปกติ ก่อนจะเอียงศีรษะเข้าไปกระซิบที่ข้างใบหูขาวสะอาดของเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่เบาลงในตอนท้ายจางอี้หมิงพยักหน้าหงึกหงักรับทราบ
“ท่านลุงอู๋เจ๋อก็ไม่อยู่หรือขอรับ” จางอี้หมิงถามต่อ
“ท่านอู๋ไม่อยู่ ออกไปธุระให้เถ้าแก่น่ะดังนั้นจึงเหลือข้าที่ต้องรับหน้าอยู่คนเดียว” ซีฮันตอบด้วยน้ำเสียงปกติเพราะตอนนี้สงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้ว
และเพราะเสี่ยวเอ้อร์หนุ่มเชื่อมั่นว่าเจ้านายตัวน้อยจะแก้ปัญหาให้เขาได้แน่นอนจะว่าอย่างไรดีล่ะ ที่ผ่านมา เด็กชายก็พิสูจน์ให้เห็นจนเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนในเหลาอาหารอย่างชัดเจนแล้ว
จางอี้หมิงพยักหน้ารับรู้เขาหันไปเจรจากับสองผู้เฒ่าที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความสุภาพเรียบร้อย
“ขอถามท่านปู่ทั้งสองพวกท่านสามารถเลื่อนการชิมอาหารไปในครั้งหน้าได้หรือไม่ ข้าจะให้พี่ซีฮันให้ท่านอยู่ลำดับแรกๆ เลยขอรับ”
“เด็กน้อย เจ้าเป็นใครเหตุใดจึงมาแทรกการสนทนาของผู้ใหญ่” ผู้เฒ่าคนแรกเอ่ยถามขึ้น
จางอี้หมิงพิจารณาการแต่งกายของคนตรงหน้าแล้ว คาดว่าคงจะไม่ใช่คหบดีหรือเศรษฐีถ้าเดาไม่ผิดอาจจะเป็นหัวหน้าพ่อบ้านของจวนไหนสักแห่ง
“ตอบท่านปู่ ข้าชื่อจางอี้หมิง เป็นหลานชายบุญธรรมของท่านปู่หลินไห่เจ้าของเหลาอาหารซิ่งฝูขอรับ” จางอี้หมิงลุกขึ้นยืนตัวตรงยกมือคารวะไปยังสองผู้เฒ่าพร้อมกับตอบคำถามด้วยน้ำเสียงชัดเจนฉะฉาน
“หน้าตาของเจ้าช่างคุ้นนักมิใช่เด็กน้อยที่ตะโกนขายน้ำตาลผักที่ร้านเถ้าแก่หวังหรอกหรือ”
“เป็นข้าเองขอรับ”
“ไม่นึกเลยว่าเด็กน้อยคนนั้นจะเป็นถึงหลานชายบุญธรรมของเถ้าแก่หลินไห่ข้าชื่อหานอี้ เป็นหัวหน้าพ่อบ้านคหบดีหานอี้ฝานรับคำสั่งจากคุณหนูใหญ่ให้มาทำการจองลำดับในวันนี้ แต่ไม่นึกว่าจะต้องมาเจอกับเจ้าเฒ่าหน้าเหม็นจวนผิงไปเสียได้”หานอี้อธิบาย เขามองไปยังผู้เฒ่าอีกคนด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“เจ้าเฒ่าหาน อย่ามากล่าวหาข้าลอย ๆ เช่นนี้นึกว่าข้าจะอยากมาเจอตาเฒ่าเช่นเจ้าหรือไรเพียงแต่ข้าได้รับคำสั่งจากคุณหนูใหญ่ของจวนผิงให้มาทำการจองลำดับในวันนี้เช่นกัน”ชายชราอีกคนที่เป็นคู่วิวาทโต้ตอบกลับไป
“พี่ซีฮันเหตุใดท่านผู้เฒ่าทั้งสองถึงดูว่าไม่ถูกชะตากันเลยเล่าขอรับ”จางอี้หมิงกระตุกชายแขนเสื้อซีฮันเบา ๆ เพื่อถามไถ่ จากบทสนทนาที่ได้ยินมา ทำให้เด็กน้อยคิดเป็นอื่นไปไม่ได้จริงๆ ว่าทั้งสองจวนนี้คงไม่ถูกกันเป็นแน่
“เพราะในวันงานเลี้ยงที่ท่านเจ้าเมืองจะพาครอบครัวมาด้วยข้าได้ยินข่าวลือมาอีกทีว่าคุณหนูใหญ่ของทั้งสองจวนต่างก็หมายตาคุณชายรองบุตรชายของท่านเจ้าเมืองอยู่ ลองคิดดูสิว่าถ้าในวันงานเลี้ยง คุณหนูคนใดคนหนึ่งได้มีโอกาสมาร่วมงานด้วยนั่นหมายถึงว่าคุณหนูคนนั้นจะมีโอกาสได้พบและพูดคุยกับคุณชายรองจวนท่านเจ้าเมืองเชียวนะ”
“ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเหล่าคุณหนูทั้งหลายต่างอยากเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ท่านเจ้าเมืองกันทั้งนั้นจริงหรือไม่เล่า” ซีฮันถึงกับใช้มือป้องปากกระซิบเล่าสาเหตุให้เด็กชายฟัง
“อ๋อ อยากจะจีบหนุ่มนี่เอง” อี้หมิงรำพึงเบา ๆดูแล้วสาวสมัยโบราณนี้ก็ไม่เบาเลย
“จะ เจ้าว่า จะ จี อะไรนะ” ซีฮันคิ้วขมวด
มันมาอีกแล้ว...คำประหลาดที่เขาไม่เคยได้ยินจากผู้ใดมาก่อน
“ไม่มีอะไรขอรับ อืม เหลือแค่ลำดับจานเดียว และยังเป็นอาหารชนิดเดียวกันอีกด้วย แต่มีคนต้องการถึงสองคน แล้วจะจัดการเช่นใดให้ถูกใจทั้งสองฝ่ายเล่า”จางอี้หมิงถึงกับยกมือขึ้นมากุมขมับถึงปัญหาเฉพาะหน้านี้
“เด็กน้อย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าต้องได้สามสหายท่องหล้าจานสุดท้ายนั้น” หานอี้เอ่ยออกมายืนยันความตั้งใจเดิม
“เจ้าเฒ่าหานหน้าเหม็น อย่าหวังว่าข้าจะยอม จวนผิงของข้าต้องได้สามสหายท่องหล้าจานสุดท้ายนั่นเช่นกัน”
จางอี้หมิงถึงกับชะงักไปเมื่อเห็นว่าชายชราทั้งสองคนนั้นเริ่มถกเถียงกันขึ้นมาอีกแล้ว
โอ้ย จะให้เวลาเขาคิดหน่อยได้หรือไม่เขาไม่ใช่คนฉลาดอะไรมากมายเหมือนในนิยายจีนย้อนเวลาที่เคยอ่านนะ เขามันแค่มนุษย์บ้าน ๆ ธรรมดาเท่านั้นเอง
ในระหว่างที่จางอี้หมิงยังหาคำตอบไม่ได้เสียงที่เอ่ยดังขึ้นมาไม่ไกลก็เหมือนดั่งสวรรค์มาโปรด
“เกิดเหตุอันใดขึ้น”
จางอี้หมิงรีบหันไปมองก่อนที่จะถลาลุกไปหาเจ้าของเสียงทรงอำนาจนั้นทันที
“ท่านปู่ ท่านกลับมาแล้ว”
หลินไห่เดินเข้ามาหาหลานชายของตนเองก่อนที่จะช้อนเจ้าตัวน้อยขึ้นมาอุ้มและหอมลงไปบนแก้มนุ่ม ๆ นั้นอย่างรักใคร่
“ปู่กลับมาแล้ว ไม่นึกว่าเจ้าจะมาหาปู่ในวันนี้ไหนว่าจะไม่เข้ามาในเมืองอีกนานล่ะฮึ”
“หลานมีเหตุจำเป็นต้องเข้ามาในเมืองขอรับ”
“คารวะท่านหลินขอรับ”จางอี้เทาลุกขึ้นยกมือทำความเคารพเถ้าแก่หลิน เจ้าของเหลาอาหารซิ่งฝูพยักหน้ารับบิดาของหลานชาย
“เถ้าแก่เด็กน้อยคนนี้ใช่หรือไม่ที่ท่านเล่าให้ท่านพ่อฟัง”เสียงทุ้มให้ความรู้สึกสบายใจเอ่ยถามเถ้าแก่หลิน ทำให้จางอี้ หมิงเพิ่งสังเกตุเห็นว่าท่านปู่ของเขามิได้กลับมาคนเดียวยังมีชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีเดินตามเข้ามาด้วย เขาแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าเข้มในมือข้างหนึ่งถือพัดโบกสะบัดไปมาช้า ๆ
ชายผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่เข้าสัดส่วน จมูกโด่งและริมฝีปากสีระเรื่อดูสุขภาพดีท่าทางราวกับบัณฑิตหนุ่มมากความรู้ ใครเห็นก็คงหลงเสน่ห์ได้โดยง่าย
อื้อหือ ยังกะคุณชายในซีรีส์เลยแหะ
