"คุณพูดจาเหลวไหล! ฉันไม่ได้เป็แบบนั้นสักหน่อย ถ้าไม่เชื่อก็ช่างเถอะ ฉันจะกลับแล้ว" เสียงของหญิงสาวสั่นเครือเหมือนกำลังจะร้องไห้ ดูเหมือนเธอจะกลัวผู้ชายคนนั้นมาก
“เธออย่าเพิ่งไปสิ ถ้าเธออยากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ก็มอบตัวเธอให้ฉันสิ ไม่อย่างนั้นฉันจะเชื่อเธอได้ยังไง” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างไร้ยางอาย และยังมีเสียงฉุดกระชากลากถูเล็ดลอดออกมาด้วย
โจวเซี่ยอยากจะพุ่งเข้าไปซัดผู้ชายคนนั้นให้ราบคาบ คนในยุคนี้ต่างก็หัวโบราณกันทั้งนั้น แต่คนที่ไร้ยางอายแบบนี้หาได้ยากจริง ๆ ส่วนหญิงสาวคนนั้นก็อีกคน ทำไมไม่รีบหนีไป ไม่รู้สึกถึงอันตรายเลยเหรอ?
‘ทำยังไงดี? หญิงสาวคนนั้นดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับฉินเจิง ไม่ว่ายังไงฉินเจิงก็เคยช่วยน้องชายและน้องสาวของเธอไว้ งั้นช่วยเธอหน่อยดีไหม? ถือว่าช่วยฉินเจิงไปด้วยในตัว’
เสียงยื้อยุดกันของทั้งสองคนดังขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวดิ้นรนอย่างหนัก ปากก็ะโว่าไม่เอา แต่ดูเหมือนเสียงะโจะค่อย ๆ เบาลง
‘หญิงสาวคนนี้คงไม่ได้คิดจะยอมมอบกายให้จริง ๆ หรอกนะ? โง่ชะมัด ไม่คิดถึงผลที่ตามมาบ้างเลยหรือไง ถ้าเกิดผู้ชายคนนี้ได้ตัวเธอไป พอเล่นจนเบื่อแล้วเขี่ยทิ้งจะทำยังไง?’
ถึงตอนนั้นจะร้องไห้ก็ไม่มีใครช่วย เธอคงกลายเป็คนโง่โดยสมบูรณ์ ส่วนผู้ชายคนนี้ ฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าพึ่งพาไม่ได้ ไม่คู่ควรให้หญิงสาวต้องยอมมอบกายให้เลย
โจวเซี่ยทนไม่ได้ที่ต้องเห็นหญิงสาวถูกหลอกใช้และรังแก โดยเฉพาะเมื่อหญิงสาวคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับฉินเจิง เธอจึงไม่อาจเพิกเฉยได้ โจวเซี่ยเกิดไอเดียขึ้นมาทันควัน เธอหยิบหินก้อนเล็ก ๆ จากพื้นแล้วขว้างไปยังต้นเสียงนั้น
ฟึ่บ! แปะ!
