คุณแม่คนสวยกลับ สองตาปิดลง ก่อนจะกรนเสียงดังครอกไปเรียบร้อย (ส่วนคุณป้าคนสวยยูเมโกะเมาหลับไปนานแล้ว) เ้าชินจิที่เห็นแบบนั้น มันก็เลยไม่คิดจะทำต่อ และบวกกับความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียด้วยกระมัง สุดท้ายสองตาก็หนักอึ้ง ก่อนจะฟุบหลับลงไปนอนข้าง ๆ เอริกะอย่างไม่รู้ตัว…
…
…
"กรี้ดดดดดดดดดดดดด...ดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!”
เสียงหวีดร้องของเอริกะดังสนั่น ก่อนที่เ้าชินจิจะลืมตาตื่น และพลันลุกขึ้นมานั่งด้วยความใ ภาพแรกที่เห็นก็คือ เอริกะในสภาพเปลือยล่อนจ้อน ใบหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทากำลังนั่งมองมันอยู่ สองตาของเ้าชินจิเบิกกว้าง ก่อนที่คำหนึ่งจะผุดขึ้นในหัว ‘ฉิบ...หาย...แล้ว’
หือ....มี อ่าร่ายกานนน หาววววว....ววว เอะอะโวยวาย กานแต่เช้า” ไม่นานนัก ยูเมโกะที่ผมเผ้ากระเซิง เนื้อตัวไร้เสื้ออาภรณ์ก็ลุกขึ้นมา เธอหาวคำโต ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้น ยูเมโกะนั่งมึน ๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบตัว จากนั้นก็ทำท่าทางใสุดขีด และอุทานว่า…
ฉิบ....หาย...แล้ว...!!!”
ณ ห้องรับแขกภายในบ้าน ดังระงมไปด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเอริกะ ระคนกับเสียงปลอบประโลมของยูเมโกะอย่างต่อเนื่อง ส่วนเ้าชินจิก็ได้แต่นั่งก้มหน้าเงียบไม่พูดอะไร
“ไม่ต้องร้องน่าาาา ยัยเอริกะ ก็อย่างที่เธอชั้นเล่าให้เธอฟังไปเมื่อกี้นั่นแหละ มันไม่ใช่ความผิดของชินจิ หรือ...ความผิดของชั้นสักหน่อย แต่จะว่าชั้นไม่ผิดเลย ก็พูดได้ไม่เต็มปากแฮะ ก่อนจะดื่มเหล้าก็กำชับให้ชินจิไปหลบในห้องนอนแล้วนี่หว่า? ไหงพวกเราสองคนถึงโดนคำสาปครอบงำจนบุกเข้าไปหาเขาแล้วก็...กันได้ล่ะเนี่ย” ยูเมโกะขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะเอ่ยพึมพำเบา ๆ ส่วนเอริกะที่ได้ยินแบบนั้นเธอก็ยิ่งปล่อยโฮหนักขึ้นกว่าเดิม
“พะ...พะ...ผมขอโทษนะครับคุณป้าที่เมื่อคืน...” ชินจิที่เห็นบรรยากาศอึดอัดจึงเอ่ยปากออกมาเบา ๆ
“ไม่ต้อง ๆ ป้าบอกแล้วไง ไม่ใช่ความผิดของชินจิสักหน่อย ถ้าจะโทษก็โทษไอ้คำสาปอัปรีย์นี่เถอะ” ยูเมโกะระบายยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น ชินจิที่ได้ฟังก็ถอนหายใจยาว ๆ ออกมา ใบหน้าของมันยังคงเศร้าหมอง และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด กับยูเมโกะที่เป็ป้า นับว่าโชคดี ที่เธอเข้าใจเื่ที่เกิด แล้วกับเอริกะล่ะ?
ต่อไปนี้มันจะมองหน้ามารดาคนสวยติดได้อย่างไร...
“ผมว่าไอ้เื่บ้า ๆ แบบนี้มันควรจะจบได้แล้ว” ชินจิเอ่ยขึ้นด้วยแววตาจริงจัง
“ป้าก็อยากให้เป็แบบนั้น แต่ก็อย่างที่เคยเล่าไปนั่นแหละ พวกเราไม่มีข้อมูลเลยสักนิดว่าเื่ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร และจะหยุดมันยังไง...”
“ถ้าพวกเราไม่รู้ งั้นก็ต้องพึ่งคนที่รู้”
“ใครงั้นเหรอชินจิ?”
...