“ใช่แล้วขอรับคุณชายหวง อี้หมิง ทำความเคารพคุณชายหวงห่าวหรานเสียสิ คุณชายหวงเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองคุณชายหวงขอรับ เด็กน้อยคนนี้เป็นหลานบุญธรรมของข้า ชื่อว่าจางอี้หมิงและนั่นจางอี้เทา บิดาของเขาขอรับ” หลินไห่เอ่ยแนะนำอี้หมิงให้รู้จักกับชายหนุ่ม
“คารวะคุณชายหวง” สองพ่อลูกสกุลจางเอ่ยทักทายตามคำบอกของเถ้าแก่หลิน
“ยินดีที่ได้รู้จักเด็กฉลาดเช่นเจ้านะ หมิงหมิงน้อยเห็นทีว่าเถ้าแก่หลินคงไม่สะดวกในวันนี้ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนดีหรือไม่” หวงห่าวหรานเอ่ยถามเสียงทุ้ม
“ขอบคุณขอรับ” จางอี้หมิงเอ่ยตอบ แต่ในใจกลับคิดไปไกล
หล่อโอ้ปป้าเกาหลีแบบนี้นี่เองคุณหนูใหญ่ของทั้งสองจวนถึงแย่งกันขนาดนี้ แม้แต่การพูดยังคุณช๊ายคุณชาย
“คุณชายหวงอย่าได้เป็นกังวล ข้าขอจัดการปัญหาสักครู่เชิญคุณชายนั่งรอก่อนขอรับ” หลินไห่วางเด็กน้อยลงบนพื้นก่อนที่จะหันไปเชิญหวงห่าวหรานให้นั่งลงก่อน
“ซีฮัน เกิดเรื่องอันใดขึ้น” เถ้าแก่หันไปถามคนงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ซีฮันจึงเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่เขาเปิดรับการจองลำดับอาหารทั้งหลายตามจำนวนที่เถ้าแก่ได้สั่งไว้แต่ปรากฏว่าสามสหายท่องหล้าอันดับสุดท้ายนั้น เขาไม่รู้จะมอบให้กับใครจนจางอี้หมิงมาถึงก็ยังแก้ไข้ปัญหาไม่ได้
“…เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับ”
อืม ช่างตัดสินใจลำบากจริง ๆจะทำออกมาเพิ่มก็ไม่ได้ เพราะกำหนดจำนวนจานออกไปแล้ว หากครั้งนี้อะลุ่มอล่วยครั้งต่อไปคำประกาศคงไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกเป็นแน่ แล้วจะทำเช่นใดดี
เถ้าแก่หลินไห่ใช้เวลาคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้อยู่นานเพราะทั้งสองจวนต่างก็เป็นบุคคลที่มีอำนาจในเมืองไห่ถังการทำให้จวนทั้งสองไม่พอใจจึงไม่ใช่หนทางที่คนฉลาดทั่วไปจะทำกัน
เถ้าแก่เหลาอาหารจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปนั่งกับกลุ่มของชายชราทั้งสองคนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
จางอี้หมิงเห็นว่าท่านปู่ต้องการเวลาในการแก้ไขปัญหาจึงลุกขึ้นและเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าหวงห่าวหรานเอียงใบหน้านิดๆ เอ่ยถามคล้ายเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา
“คุณชายหวงขอรับ เหตุใดท่านถึงได้รูปงามเช่นนี้โตขึ้นข้าจะรูปงามเช่นคุณชายหรือไม่ ข้าอยากรูปงามเช่นคุณชายขอรับ”
“หมิงเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาทเจ้าอย่าได้ไปรบกวนคุณชายหวงเช่นนั้น”จางอี้เทากล่าวตักเตือนเมื่อเห็นบุตรชายกำลังไร้มารยาทโดยไม่รู้ตัว