"โอ๊ย... ใครขว้างใส่ฉันวะ อยากตายหรือไง!" เสียงของผู้ชายคนนั้นดังขึ้นด้วยความโมโห
"มีคนอยู่ หย่วนหาง เรารีบกลับกันเถอะ! ถ้ามีคนเห็นเรา แล้วถูกตราหน้าว่าพวกเรามั่วสุมความสัมพันธ์ชายหญิง ชีวิตเราจบเห่แน่" เสียงของหญิงสาวสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้
ความสัมพันธ์ชายหญิงในสมัยนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจถึงขั้นต้องโทษจำคุก
ชายหนุ่มมองมาทางที่โจวเซี่ยอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่เห็นอะไร แต่โจวเซี่ยซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ เขาจะเห็นได้อย่างไร นอกจากจะมีตาทิพย์
"ใคร? ใครอยู่ตรงนั้น รีบออกมาซะ ไม่อย่างนั้นถ้าฉันรู้ว่าเป็ใคร แล้วมาพูดจาเหลวไหล ฉันจะฆ่าแกให้ตาย" ผู้ชายคนนั้นขู่ด้วยน้ำเสียงกัดฟันกรอด
โจวเซี่ยยกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้มเยาะ เธอไม่ได้กลัวพวกเขาเลย แต่ก็ไม่มีความจำเป็ต้องออกไปสร้างศัตรูด้วย เธอแค่รักษาความเงียบไว้ก็พอ อย่างไรเสีย ทั้งสองคนจะเป็ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเธอ
เธอแค่้าช่วยหญิงสาวที่รู้จักกับฉินเจิงเท่านั้น แต่ดูเหมือนหญิงสาวคนนั้นจะไม่ซาบซึ้งใจ แต่ก็ดีเหมือนกัน ต่อไปไม่ว่ายังไงเธอก็จะไม่ยุ่งอีก เธอไม่มีเวลามาพัวพันกับเื่วุ่นวายของคนพวกนี้
ถือว่าเธอทำดีที่สุดเพื่อฉินเจิงแล้ว ต่อให้เื่นี้ถูกเปิดเผยในภายหลัง เธอก็ได้ลงมือยับยั้งไว้ ถือว่าไม่เสียน้ำใจต่อฉินเจิง ส่วนเื่อื่นเธอทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริง
‘เผื่อว่าทั้งสองคนรักกันจริง ๆ ล่ะ! ถ้าเป็แบบนั้นเธอก็กลายเป็คนทำลายวาสนาความรักของคนสองคนน่ะสิ?’ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา หญิงสาวคนนั้นไม่ได้ปฏิเสธรุนแรงนัก อย่างมากก็แค่กึ่งยอมกึ่งขัดขืนเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงตอบกลับ ทั้งสองคนก็ยิ่งหวาดกลัว ชายหนุ่มเองก็ขี้ขลาดจนทำตัวไม่ถูก หญิงสาวเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น "หย่วนหาง ทำยังไงดี? ฉันยังไม่อยากถูกจับ ไม่อยากไปใช้แรงงานดัดนิสัย"
ครู่หนึ่ง ผู้ชายคนนั้นก็โพล่งขึ้นมา "งั้นเรารีบหนีกันเถอะ"
หญิงสาววิ่งตรงไปยังทางเข้าหมู่บ้าน แต่ถูกชายหนุ่มคว้าข้อมือไว้ "อย่าวิ่งเข้าหมู่บ้าน เดี๋ยวก็ถูกจับได้พอดี วิ่งไปข้างหน้าโน่น"
แล้วทั้งสองคนก็วิ่งมุ่งหน้าเข้าป่าไป
โจวเซี่ยอยากจะเตือน แต่คิดดูอีกทีก็ช่างเถอะ ‘สองคนนี้คงไม่โง่ขนาดนั้นมั้ง? เข้าป่าตอนกลางคืนแบบนี้ ไม่ใช่รนหาที่ตายหรอกหรือ?’
หมาป่าในป่าไม่สนหรอกว่าคุณจะเป็คู่รักกันหรือไม่ พวกมันไม่รู้จักความสงสารหรือถนอมผู้หญิง ถ้าคืนนี้พวกเขาไม่กลับบ้าน จะต้องมีคนออกตามหาแน่นอน โจวเซี่ยจึงหันหลังเดินกลับเข้าหมู่บ้าน
พอเข้าหมู่บ้านมา เธอก็พบกับหญิงสาวและสะใภ้ในหมู่บ้านหลายคน โจวเซี่ยจึงส่งยิ้มทักทายพวกเธอ
เพราะเธอแทบจะไม่รู้จักใครเลย เนื่องจากทะลุมิติเข้ามาในนิยาย จึงไม่มีความทรงจำเดิมของนางเอก คงต้องค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไปในอนาคต
เมื่อใกล้ถึงหน้าบ้าน จากระยะไกล เธอมองเห็นผู้สูงอายุผมขาวโพลนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน กำลังชะเง้อมองมาทางเธออย่างกระวนกระวาย ท่าทางของหญิงชราร่างเล็กคนนั้น ทำให้โจวเซี่ยจดจำไปอีกหลายปี
โจวเซี่ยวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปกอดคุณย่าไว้ "คุณย่าคะ คุณย่าเป็ห่วงฉันใช่ไหม?"
