ยามอรุณรุ่งมาถึง แสงทองทออ่อนจางมาเส้นขอบฟ้า ใบไม้เขียวขจีถูกฉาบด้วยแสงสว่าง บุรุษหนุ่มยืนรับแสงแดดด้วยความยินดียิ่ง จากนั้นพบเห็นหลันซีจางหายไปก็รู้แล้วว่าเสือโคร่งครามอัสนีได้ตายลงไปแล้ว ยามนี้ชายหนุ่มฝั่งสำนักเหนือเมฆาตกอยู่ในห้วงความคิดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
อีกฝั่งหนึ่งก็เป็ศิษย์น้องที่ตกเป็เหยื่อความไม่เป็ธรรม อีกฝั่งก็เป็ศิษย์อันดับหนึ่งของเหนือเมฆาที่น่าเคารพแล้วตนจะตัดสินใจเช่นไรดี ครั้นเฟยหลางพบว่าเขาเงียบอยู่นานไร้วาจาไม่ตัดใจเสียที
จึงได้สืบเท้าไปค้นศพ เวลาล่วงผ่านอยู่ชั่วจิบชาในมือมีโลหิตชุ่มโชกจนได้เจอสิ่งที่ตามหา แก่นจิตปราณของสัตว์อสูรอัสนี ภายในมีลมปราณบริสุทธิ์ร้ายกาจนัก แต่ก็เต็มไปด้วยรัศมีอาฆาตของจิติญญา
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าช่วยทวงความเป็ธรรมให้หลันซี สตรีผู้นั้นแม้ว่าจะหลอกข้าแต่ความใสซื่อนั้นเป็ของจริงไม่หลอกลวง น่าเวทนานักที่ต้องจบชีวิตลงอย่างโหดร้ายเช่นนั้น” เขากล่าวเข้ามาอย่างเชื่องช้าประสานมือเคารพ ดวงตามีเค้าความกล้าหาญไม่หวาดหวั่น สงบดั่งทะเลลึก
“เป็เช่นนั้นก็ดี” เฟยหลางเมื่อได้ยินคำตอบก็พึงพอใจในทางเลือกนั้น แววตาบ่งบอกถึงความอัศจรรย์ใจแต่แฝงแววเย้ยหยันไว้อยู่สองส่วน
“แต่บอกว่าฝ่ายนั้นเป็ถึงขอบเขตปราณนักสู้ขั้นปลายอัจฉริยะในรอบร้อยปีมิใช่หรือ ลำพังกำลังภายในเพียงครึ่งก้าวขอบเขตนักสู้เช่นเ้าอีกกี่ปีจะตามทัน หรือจะฝักใฝ่ในฝ่ายมาร” ชายหนุ่มกล่าว น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลเรียบละไมเพียงว่าเปี่ยมความเย็นเยียบ
บุรุษสำนักเหนือเมฆาได้สดับเช่นนั้นก็หาได้ขุ่นเคืองทดท้อไม่”แม้หนทางจะยากหนักหนา ต่อให้ต้องแลกชีวิตข้าก็ต้องลากคนโฉดชั่วเช่นมันไปลงนรกด้วย”
“ชาตินี้มีกรรมนัก ต้องแบกภาระพวกบ้าระห่ำเช่นเ้า” เฟยหลางถอนหายออกมาครั้งนึง แล้วจึงโยนตำราวิชาตัวเบาขั้นเหนือฟ้าให้ ชายหนุ่มสำนักเหนือเมฆาสำรวจอ่านแล้วก็ยิ้มอย่างไม่เสแสร้ง
“วิชาัก้าวท่องวารี! นี่ท่านเป็เซียนที่ผ่านทางมางั้นหรอกหรือ” ยามนี้เสียงแตกตื่นประหลาดใจ กวาดสายตามองชายหนุ่มเบื้องหน้า ไฉนไม่เหมือนตาแก่อายุสองร้อยปีเล่า แต่ว่านอกจากเซียนแล้วยังมีผู้ใดที่ทิ้งวิชาตัวเบาขั้นเหนือฟ้าไปอย่างง่ายดายประหนึ่งทิ้งเปลือกกล้วยที่ข้างทาง
“ข้าฆ่านายของหลันซีทำให้ิญญานางหายไปถือเป็บ่วงกรรมต่อกัน การที่ให้วรยุทธ์เ้า้าฆ่าคนที่สังหารนางจึงถือเป็การชดใช้”
บุรุษหนุ่มอาภรณ์ขาวได้สดับดังนั้นก็ยิ้มระรื่นแล้วเอ่ยว่า “ท่านกล่าวเช่นพวกนักพรตที่มักซ่อนเร้นฝึกวิถีแห่งเต๋า คงไม่ได้มาจากวัดสักแห่งหรอกระมัง?”