“หามิได้หมิงหมิงน้อย ข้าเชื่อว่าโตขึ้นเจ้าต้องรูปงามเป็นแน่ แต่รูปงามอย่างเดียวไม่ได้เจ้าต้องมีความรู้ในศาสตร์และศิลป์ด้วยคุณสมบัติพวกนี้จะช่วยให้เจ้ามีความก้าวหน้าในอนาคต”คุณชายหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ท่านช่างรูปงาม มีความรู้รอบด้านผู้ที่ได้เป็นฮูหยินของท่านต้องเป็นหญิงสาวที่โชคดียิ่งหากโตขึ้นข้ารูปงามและมีความรู้เช่นคุณชาย หญิงสาวทั่วเมืองไห่ถังคงอยากเป็นฮูหยินของข้า”
“หมิงเอ๋อร์ เจ้ากำลังเสียมารยาทอยู่รู้หรือไม่ต้องขออภัยคุณชายหวงด้วยนะขอรับที่บุตรชายข้าเสียมารยาทและรบกวนคุณชายถึงเพียงนี้”จางอี้เทาเอ่ยเตือนบุตรชายอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเข้มงวดก่อนจะหันไปยกมือคารวะหวงห่าวหรานเพื่อขออภัยให้กับความไร้มารยาทของบุตรชาย
“ไม่เป็นไร ๆ ข้าเองตอนนี้ก็อยู่ว่าง ๆมีเด็กน้อยที่กล้ามาพูดคุยกับข้าก็เป็นความสุนทรีย์อย่างหนึ่งปกติแล้วไม่ค่อยมีใครเข้ามาพูดคุยกับข้ามากนัก” หวงห่าวหรานยกมือโบกไปมาสองสามครั้งบ่งบอกถึงความไม่ถือสา
“ขอบคุณคุณชายหวง” จางอี้เทากล่าว
“เด็กน้อย เจ้าช่างแก่แดดนัก ข้ายังมิมีฮูหยินตัวเจ้าเล็กจ้อยเพียงนี้เหตุใดถึงคิดเรื่องความรักแล้วเล่า”หวงห่าวหรานยกพัดเคาะไปที่หน้าผากจางอี้หมิงเบา ๆ หนึ่งทีอย่างหยอกล้อ
“โอ้ยคุณชาย เหตุใดท่านถึงได้ตีหัวข้าเล่าขอรับก็ข้าอยากโตขึ้นแล้วเป็นเช่นคุณชายนี่นา ข้าผิดเช่นนั้นหรือขอรับ” จางอี้หมิงโอดครวญพร้อมกับลูบหน้าผากตนเองไปด้วยก่อนที่จะชะงักและทวนคำพูดก่อนหน้านี้
“หมิงหมิงน้อย เจ้านี่ช่างแสดงละครเก่งยิ่งนัก ข้าเพียงเคาะไปเบา ๆ เท่านั้น”คุณชายรองหวงห่าวหรานถึงกับส่ายหน้าให้กับท่าทางเกินจริงเหล่านั้น ทำราวกับเขาทำร้ายร่างกายไปเสียได้
“คุณชายขอรับ ท่านคงชื่นชอบภาพวาด บทกวีดนตรีมากเป็นแน่” จางอี้หมิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ใช่แล้วเด็กน้อย ข้านั้นชื่นชอบภาพวาด บทกวีดนตรีและยังรวมถึงอาหารเลิศรสด้วยข้าถึงได้มากับเถ้าแก่หลินในวันนี้เพื่อชมภาพวาดที่เถ้าแก่ได้มาจากพ่อค้าเร่ภาพวาดนี้อาจจะได้เป็นตัวแทนแคว้นฉินเพื่อเป็นเครื่องบรรณาการให้แคว้นจ้าวในการส่งเครื่องบรรณาการครั้งต่อไปก็เป็นได้ข้ากำลังใช้ความรู้ความสามารถช่วยท่านพ่อทำงานอยู่”
“เครื่องบรรณาการเช่นนั้นหรือขอรับข้าเคยได้ยินเถ้าแก่หวังพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนถ้าภาพวาดของท่านปู่หลินได้เป็นตัวแทนของแคว้นฉิน จะมีความสำคัญเช่นไรหรือขอรับ”จางอี้ หมิงรู้สึกสนใจเรื่องเครื่องบรรณาการขึ้นมาทันที เพราะเขาได้ยินเรื่องนี้มาสองครั้งแล้ว