หลายวันต่อมา
ภายในห้องรับแขกยามนี้มีคนสี่คนกำลังนั่งอยู่ สามคนคือ ชินจิ เอริกะ และ ยูเมโกะ ส่วนอีกคนคือ เด็กสาวในชุด ม.ปลาย ซึ่งเธอกำลังนั่งหลบตาพร้อมกับใช้นิ้วเลื่อนลูกประคำไปมา บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัด น่ากระอักกระอ่วนเป็ที่สุด
“เห็นแล้ว....ชั้นเห็นแล้ว.....ครอบครัวของคุณถูกคำสาปของเทพเ้าแห่งขุนเขาเล่นงานอยู่จริง ๆ มันเป็คำสาปแห่งความโกรธแค้นที่รุนแรงมาก” สาวม.ปลายผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้จะดีสักเท่าไหร่
“ละ...แล้วพี่สาวแก้ได้ไหมครับ” ชินจิเอ่ยถาม สาวคนทรงม.ปลายส่ายหน้าอย่างแช่มช้า ขณะหลับตาอยู่
“ไม่...พี่ถอนคำสาปนี้ไม่ได้ เพราะพลังของเทพเ้าองค์นี้แข็งแกร่งเกินไป แต่...”
“แต่อะไรครับ?”
“แต่หลังจากที่พี่ลองใช้พลังสื่อสารกับเทพองค์นี้ เหมือนเขาจะบอกให้น้อง ป้าของน้อง กับคุณแม่ของน้อง เดินไปทางไปขอขมาเขา แล้วเขาจะถอนคำสาปให้” คำพูดของสาวคนทรง ม.ปลาย ทำเอาดวงตาของทุกคนเบิกกว้างด้วยความดีใจ
“จริงเหรอคะ! แค่พวกเราเดินทางไปขอขมาเทพองค์นั้น เขาจะถอนคำสาปให้จริง ๆ เหรอคะ” เอริกะที่นั่งเงีบมาตลอดเอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้นสุดขีด สาวคนทรง ม.ปลาย ลืมตา ระบายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพยักหน้า
“เป็เื่จริงค่ะ คุณป้า งั้นเดี๋ยวหนูจะจดที่อยู่ให้นะคะว่าทุกคนต้องไปที่ไหนกัน” สาวคนทรง ม.ปลายผู้นั้นหันไปหยิบกระดาษกับปากกาออกมา ก่อนจะเริ่มจดสถานที่กับวันเวลาเพื่อเตรียมมอบให้ครอบครัวนี้ เวลานั้นทั้งชินจิ ทั้งยูเมโกะ และเอริกะรู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก คำสาปที่รังควานตระกูลของพวกเขามาั้แ่ยุคอดีตกำลังจะสลายไป
“นี่ค่ะ ไปตามที่อยู่นี้ ตามวันเวลานี้เลยนะคะ” สาวคนทรง ม.ปลายยื่นกระดาษส่งให้ ยูเมโกะ
“ไหน ๆ ต้องไปที่ไหน.... อ๋อ เป็บนูเานี้สินะ ที่เคยมีศาลสักการะของเทพองค์นี้อยู่ ว่าแต่...ต้องเป็ตอนเที่ยงคืนด้วยเหรอคะ” ยูเมโกะขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะเงยหน้าถาม สาวคนทรง ม.ปลาย
“หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม ต้องเป็เที่ยงคืน เทพองค์นั้นไม่ได้บอกเหตุผล เอาเป็ทำตามไปเถอะค่ะ”
“งะ...งั้นเหรอ”
ถ้าจบเื่แล้วหนูขอตัวก่อนนะคะ พอดีมีงานต้องไปทำต่ออีกที ส่วนเื่ค่าเข้าทรงก็โอนเข้าบัญชีนะคะ” สาวคนทรง ม.ปลายเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้น
“ขอบคุณมากนะคะ ถ้าไม่ได้หนูช่วย พวกเรา ไม่สิตระกูลของพวกเรา คงต้องเจอกับไอ้คำสาปบ้า ๆ นี้ไปอีกนานเลย” เอริกะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
“งั้นเดี๋ยวผมไปส่งพี่อิสึนะเองครับ” ชินจิรับพูดขึ้น ก่อนมันจะลุกจากโซฟา และตามสาวคนทรง ม.ปลายที่ชื่อ อิสึนะไปติด ๆ...
หลายวันต่อมา ทั้งสามคนก็ออกเดินทาง ซึ่งสถานที่ก็คือ หมู่บ้านอิซานากิที่ซ่อนตัวอยู่ลึกในหุบเขาโอคุริ ชินจิ ก้าวลงจากรถบัสประจำทางพร้อมกับ เอริกะ ผู้เป็แม่ และ ยูเมโกะ ป้าของเขา
ทั้งหมดเดินเข้าหมู่บ้านด้วยสัมภาระเพียงเล็กน้อย สายตาของชาวบ้านบางคนหันมามองพวกเขาอย่างสงสัย
ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว
ไม่ใช่เพราะรังเกียจ
แต่เพราะไม่เคยเห็นหน้าทั้งสามคนมาก่อน
หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาทักอย่างสุภาพ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ทุกคนมาจากในเมืองกันหรือจ๊ะ?”