คำกล่าวนี้จุดประกายบางอย่างในความคิดบุรุษหนุ่ม ราวกับว่าสิ่งนี้คือคำสอนจากผู้ใดผู้หนึ่ง บิดาเป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นนั้นก็คงเป็มารดาตนเอง แต่สิ่งที่แปลกก็คงเป็ว่ามันพึ่งจะปรากฏ บางทีแล้วคงไม่ใช่แค่สายโลหิตที่ถูกผนึกไว้
“มีคนสอนข้ามาอีกที เ้าไปได้แล้วไม่ต้องหวังว่าข้าจะแบ่งแก่นจิตปราณของเสือโคร่งครามอัสนีให้ หากยังโลภมากนักจะนำหายนะมาสู่เ้า”เฟยหลางกล่าวเสียงราบเรียบ สายตายังคงมองไปที่ปากถ้ำ หลังจากไล่ชายผู้นั้นจากไป ก็เก็บร่างเสือโคร่งไว้แล้วหมุนกายกลับไปที่ถ้ำเร็วพลัน
ภายในถ้ำเงียบสงบ ขนสีม่วงร่วงอยู่ประปรายส่องแสงอ่อนจางออกมาเป็ครั้งครา เดินเข้าไปลึกสุดก็พบกับโครงกระดูกนกขนาดใหญ่นี่คงจะเป็ผู้ปกครองรุ่นก่อนของเขตแรก คงจะยังตายได้ไม่นาน เมื่อเห็นว่ามีบางอย่างถูกปกคลุมไปด้วยฟางจึงได้สืบเท้าเข้าไปใกล้ ครั้นมีลมพัดเข้ามาภายใน บุรุษหนุ่มก็ขมวดคิ้วเบือนหน้าหนี เพียงดมกลิ่นก็ชวนคลื่นเหียน
เมื่อนั้นใช้มือเปิดกองฟางก็ตกตะลึงไป ไข่ของเ้าผู้ปกครองรุ่นก่อนยังอยู่ดีไม่ถูกดูดซับโดยเสือโคร่ง แต่ก็เข้าใจเหตุผลคงรอให้สุกงอมเช่นผลไม้ก่อนแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่แก่นจิตปราณถูกใช้ไม่มีเหลือแล้ว
“ในเมื่อมันเป็ผู้พรากชีวิตแม่ของพวกเ้า ก็จงแบ่งครึ่งไปเถิด”กล่าวจบเขาจึงแบ่งเสี้ยวจิตปราณไปให้ไข่สามฟองดูดซับ แล้วจึงนั่งลงทำสมาธิ
ทั้งที่ทราบแล้วว่ามันเ็ปเหลือล้น แต่ก็ตื่นตระหนกระคนยิ่ง ความเจ็บนั้นดั่งเข็มพันเล่มทิ่มแทง แมลงนับหมื่นกัดกินร่างกาย กำลังภายในเพิ่มอย่างรวดเร็วแล้วบุรุษหนุ่มก็เลิกคิ้วสูง โดยทั่วไปแล้วขอบเขตรวมแสงดารานั้นมีสามขอบเขตย่อย เพียงว่าในสกุลยิ่งใหญ่ทั้งหลายรู้ว่ามีขอบเขตที่สี่อยู่ ตามความเข้าใจขั้นนภานับว่าสูงสุดแล้ว แต่ไฉนเขาจึงเห็นทางไปต่อไปจนถึงขอบเขตที่ห้าเล่า
เมื่อคิดสู้กับใจตนได้แล้วจึงทะลวงไปที่ขอบเขตที่สี่ของรวมดาราแทน และหมายมั่งจะไปสู่ขั้นห้าขนานนามว่า์สมบูรณ์ ใช้เวลาราวหนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็ได้บรรลุสู่ขั้น์สมบูรณ์