“เมื่อถึงคราวครบกำหนดส่งเครื่องบรรณาการทุกเมืองในแคว้นฉินจะต้องหาเครื่องบรรณาการที่ล้ำค่าที่สุดส่งเข้าไปให้กับเมืองหลวงเพื่อคัดเลือกเป็นสิ่งของล้ำค่าราวกับเป็นตัวแทนแคว้นฉินส่งมอบให้กับแคว้นจ้าว หากเมืองไหนได้รับเลือก เมืองนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษีที่จะต้องส่งให้กับเมืองหลวงและยังได้เงินอีกจำนวนหนึ่งเป็นของรางวัลด้วยเมืองไห่ถังมิเคยได้รับเลือกเป็นตัวแทนสักครั้ง ท่านพ่อจึงหวังว่าในครั้งหน้า เมืองไห่ถังจะได้รับเลือก”
“ท่านเจ้าเมืองช่างเป็นคนดียิ่ง”จางอี้เทาเปรยออกมาอย่างชื่นชม
“แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะหาวิธีไหนในการหาสิ่งของที่มีมูลค่าจะประกาศออกไปก็เห็นทีจะทำไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นการเปิดเบาะแสให้เมืองอื่นนำความคิดไปใช้ข้าได้ข่าวลับมาว่าแคว้นจ้าวกำลังหาของขวัญเพื่อมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดกับองค์หญิงพระองค์หนึ่งซึ่งหลงใหลในภาพวาดและงานเขียนเป็นอย่างมากท่านพ่อจึงคิดจะหาภาพวาดเพื่อมอบให้กับองค์หญิง”หวงห่าวหรานถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจเขาพูดออกมาเสียยืดยาวโดยลืมคิดไปเลยว่าเด็กตัวกระจ้อยแค่นี้จะมาเข้าใจอะไร
“หมิงหมิงน้อย ข้าขอโทษเจ้าด้วย เจ้ายังเป็นเด็ก ข้าก็ช่างเลอะเลือน เอาปัญหามาเล่าให้เจ้าฟังเสียได้ ช่างมันเสียเถิด คิดเสียว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกันแต่เหตุใดป่านนี้แล้วเถ้าแก่หลินยังไม่เสร็จธุระอีกหรือ”หวงห่าวหรานเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
เขามองเด็กชายตรงหน้าด้วยความแปลกใจ เหตุใดหลานชายบุญธรรมของเถ้าแก่หลินถึงได้เงียบไปเช่นนี้ ปล่อยให้เขาพูดอยู่คนเดียวได้ตั้งนาน
“คุณชายรอง ข้าคิดออกแล้วว่าจะแก้ไขปัญหาได้เช่นใด”จางอี้หมิงส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ ทำไมเขาเพิ่งคิดได้กันนะ เสียแรงที่ทำงานหาข้อมูลมาตั้งหลายปี
“หมิงหมิงน้อย เจ้าคิดอันใดออกเช่นนั้นหรือ”หวงห่าวหรานเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ก็ปัญหาของเหลาซิ่งฝูที่กำลังประสบอยู่ ณ ตอนนี้ปัญหาเรื่องเครื่องบรรณาการของท่านเจ้าเมือง และปัญหาเรื่องท่านที่ยังไม่มีฮูหยินน่ะสิขอรับ”
“โอ้ หมิงหมิงน้อย ข้าชักสนใจเจ้าขึ้นมาแล้วไหนลองเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ว่าเจ้าจะแก้ปัญหานี้เช่นไร”หวงห่าวหรานถึงกับก้มตัวลงอุ้มเด็กชายตัวน้อยขึ้นมานั่งบนตักตนเองโดยไม่รังเกียจว่าเป็นเพียงเด็กน้อยชาวบ้าน
“คุณชายรองท่านรู้หรือไม่ ปัญหาที่ท่านปู่กำลังไปแก้ไขอยู่นั้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากตัวท่านเองท่านปู่สองคนนั้นต่างเป็นพ่อบ้านที่ได้รับคำสั่งให้มาจองลำดับการชิมอาหารชนิดใหม่เพราะคุณหนูใหญ่ของทั้งสองจวนทราบมาว่าท่านจะมาในงานเลี้ยงด้วยคุณหนูทั้งหลายต่างก็อยากมาร่วมงานเลี้ยงทั้งนั้น ดังนั้นท่านต้องรับผิดชอบ เพราะปัญหาเกิดมาจากท่านขอรับ”
