ทิวาเหน็บหนาว ราตรีหฤโหด!
บนถนนมืดมิดไร้ผู้คน ฉู่เหินมองศพที่เกลื่อนกลาดพื้นอย่างนิ่งขรึม
ศพที่ขาดวิ่นไม่มีชิ้นดีเืไหลเจิ่งนอง ดูแล้วช่างน่าะเืใจ
นี่คือครั้งแรกที่ฉู่เหินฆ่าคน อีกทั้งยังฆ่าไปยี่สิบกว่าชีวิตการผลาญพลังหยวนแท้มากเกินไปทำให้ฉู่เหินหน้าซีดเซียวกล่าวได้ว่าครั้งนี้อันตรายมากทีเดียว
“ดีที่กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจบรรลุถึงขั้นหนึ่งดาวแล้วไม่เช่นนั้นคงอันตรายจริงๆ...” ฉู่เหินถอนหายใจพรืดยาว แสงสีม่วงงามประหลาดในดวงตาเริ่มจางหายกลับกลายเป็สีปกติอย่างสีดำสนิทเหมือนเช่นเดิม
จะว่าไปก็โชคดีใช่เล่น
หนึ่งเดือนมานี้ ฉู่เหินพากเพียรฝึกวิชาทุกค่ำคืนมิได้ขาดหลายวันก่อนก็ััถึงพลังสายเืกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจที่คึกคะนองขึ้นมาขณะเดียวกันกับที่บุกเบิกชีพจรสายที่เก้าได้ในคืนนี้ เนตรปีศาจก็เลื่อนขั้นสำเร็จมิหนำซ้ำยังให้วิชาเนตรใหม่แก่เขา พลังวิปัสสนา...
เหมือนเช่นที่หลีอู๋ซางว่าไว้ พลังวิปัสสนาจะโลดแล่นจากสองตามีพลังทำลายล้างกล้าแกร่ง
ฉู่เหินเพิ่งลองใช้มันเป็ครั้งแรกก็สามารถปลิดชีพผู้มีพลังวรยุทธระดับเชื่อมหยวนได้พลังอันน่าตะลึงดลให้ฉู่เหินพอใจเป็อย่างมาก
“อยากรู้เสียจริงว่ากายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจจะให้วิชาเนตรเช่นไรกับข้าอีกในภายภาคหน้า...”
ดวงตาฉู่เหินเรืองแววเร่าร้อน แน่นอนว่าเขาอยู่ที่นี่นานไม่ได้หลังหายใจเข้าออกแช่มช้าสองสามครั้ง ฉู่เหินก็ย่างกรายไปหาศพของชายกำยำระดับเชื่อมหยวนที่รีบรุดมาภายหลัง
ถูกพลังวิปัสสนาของเนตรปีศาจเจาะทะลุหน้าอก หัวก็ขาดกระเด็นเช่นนี้เขาย่อมตายจนไม่รู้จะตายอย่างไรแล้ว
ฉู่เหินนั่งยองๆ ลงข้างศพ ลองพลิกศพหาอะไรบางอย่างจนเจอตราประทับแผ่นหนึ่ง
ตราประทับนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือ เป็ทรงสี่เหลี่ยม วาดลวดลายวิจิตร โดยรอบตรงกลางนั้นสลักเป็ภาพสัญลักษณ์ ‘สุริยันร้อนแรง’ ดวงหนึ่ง
ภาพนั้นช่างล่องลอยและกำแหงดุจเดียวกับกรงจักรทองกางใบมีดแหลมคม
ฉู่เหินเพ่งสายตาเล็กน้อย เอ่ยเคร่งขรึม “ไม่ว่าเ้าจะเป็ใครข้าจะลากคอเ้าออกมาให้จงได้”
ว่าจบก็เก็บตราประทับทอง ดวงตาเรืองรองเด็ดเดี่ยวแล้วจากจรไปยังทิศทางหนึ่งโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
...
