ตอนที่ 43 การช่วยคนผิดด้วยหรือ
“เจี้ยนกั๋ว ฉันไปหาเธอเพื่อชวนไปกินข้าวถึงได้รู้ว่าเธอมาที่บ้านหาน!”
เมื่อได้ยินเสียงของเหลียงอวี้เหมยรอยยิ้มบนใบหน้าของฉู่เจี้ยนกั๋วก็จางหายไป กลายเป็นสีหน้าบึ้งตึงขึ้นทันที
เขาก็ค่อยๆ หันกลับมามองเหลียงอวี้เหมย
เหลียงอวี้เหมยทำราวกับไม่เห็นสีหน้าบูดบึ้งของฉู่เจี้ยนกั๋วเธอยิ้มแย้มแจ่มใสเดินตรงไปยังใต้ต้นสาลี่ใหญ่ หยุดยืนใกล้ๆ ฉู่เจี้ยนกั๋ว
“เจี้ยนกั๋วเมื่อวานฉันไปแลกไข่กับคุณป้ามาหลายฟอง วันนี้กลางวันว่าจะกินมะเขือเทศผัดไข่ พวกเราไปกันเถอะ”
ฉู่เจี้ยนกั๋วพูดด้วยสีหน้าถมึงทึง“เราไม่สนิทกัน สหายเหลียงอวี้เหมย ฉันหวังว่าเธอจะเรียกฉันว่าสหายฉู่เจี้ยนกั๋ว”เพราะอยู่ที่บ้านหาน ฉู่เจี้ยนกั๋วจึงต้องพยายามระงับความโกรธของตัวเองพยายามพูดอย่างสุภาพที่สุด
หานชีเยวี่ยมองคนทั้งสองด้วยความสนใจเธอไม่คิดว่าเหลียงอวี้เหมยจะกล้าวิ่งมาถึงบ้านของพวกเธอโดยไม่แยแสสิ่งใดเพียงแค่จะชวนฉู่เจี้ยนกั๋วไปทานข้าว
เหลียงอวี้เหมยมองฉู่เจี้ยนกั๋วด้วยความน้อยใจน้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมาคลอเบ้าราวกับว่าฉู่เจี้ยนกั๋วเป็นชายชั่วที่ทิ้งเธอไปอย่างไรอย่างนั้นหานชีเยวี่ยที่เพิ่งกลับมาเกิดใหม่ แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้วแต่เธอจำไม่ได้ว่าคนสองคนนี้เคยมีเรื่องราวอะไรกัน แต่ย่าเฒ่าหานและคนอื่นๆนั้นล้วนรู้ดี
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อนขณะที่เหลียงอวี้เหมยกำลังซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำ เธอไม่ระวังพลัดตกลงน้ำไปบังเอิญฉู่เจี้ยนกั๋วเดินผ่านมาทางริมน้ำพอดี เขาจึงช่วยเธอขึ้นมา
การช่วยคนเป็นเรื่องที่ดีแต่ใครจะรู้ว่าเหลียงอวี้เหมยที่ได้รับความช่วยเหลือกลับบอกว่าบุญคุณต้องทดแทนด้วยร่างกายแถมยังบอกว่าฉู่เจี้ยนกั๋วกอดเธอ เธอจึงตกเป็นคนของฉู่เจี้ยนกั๋วแล้ว
ฉู่เจี้ยนกั๋วไม่คิดว่าการช่วยคนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เขาจึงไปคุยกับเหลียงอวี้เหมยเพื่ออธิบายเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้งเขาพูดอย่างชัดเจนว่าเขาเพียงแค่ช่วยชีวิตเธอไว้เท่านั้นแต่เหลียงอวี้เหมยทำราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด เธอยังคงยืนกรานว่าตัวเองเป็นผู้หญิงของฉู่เจี้ยนกั๋วแล้ว
ฉู่เจี้ยนกั๋วรู้สึกอึดอัดใจมากสุดท้ายเพื่อที่จะหนีให้พ้นจากการตามรังควานของเหลียงอวี้เหมยเขาจึงต้องย้ายออกจากบ้านพักของกลุ่มยุวชน
ตอนแรกเขาคิดว่าการย้ายออกไปจะทำให้ชีวิตสงบสุขแต่ใครจะรู้ว่าเหลียงอวี้เหมยจะตามเขามาถึงบ้านหาน
ฉู่เจี้ยนกั๋วมองครอบครัวหานด้วยความเป็นกังวลไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะหาที่ทานข้าวดีๆ แบบนี้ได้ ครอบครัวหานใจกว้างและมีเหตุผลซึ่งเขาชอบมาก ทว่าหากเหลียงอวี้เหมยมาก่อเรื่องวุ่นวายแบบนี้เขาจะถูกไล่ออกจากบ้านนี้หรือเปล่า?