“หมิงหมิงน้อย เหตุใดข้าถึงต้องรับผิดชอบด้วยเล่าไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย” คุณชายหวงไม่ยินยอม เขายังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ
“เรื่องนี้ท่านไม่รับผิดชอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแต่เรื่องเครื่องบรรณาการท่านคงปฏิเสธไม่ได้ ข้ามีข้อเสนอขอรับหากท่านไม่ต้องการให้เมืองอื่นรู้ว่าเมืองไห่ถังกำลังตามหาภาพวาดที่มีค่าอยู่ทางออกนี้ง่ายมากขอรับ เพียงท่านจัดงานเลี้ยงฟังดนตรี ชิมอาหารวิจารณ์ศิลป์ขึ้นที่เหลาอาหารซิ่งฝูเพียงเดือนละครั้งเมื่อถึงรอบการชิมอาหารใหม่”
“นอกจากท่านจะได้ตามหาภาพวาดต่าง ๆ ท่านยังได้มีโอกาสได้พบเจอกับหญิงสาวมากมายที่ต้องการเข้าร่วมงานเลี้ยงท่านคงอยากได้คนรักที่ชอบในสิ่งเดียวกันใช่หรือไม่ หากเป็นชาย ท่านอาจจะได้สหายที่รู้ใจก็เป็นได้ ผู้คนก็จะคิดว่าท่านกำลังจัดงานเลี้ยงเพื่อคัดเลือกหญิงงามหรือสหายรู้ใจแทนที่จะคิดว่าท่านกำลังตามหาภาพวาดอยู่”
“ทางเหลาซิ่งฝูยินดีให้ท่านได้ชิมอาหารชนิดใหม่โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่ตำลึงเดียวและเมื่อมีอาหารชนิดใหม่ ท่านจะได้เป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ชิมรสชาติด้วยเช่นนี้ท่านว่าดีหรือไม่ขอรับ”
“งานเลี้ยงฟังดนตรี ชิมอาหาร วิจารณ์ศิลป์เช่นนั้นหรือเป็นความคิดที่ดียิ่ง เช่นนี้ก็ไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงแล้ว แต่เด็กน้อยเช่นเจ้า เหตุใดถึงได้เจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้ฮึ!เจ้าเอาข้ามาบังหน้าจัดงานเลี้ยงที่ฟังดูหรูหราเช่นนี้แต่ผู้ที่ได้ผลประโยชน์กลับเป็นเหลาอาหารซิ่งฝูไปเสียได้”
“นอกจากเจ้าจะได้กระจายชื่อเสียงของเหลาซิ่งฝูและอาจจะมีโอกาสได้ขึ้นเป็นเหลาอันดับหนึ่งแล้วเจ้ายังแก้ไขปัญหาเรื่องลำดับอาหารที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ ณ ตอนนี้ด้วยอย่านึกว่าข้ารู้ไม่ทันเจ้านะ เด็กเจ้าเล่ห์”หวงห่าวหรานถึงกับใช้มือดีดไปบนหน้าผากน้อย ๆ นั้นด้วยความมันเขี้ยว
คุณชายรองจวนเจ้าเมืองไม่นึกสงสัยในคำบอกเล่าของเถ้าแก่หลินอีกแล้วเมื่อเช้านี้ เถ้าแก่หลินไห่ได้ไปเชิญท่านพ่อและครอบครัวของเขาให้มาในการเปิดตัวอาหารชนิดใหม่เห็นเถ้าแก่เล่าถึงความฉลาดและเรื่องราวของเด็กน้อยบนตักให้ทุกคนได้รับฟังด้วยความภูมิใจนักหนาเขายังแปลกใจปนสงสัยในความฉลาดเกินเด็กของหลานชายบุญธรรมเถ้าแก่ไม่น้อยแต่หลังจากที่ได้ยินข้อเสนอนี้แล้ว เขาก็ไม่สงสัยอีกต่อไป
หวงห่าวหรานหันหน้าไปมองจางอี้เทา แม้จะเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ความคิดความอ่านช่างดีนักสามารถสอนบุตรชายให้เก่งกาจได้ถึงเพียงนี้ น่าคบหาเอาไว้ไม่น้อยทีเดียว