ยามเช้าอันคึกคักมาทักทายวันใหม่ของนครหลวงอีกครั้ง
“หลีกทาง หลีกทางหน่อย...”
กองทหารสวมเครื่องแบบเต็มยศมุ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็วฝูงชนบนถนนถอยออกเป็สองฝั่ง ทั้งยำเกรงและกังขา
“เกิดเื่อะไรกันแต่เช้าเล่านี่?”
“เ้ายังไม่รู้อีกหรือ? เมื่อคืนเกิดคดีฆ่าคนตายที่เมืองทิศบูรพาเข้าน่ะสิ”
“แค่คดีฆ่าคนตายเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าคนมันก็ตายอยู่ทุกวันหรอกหรือ?”
“คราวนี้ตายตั้งยี่สิบกว่าศพนา เ้ายังไม่เห็นสภาพที่เกิดเหตุสยดสยองจนฉี่ข้าแทบราด”
“คนร้ายมันก็ใจคอโเี้น่าดู”
...
ที่แผงร้านขายก๋วยเตี๋ยวข้างถนนแห่งหนึ่งฉู่เหินดื่มน้ำชาร้อนพลางฟังเสียงพูดคุยของชาวเมืองโดยรอบไปพลาง
“เถ้าแก่ เอาบะหมี่ชุนหยางมาชามหนึ่งซิ!”สิ้นเสียงอันก้องดัง ชายฉกรรจ์วัยประมาณสามสิบกว่าๆ นั่งลงตรงข้ามกันกับฉู่เหิน
“ได้เลย ลูกค้ารอสักครู่ขอรับ” เถ้าแก่ร้านตอบอย่างมีอัธยาศัย
ฉู่เหินกลับไม่แสดงอารมณ์ใดต่อชายผู้มานั่งตรงข้ามกับเขาไม่ได้มองเลยด้วยซ้ำ ยังคงนั่งจิบน้ำชาเงียบๆ ต่อไป
“วันนี้จะไปสำนักไหนดีเล่า?” ชายฉกรรจ์ถามขึ้นกะทันหัน
ฉู่เหินชะงักเล็กน้อย ช้อนตาขึ้นมองเห็นเป็ชายฉกรรจ์ยิ้มอ่อนโยนให้ความรู้สึกห้าวหาญอย่างไรชอบกล
“พวกเรารู้จักกันหรือ?” ฉู่เหินถาม
“เฮอะๆ เ้าไม่รู้จักข้า แต่ข้าน่ะรู้จักเ้า เข้าร่วมการทดสอบสิบแปดครั้งถูกสำนักยุทธขั้นสูงยี่สิบเจ็ดแห่งปฏิเสธไม่ให้เข้าสำนัก...ความเพียรของเ้าเล่นเสียข้าเหงื่อแตกเชียวนะรู้ไหม! ข้ามีนามว่าซ่งเฉิงเลี่ย ยินดีที่ได้พบๆ ฮะๆ”
หากประโยคนี้ออกมาจากปากคนอื่นคงเป็เชิงเสียดสีไปเสียเก้าในสิบ
แต่กระนั้น เขาคนนี้กลับไม่มีสีหน้าเย้ยหยันเลยสักนิด
“ท่านอยากพูดอะไร?” ฉู่เหินยังคงน้ำเสียงนิ่งเฉย
ซ่งเฉิงเลี่ยเลิกคิ้วคู่หนาเล็กน้อย ดวงตามีแววประหลาดใจเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีกลับสุขุมหนักแน่นได้ถึงเพียงนี้ ซ่งเฉิงเลี่ยหัวเราะเอ่ยปากตอบไป “ข้าอยากบอกว่าเ้าไม่มีเวลาเหลือแล้วไม่ว่าเ้าจะไปสำนักยุทธขั้นสูงแห่งไหน ผลสุดท้ายก็เหมือนเดิมอยู่ดี”
“แล้วเกี่ยวอันใดกับท่านด้วย?”