ยูเมโกะยิ้มตอบ “ค่ะ เรามีธุระนิดหน่อย…อยากจะขึ้นเขาโอคุริ”
รอยยิ้มของหญิงชราหายไปแทบจะทันที
แววตาเปลี่ยนเป็ความลังเลปนกังวล “จะขึ้นไปทำไมล่ะแม่หนูเอ๊ย? ข้างบนนั่นไม่มีอะไรเลยนะ มีแต่ต้นไม้รก ๆ เท่านั้น”
“เรา...ได้รับคำแนะนำจากคนทรงครับ เธอบอกว่าบนนั้นถึงศาลของเทพเ้าโบราณ”
ชายวัยกลางคนที่กำลังหิ้วถังน้ำอยู่ใกล้ ๆ พอได้ฟังก็ พูดขึ้น “ศาลเ้าเหรอ...? พวกเราอยู่กันมาั้แ่รุ่นปู่รุ่นย่า ยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นบนเขาเลยนะ”
“แต่ถ้าคนทรงของพวกคุณบอกมา มันก็อาจจะมีอยู่ก็ได้ ทว่า...หนทางขึ้นเขามันรก และก็อันตรายมาก ๆ ระมัดระวังตัวกันให้ดีๆ” หญิงชราคนเดิมกล่าวเตือน ซึ่งทั้งสามคนก็ยิ้ม และพยักหน้ารับ ก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นเขาทันที
ฟ้าเปลี่ยนจากสีส้มเป็ม่วง และ ทุกอย่างรอบกายก็ค่อย ๆ ถูกความมืดกลืนกิน ทางขึ้นเขาโอคุริเงียบอย่างประหลาด
แม้ไม่มีสิ่งขัดขวาง ไม่มีสัตว์ ไม่มีพายุ แต่บรรยากาศกลับหนักแน่น ราวกับโลกกำลังหยุดหายใจ
เอริกะ เดินนำอย่างเงียบเชียบ ร่างเธอเล็กเรียวในเสื้อโค้ตยาวพลิ้วตามลม หญิงสาวไม่แม้แต่จะหันมามองลูกชายที่เดินตามข้างหลัง ไม่พูด ไม่สบตา ชินจิเขาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็อย่างดี ยูเมโกะ ที่เดินอยู่ข้างเขา พูดเสียงเบา “ให้เวลาแม่เขาหน่อยนะชินจิ”
“ครับคุณป้า” ชินจิเอ่ยตอบเบา ๆ ด้วยใบหน้าเศร้าสลด ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไป
---
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าทางเริ่มแคบขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับสะอาดเกินเหตุไม่มีเถาวัลย์ ไม่มีทางพังแม้แต่ใบไม้ยังร่วงไม่ถึงพื้น
“เหมือนมีใครกวาดทางให้เรา...” ชินจิ พึมพำ
ยูเมโกะพยักหน้าเบา ๆ “เพราะเขา ้าให้เรามา ไงล่ะ”
ฟ้าค่อย ๆ เปิดเมื่อพวกเขาพ้นแนวไม้แน่นเบื้องหน้าคือ ลานหินธรรมชาติ รูปทรงกลมเกือบสมบูรณ์ตรงกลางตั้งอยู่ แท่นหินโบราณ ที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องลงมาเต็มเปี่ยม และด้านหลังแท่นนั้น—คือ ศาลไม้เก่าแก่ เรียบง่าย ไม่มีป้าย ไม่มีของตกแต่งแต่กลับรู้สึกได้ถึง พลังบางอย่าง ที่ค่อย ๆ แผ่ออกมาช้า ๆ
เอริกะ ยืนมองศาลเ้าอย่างเงียบงันในที่สุดเธอก็พูดคำแรกของค่ำคืน
“ถึงแล้วสินะ...” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เหมือนคล้ายความโล่งใจมากกว่าที่ ปัญหาทุกอย่างซึ่งตามหลอกหลอนตัวเธอกับคนในตระกูลมายาวนานกำลังจะถูกขจัดออกไป
---
แสงจันทร์ตรงหัวฟ้าสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จังหวะเวลาสมบูรณ์แบบ และเป็เวลาเที่ยงคืนพอดี
ในวินาทีนั้น ลมเย็นพัดแ่ผ่านเบานุ่มเหมือนฝ่ามือของบางสิ่งที่ไร้รูปร่างและ เสียงหนึ่ง ก็เกิดขึ้นในใจของพวกเขา — ชัดเจนและพร้อมกัน
“พวกเ้า...มาแล้วสินะ”
จบตอน