“พี่ชายอี้เทา ท่านช่างสอนหมิงหมิงน้อยได้ดียิ่งนักเช่นนั้นเจ้าก็ไปหาเถ้าแก่หลินไห่เถอะ บอกว่าเจ้าแก้ไขปัญหาได้แล้วและข้ายินดีทำตามที่เจ้าต้องการ จะทำเช่นไรนั้นค่อยปรึกษากันทีหลัง ดีหรือไม่”หวงห่าวหรานเอ่ยชมจางอี้เทา ก่อนก้มหน้ายอมรับข้อเสนอของเด็กน้อยบนตักตนเองด้วยรอยยิ้ม
สมแล้วที่เป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองเพียงได้ฟังคำบอกจากเขาก็เข้าใจได้ทั้งหมด
จางอี้หมิงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มกว้างตอบ ขยับตัวลงจากตักของคุณชายหวงแล้ววิ่งไปหาท่านปู่หลินทันที
“ท่านปู่ขอรับ ท่านมีทางออกหรือยังขอรับ”จางอี้หมิงเอ่ยถามเมื่อไปถึงโต๊ะอาหารที่เถ้าแก่หลินนั่งอยู่
“ยังเลยเจ้าตัวน้อยเพราะทั้งสองคนต่างไม่มีใครยินยอมสักคน ปู่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาเช่นไรแล้ว”หลินไห่ตอบคำถามหลานชายด้วยความเหนื่อยใจ
“ท่านปู่หานอี้ ท่านปู่ผิงชุนข้ามีทางออกให้กับท่านปู่ทั้งสองแล้วขอรับข้าจะไม่รับจองลำดับการชิมอาหารของจวนท่านทั้งสองในครั้งนี้เพราะพวกท่านต่างไม่มีใครยอมเสียสละทั้งสองคน และทางเหลาซิ่งฝูไม่สามารถเพิ่มปริมาณจานอาหารได้ถือว่ายุติธรรมแล้วที่เหลาซิ่งฝูจะไม่รับจองจากจวนท่านทั้งสอง”
“แต่ว่าท่านปู่ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะถูกคุณหนูใหญ่ของจวนตำหนิ เพราะในอนาคต คุณชายหวงจะจัดงานเลี้ยงฟังดนตรีชิมอาหาร วิจารณ์ศิลป์ขึ้นทุกหนึ่งเดือนคุณชายหวงจะส่งเทียบเชิญคุณหนูใหญ่ของจวนท่านเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วยหากท่านปู่ทั้งสองยังไม่พอใจ ข้าคงช่วยอันใดท่านมิได้แล้วหวังว่าท่านคงพอใจกับทางออกนี้นะขอรับ”
สองผู้เฒ่าเมื่อได้ยินทางออกของปัญหาถึงกับรีบเอ่ยปากตกลงเพราะถึงแม้จะได้มางานเลี้ยงช้าไปอีกนิดแต่ว่าเป็นงานเลี้ยงส่วนตัวมากกว่าเช่นนี้คุณหนูใหญ่ของพวกเขาจะไม่ตำหนิแน่นอน และยังอาจตบรางวัลให้อีกด้วย สองผู้เฒ่ากระหยิ่มยิ้มย่องในใจด้วยความเปรมปรีดิ์แล้วจึงลากลับจวนไป
จางอี้หมิง หลินไห่และซีฮันถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกสุดท้ายปัญหาก็ได้รับการแก้ไขไปได้อีกครั้งประจวบเหมาะกับคุณชายหวงได้เดินมาตรงที่ทั้งสามคนยืนอยู่พอดี
“เถ้าแก่หลินเช่นนี้ท่านคงมีเวลาพาข้าไปชมภาพวาดแล้วใช่หรือไม่”หวงห่าวหรานเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ดูท่าว่าปัญหาคงจะคลี่คลายแล้ว เช่นนี้ก็ถึงเวลาที่เขาจะได้ชมภาพวาดเสียที
คุณชายหวงยกยิ้มเบาๆ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะยกยิ้มให้เด็กชายตัวน้อยไปหนึ่งทีเห็นความเฉลียวฉลาดเช่นนี้แล้วช่างถูกใจยิ่งนัก หากมีโอกาสได้พบท่านพ่อ คงสามารถช่วยงานได้หลากหลาย
เป็นเด็กที่มองแล้วอนาคตไกลเสียจริง