ฉู่เหินไม่รู้ว่าคนผู้นี้มีเจตนาอันใด สถานการณ์เป็เช่นนี้เขาต้องระแวดระวังไว้ก่อน
“เอาเถิด! ข้าจะไม่อ้อมค้อมแล้ววันนี้ข้ามาหาเ้าก็เพราะอยากให้เ้าไปยังสำนักยุทธขั้นสูงแห่งหนึ่ง”
“สำนักไหนกัน?”
“ดารา์!”ซ่งเฉิงเลี่ยเอื้อนเอ่ยสองคำนี้ออกมาอย่างชัดเจนและหนักแน่น
‘สำนักดารา์?’
เมื่อได้ยินคำนั้นให้ฉู่เหินสุขุมปานใดใจก็อดเกิดคลื่นอารมณ์บางอย่างไม่ได้
หากจะพูดกันแล้ว สำนักดารา์แห่งนี้ถือได้ว่ามี ‘ชื่อเสียงเลื่องระบือ’ ทั้งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ไม่มีใครไม่รู้จักสำนักนี้เพราะเป็สำนักยุทธขั้นสูงที่แย่ที่สุดในนครหลวงนั่นเอง
ฉู่เหินขอบตากระตุกไม่อาจห้าม สีหน้าพิลึกพิลั่นขึ้นมา
“ลูกค้า บะหมี่ชุนหยางของท่าน...”
“ขอบคุณมาก!”ซ่งเฉิงเลี่ยมองบะหมี่ชามใหญ่ตรงหน้าตาเป็มัน หยิบตะเกียบไม้ขึ้นมาแล้วเริ่มกินอย่างตะกละตะกลาม
ฉู่เหินไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น หยิบเศษเงินสองสามก้อนมาวางไว้บนโต๊ะลุกขึ้นจะเดินจากไป
“ข้ารีบ ขอตัวก่อน!”
“ข้าบอกแล้วว่าเ้าไม่มีเวลาเหลือแล้วจะไม่มีสำนักไหนในนครหลวงแห่งนี้รับเ้าเป็ศิษย์ทั้งนั้น ข้อนี้เ้ารู้อยู่แก่ใจดี”ซ่งเฉิงเลี่ยกินพลางพูดไปพลาง
“ถึงจะเป็เช่นนั้นข้าก็จะไม่ไปสำนักดารา์” ฉู่เหินตอบแน่วแน่
“รังเกียจที่สำนักดารา์ย่ำแย่กระนั้นหรือ? เฮอะๆข้าจะบอกอะไรให้ เมื่อครั้งสำนักดารา์รุ่งโรจน์เ้ายังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำไป!”
“แล้วอย่างไรกันเล่า?”
ฉู่เหินพอรู้จักสำนักดารา์มาบ้างเดิมนครหลวงมีมหาสำนักทั้งหมดหกแห่งด้วยกัน แบ่งออกเป็ยุทธจักรพรรดิ จันทร์สกาวมหาหัสดี วายุจักรพรรดิ แรดิญญา และดารา์...
ดารา์ในครานั้นเป็ที่สุดในบรรดาหกมหาสำนัก!
สำนักเดียวที่พอจะเทียบเคียงได้บ้างก็คือยุทธจักรพรรดิเท่านั้นเอง
แต่ภายหลังไม่รู้ด้วยสาเหตุอันใด สำนักดารา์ถึงได้ตกต่ำลง ทั้งยังถูกห้ามหาสำนักร่วมมืดกันกดข่มดารา์จึงย่ำแย่ลงทุกชั่วขณะ ถูกถอดออกจากหกมหาสำนักไม่พอยังจะกลายเป็สำนักที่สู้สำนักยุทธธรรมดาทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ...
...
ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร ฉู่เหินก็ยังมีปณิธานแรงกล้าอย่างคนหนุ่มจะไปเข้าสำนักต่ำสุดเช่นนั้นได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ฟังคำเชิญชวนของซ่งเฉิงเลี่ยเลยแม้แต่น้อย
“สำนักดารา์ไม่ได้เป็เหมือนเช่นที่เ้าคิด”ซ่งเฉิงเลี่ยกินบะหมี่ในชามหมดแล้ว น้ำเสียงและแววหนักแน่นนั้นจริงจังขึ้นมาทันตา
“แต่มีคนไม่กี่คนหรอกที่เต็มใจไปดารา์” ฉู่เหินตอบกลับ
“ทุกคนไม่เต็มใจไป หาใช่เพราะดารา์ย่ำแย่ไม่แต่เพราะั้แ่ต้นจนจบการทดสอบของสำนักดารา์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยเมื่อก่อนเป็เช่นไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็เช่นนั้น สำนักยุทธดารา์ของเราในยามนี้ไม่อาจรับสมัครศิษย์ที่ล้ำเลิศได้แล้วแต่พวกเราก็ไม่เคยทอดทิ้งดารา์ หวังว่าเ้าจะใคร่ครวญดูให้ดีอีกสักครา...”
ว่าจบซ่งเฉิงเลี่ยก็หยิบจดหมายออกมาจากอกเสื้อแล้วจึงวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าฉู่เหิน
เขาจ่ายเงินค่าบะหมี่ชุนพยางแล้วจึงหันหลังเดินจากไป
มองดูแผ่นหลังของซ่งเฉิงเลี่ยที่หายลับไปกับกระแสผู้คนแล้วจึงมองจดหมายบนโต๊ะ ฉู่เหินลังเลเล็กน้อย แล้วจึงหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา
เป็จดหมายแนะนำเนื้อหาส่วนใหญ่คือการแนะนำให้รับฉู่เหินเป็ศิษย์สำนักดารา์...
ฉู่เหินคิดหนักอย่างไม่อาจเลี่ยงเขาถูกสำนักยุทธขั้นสูงแทบทั้งนครหลวงปฏิเสธมาแล้วแต่สำนักที่แย่ที่สุดอย่างดารา์กลับเรียกหาตัวเขา
พูดไปแล้วก็น่าขันสิ้นดี
ควรเลือกหนทางใดเล่า?
ฉู่เหินเหมือนเดินมาถึงทางแยก เขารู้ว่าไม่ว่าตนจะลองทางไหนสำนักที่เหลือไม่กี่สำนักก็ไม่มีทาง้าเขา สุดท้ายแล้วก็จะเหลือแค่สองตัวเลือกคือกลับเมืองหลินเหยียนหรือเข้าสำนักดารา์...
กลับไปไม่ได้แน่นอน
อีกอย่าง ‘ตัวการหลังม่าน’ ผู้นั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว น่ากลัวว่าเื่อย่างเดียวกันกับเมื่อคืนจะเกิดขึ้นกับเขาอีกในไม่กี่วันกระมัง
ฉู่เหินไม่อาจรับรองได้ว่าตัวเขาจะโชคดีได้เท่าเมื่อคืนนี้!
วิธีเดียวที่จะรับรองความปลอดภัยของตัวเองคือการมีสำนักยุทธขั้นสูงสักแห่งคอยคุ้มหัว
ในเมื่อเป็เช่นนี้ สำนักดารา์ก็เป็ทางเลือกเดียวที่เขามีแล้ว
“ฟู่...”
ฉู่เหินถอนหายใจพรืดยาว พึมพำกับตนเอง “ไม่ว่าอย่างไรให้ผ่านพ้นวิกฤติเบื้องหน้านี้ไปก่อน วันข้างหน้าควรเลือกเช่นไรมีแต่จะต้องเดินไปพลางคิดไปพลางเท่านั้น”
พลันนั้น ฉู่เหินหาตำแหน่งของสำนักดารา์บนแผนที่จนพบ แล้วจึงเดินไปตามเส้นทาง
…………………………..