ในห้วงความคิดปรากฏเป็เื่ราวของสตรีผู้อาภัพ ค่ำคืนนั้นฝนตกหนักเสียงฝนและคาวเืตลบอบอวลทั่วพื้นที่ ภายในถ้ำแห่งหนึ่งในป่าอสูร สตรีร่างเล็กในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ลายเมฆากำลังใช้แรงเฮือกสุดท้ายพยุงร่างชายหนุ่มลำตัวโชกเืเข้าไปพักในถ้ำ
“ศิษยพี่ ศิษย์พี่จางอดทนไว้ข้าจะรักษาท่านเอง!” นางสร้างค่ายกลล้อบรอบจากแก่นชีวิตตนเองแล้วจึงปรุงยาอย่างทุลักทุเลด้วยการก่อไฟต้มสมุนไพร แม้ว่ายาในถ้วยจะไม่น่ารับประทานนักแต่ก็เพียงพอต่อการรักษาเบื้องต้น
ภายใต้การรักษาของหญิงสาว ชายหนุ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับหลันซีที่ย่ำแย่ลงทุกวัน ร่างกายของนางเปี่ยมไปด้วยเืและเศษดิน
เฟยหลางรับรู้ได้ว่าสิ่งนี้เป็เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลือ แต่ในก้นบึ้งของหัวใจก็อดไม่ได้ที่จะสงสารจับใจ “แค่เพียงก้าวเท้าหนีก็พอแล้วมิใช่หรือ”
นางอาศัยวิชาตัวเบาลอบเร้นเพื่อเก็บสมุนไพรจากเช้าจนตะวันดับแล้วจึงหันหลังกลับ ครั้นสืบเท้าเข้าไปในถ้ำก็พบว่าศิษย์พี่ของตนนั้นฟื้นแล้วก็พลันดีใจยิ่ง
“ผ่านมาหลายวันในที่สุดท่านก็ฟื้น รออีกสักพักข้าจะต้มสมุนไพรเสริมกำลังให้ท่าน” นางกล่าวในขณะที่กำลังก่อไฟ โดยที่ไม่รู้ว่าบุรุษหนุ่มยื่นมือมาใกล้ลำคอ แววตามีเค้าความกระหายอยู่หลายส่วน
เสียงร้องอู้อี้เ็ปของหญิงสาวแ่เบานักท่ามกลางสายฝน ผ่านไปหลายวันร่างกายซูบผอมดั่งท่อนฟืน จิตใจแตกสลาย ดวงตาดุจดวงดาวอันบริสุทธิ์ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัว ผิดกับชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยกำลังวังชากอปรไปด้วยพลังชีวิตหันหลังจากไป
“ไม่นึกเลยว่าจะหนักหนาถึงเพียงนี้”เฟยหลางลืมตาขึ้น หลังจากปรับสภาพลมปราณ ยามนี้พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางต่อเพื่อไปเมืองท่าเรือ ทว่าก่อนจะออกไปก็ไม่ลืมเก็บไข่ปักษากลับไปด้วย
“ในเมื่อมีวาสนาต่อกัน พวกเ้าไปกับข้าเถิด”