ย่าเฒ่าหานเห็นเหลียงอวี้เหมยทำท่าจะร้องไห้จึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น “สหายเหลียง หนูกลับไปก่อนเถอะเสบียงอาหารของสหายฉู่ถูกส่งมาที่บ้านเราแล้วเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะทานข้าวที่นี่” ย่าเฒ่าหานชอบเด็กผู้หญิงเป็นพิเศษดังนั้นเธอจึงพูดเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ แต่ถึงแม้ย่าเฒ่าหานจะยอมพูดเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะยอมเลิกราง่ายๆ
“เจี้ยนกั๋ว หรือว่าเธอชอบคนอื่นแล้วเหรอ?”เหลียงอวี้เหมยถามด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ขณะที่ถามเธอก็หันไปมองหานชีเยวี่ย ความหมายชัดเจนมาก
เมื่อเห็นสายตากล่าวโทษของเหลียงอวี้เหมยหานชีเยวี่ยก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
ผู้หญิงคนนี้บ้าไปแล้วหรือ?หานชีเยวี่ยกรอกตาอย่างไม่สบอารมณ์
“สหายฉู่คุณจัดการเรื่องของคุณให้เรียบร้อยก่อนเถอะจะได้ไม่มีใครถูกใส่ร้ายให้อับอายไปด้วย”
ได้กลับมาเกิดใหม่ทั้งทีหานชีเยวี่ยไม่คิดจะยอมให้ตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ยุติธรรมแบบเดิมอีกถึงแม้สหายฉู่จะสอนหนังสือเก่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมรับปัญหาของเขาได้
ใบหน้าของฉู่เจี้ยนกั๋วแดงก่ำขึ้นมาทันทีเรื่องนี้เป็นความผิดของเขาจริงๆ
“ขอโทษ ฉันผิดเอง”ฉู่เจี้ยนกั๋วรีบขอโทษหานชีเยวี่ยหลังจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับเหลียงอวี้เหมยว่า “สหายเหลียงอวี้เหมยโปรดอย่ามายุ่งเกี่ยวกับฉันอีกฉันกับเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดข้องเกี่ยวกันทั้งนั้นไม่ว่าฉันจะชอบใครหรือไม่ ฉันก็จะไม่มีทางชอบเธอ”
คำพูดนี้เหมือนกับการแหย่รังแตนเหลียงอวี้เหมยร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาทันที
“แต่เธอก็กอดฉันแล้ว…”
คำพูดที่คลุมเครือนี้ทำให้หานชีเยวี่ยอดมองฉู่เจี้ยนกั๋วไม่ได้ฉู่เจี้ยนกั๋วเป็นผู้ชายเจ้าชู้หรือเนี่ย?
“สหายเหลียงอวี้เหมยถ้าจะพูดก็พูดให้ดีๆหน่อย ถ้าพูดไม่ดีไม่ได้ก็หุบปากไปซะ!” ฉู่เจี้ยนกั๋วสุดจะทนเขาตวาดใส่เหลียงอวี้เหมยด้วยความโมโห
หากไม่ใช่เพราะอยู่ที่บ้านหานหากไม่ใช่เพราะเสบียงอาหารอันมีค่าเขาคงจะคว่ำชามข้าวในมือใส่หัวผู้หญิงที่พูดจาไม่รู้ความคนนี้ไปแล้วแต่เหลียงอวี้เหมยกลับก้มหน้าต่ำลง ทำท่าทางเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ
“สหายเหลียง เรื่องนี้เธอผิดแล้วสหายฉู่เพียงช่วยชีวิตเธอไว้ เป็นผู้มีพระคุณของเธอ ถ้าเธอรู้จักสำนึกบุญคุณก็ไม่ควรมาทำลายชื่อเสียงของสหายฉู่แบบนี้!” ในที่สุดย่าเฒ่าหานก็หมดความอดทน
ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าสหายเหลียงตามตื๊อสหายฉู่ทว่าเธอยังไม่เชื่อ แต่วันนี้ได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว
เหลียงอวี้เหมยไม่คิดว่าตัวเองจะถูกต่อว่า
“ย่าเฒ่าหานฉันรู้ว่าตอนนี้เจี้ยนกั๋วสนิทกับครอบครัวคุณ…แต่ชื่อเสียงของฉันถูกทำลายไปแล้วเขาไม่เอาฉัน ฉันจะทำยังไง?”
เหลียงอวี้เหมยร้องไห้สะอึกสะอื้นเธอจ้องมองหานชีเยวี่ยผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือ เธออิจฉาเราทั้งสองคนก็ต่างเป็นผู้หญิงทั้งคู่ทำไมมีเพียงหานชีเยวี่ยถึงได้รับอนุญาตให้นั่งทานข้าวบนโต๊ะได้?
ถึงแม้เหลียงอวี้เหมยจะเป็นผู้หญิงในเมืองแต่ที่บ้านเธอกลับไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงแม้กระทั่งการขึ้นโต๊ะทานข้าวเธอก็ไม่มีสิทธิ์ ต้องกินอาหารเหลือในครัวเท่านั้น
ตอนที่ต้องไปทำงานในชนบทครอบครัวก็ทิ้งเธออย่างไร้เยื่อใย
หานชีเยวี่ยเห็นแววตาอิจฉาที่เหลียงอวี้เหมยปกปิดไม่มิดเธอวางตะเกียบลงแล้วมองเหลียงอวี้เหมย
ระดับยังต่ำเกินไป ฝีมือการแสดงห่วยแตก!แต่การแสดงแย่ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่มีคนเชื่อ เธอก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
คนในชุมชนไม่มีงานอดิเรกอะไรมากความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวนั้นคือการนินทาเรื่องชาวบ้าน
เธอไม่อยากกลายเป็นหัวข้อในวงสนทนานินทาของใคร
“ถ้าฉันรู้ว่าการช่วยเธอจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ต้องถูกเธอกล่าวโทษเช่นนี้ ฉันคงปล่อยให้เธอจมน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาแล้ว!”ฉู่เจี้ยนกั๋วเองก็โกรธสุดขีดแล้ว เขาจึงพูดจาไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น
ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างชะงักทันที
ฉู่เจี้ยนกั๋วถือว่าเป็นคนนิสัยดีการที่เขาถูกบีบให้พูดจาไม่ไว้หน้าเช่นนี้ แสดงว่าเขาคงจนมุมจริงๆ
เหลียงอวี้เหมยน้อยเนื้อต่ำใจน้ำตาไหลพรากออกมา เธอมองไปที่ฉู่เจี้ยนกั๋วก่อน แล้วจึงค่อยมองไปที่หานชีเยวี่ย“หานชีเยวี่ย เธออย่าแย่งฉู่เจี้ยนกั๋วไปจากฉันได้ไหม ฉันขอร้องล่ะเขาช่วยชีวิตฉัน กอดฉัน หากเป็นเมื่อก่อนฉันคงตอบแทนเขาด้วยร่างกายไปแล้ว”
เหลียงอวี้เหมยพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารทำท่าจะคุกเข่าลงกราบกรานขอร้องหานชีเยวี่ย
หานชีเยวี่ยลุกขึ้นแล้วดึงเหลียงอวี้เหมยขึ้น“อะไรกัน นี่เธอคิดจะใช้ศีลธรรมบังคับฉันงั้นเหรอ? เหลียงอวี้เหมย คนแบบนี้มันอกตัญญูจริงๆ! นี่มันแทบไม่ใช่มนุษย์แล้ว”
หานชีเยวี่ยด่าโดยไร้ความปราณี“เขาช่วยชีวิตเธอ ไม่ได้ฆ่าพ่อแม่เธอ เธอมาบังคับเขาแบบนี้ทำให้เขาแทบจะไม่มีที่ยืนในชุมชน นี่คือวิธีที่เธอใช้ตอบแทนบุญคุณเขาหรือ?”
“ถ้าฉันเป็นสหายฉู่ฉันจะถีบเธอลงแม่น้ำไปเลย ปล่อยให้เธอเอาตัวรอดเองดีกว่าต้องมาถูกเธอตามรังควานและใส่ร้ายทุกวัน! ”
เหลียงอวี้เหมยถูกหานชีเยวี่ยด่าด้วยถ้อยคำรุนแรงแต่เธอกลับทำราวเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เธอพูดแต่เรื่องของตัวเอง “หานชีเยวี่ยตั้งแต่ที่เขาช่วยชีวิตฉัน ในใจของฉัน เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน!”
หานชีเยวี่ยรู้สึกขยะแขยงมาก“เธออยากให้เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอก็ต้องดูด้วยว่าเขาจะยอมหรือเปล่า! ”หานชีเยวี่ยเพิ่งค้นพบว่าการพูดกับคนไม่เต็มบาทมันยากจริงๆ
“เหลียงอวี้เหมยฉันพูดชัดเจนมาตลอดตั้งแต่ต้นจนจบว่าฉันไม่อยากอยู่กับเธอ ฉันเตือนเธอแล้วนะหากเธอยังพูดอะไรแบบนี้อีก ฉันจะไปที่สำนักงานยุวชนทันทีไปถามว่าต่อไปจะยังทำความดีได้อีกไหม ยังช่วยคนได้อีกไหม”
“ฉัน ฉัน…”
“ฉันจะไปถามสหายที่สำนักงานยุวชนว่าการที่ช่วยชีวิตคนแล้วจำเป็นต้องถูกบังคับให้แต่งงานด้วยแบบนี้หรือ?นี่เป็นสิ่งที่ยุวชนควรทำหรือ? ถ้าสำนักงานยุวชนไม่ให้ความเป็นธรรมกับฉันฉันจะโยนเธอลงแม่น้ำไปเลย แล้วค่อยชดใช้ชีวิตให้เธอ! ”
ฉู่เจี้ยนกั๋วโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นกันเขาพูดโดยไร้ซึ่งความปราณีแม้แต่น้อย เหลียงอวี้เหมยหน้าซีดเผือด
ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่าฉู่เจี้ยนกั๋วคงอยากให้เธอตายจริงๆ!
แต่เธอทำอะไรผิด?
ไม่ เธอไม่ได้ผิด เธอแค่อยากมีชีวิตอยู่!