ย่าโจวผลักหลานสาวออก แล้วสำรวจั้แ่หัวจรดเท้าอยู่นาน เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้รับาเ็จึงรู้สึกโล่งอก และดุด้วยความเอ็นดูว่า "เด็กคนนี้ มืดค่ำแล้วยังไม่รู้จักกลับบ้าน อยากให้ย่าเป็ห่วงจนตายหรือไง?"
โจวเซี่ยกอดแขนคุณย่า "จะเป็แบบนั้นได้ยังไงคะ? ฉันแค่เดินไปไกลนิดหน่อยก็เลยกลับช้าค่ะ เอาละ ต่อไปฉันไม่กล้าแล้วค่ะ"
ย่าโจวมองใบหน้าหลานสาวด้วยความรัก ่นี้หลานสาวดูอวบและมีน้ำมีนวลขึ้น ดูเหมือนเด็กคนนี้จะอารมณ์ดี ต่อไปต้องได้เจอคนที่ถูกใจแน่นอน
สองย่าหลานเดินเข้าบ้าน อารองและอาสามพร้อมครอบครัวกำลังกินข้าวกันอยู่บนเตียงเตา โจวเซี่ยมองคุณย่าด้วยความสงสัย ‘ปกติแยกกันกินไม่ใช่เหรอ? วันนี้เกิดอะไรขึ้น?’
‘ทำไมถึงมารวมตัวกินข้าวที่ห้องของเธออีกล่ะ’
ยังไม่ทันที่ย่าโจวจะตอบ อู๋เสี่ยวเหมยก็ชิงพูดขึ้นก่อน "โอ๊ย! ดูหลานสาวคนโตคนนี้สิ ไปในเมืองมาครั้งเดียว ก็จมูกโด่งเชิดหน้าชูคอเลย เห็นพวกเราแล้วไม่ทักทายสักคำ โชคดีนะที่ไม่ได้แต่งงานกับสวีกัง ถ้าแต่งไปแล้ว วันหน้าเจอพวกเราเข้าคงทำเป็ไม่รู้จักแน่ ๆ ”
วันนี้เธอไปบ้านเดิมมา พอกลับมาก็เหมือนไก่ตัวผู้ที่ขนลุกชัน เชิดคอ ยืดอก ใครเห็นก็พร้อมจะปะทะ จนซ่งกุ้ยฮวาใจนขนลุก
แม่ของอู๋เสี่ยวเหมยออกไอเดียให้เธอ นั่นก็คือให้เธออาละวาดให้หนัก ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ขอแค่เป็ฝ่ายอาละวาดออกตัวก่อนก็ถือว่าชนะ
ย่าโจวกำลังจะะเิอารมณ์ แต่ถูกโจวเซี่ยปลอบไว้ "คุณย่าคะ อย่าไปโกรธเธอเลย เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ"
โจวเซี่ยยิ้มกริ่ม "อาสะใภ้สาม คุณก็รู้ทุกอย่างแล้วยังจะมาขอกินข้าวที่ห้องฉันอีก หน้าด้านไม่เบาเลยนะคะ"
อู๋เสี่ยวเหมยโกรธจนแทบสำลัก เมื่อก่อนไม่ว่าเธอจะพูดจาว่าร้ายโจวเซี่ยอย่างไร โจวเซี่ยก็ไม่เคยปริปาก แต่วันนี้กลับตอกกลับเธอตรง ๆ เธอจะทนได้อย่างไร
"นังเด็กบ้า กล้าพูดกับผู้ใหญ่แบบนี้ หน้าไม่อายจริง ๆ มิน่าล่ะ สวีกังถึงไม่เอาแก"
โจวเซี่ยไม่ได้ใส่ใจกับคำกระตุ้นนี้เลย สวีกังเป็คนที่เธอถีบส่งไปเอง เื่นี้สำหรับเธอคือเื่ดี จึงไม่มีผลอะไร
แต่ย่าโจวฟังแล้วรู้สึกระคายหูมาก นั่นคือหลานสาวแท้ ๆ และเป็เด็กในบ้านหลังนี้ อู๋เสี่ยวเหมยก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ทำไมต้องทำร้ายโจวเซี่ยด้วยคำพูดที่ชั่วร้ายขนาดด้วย
หญิงชราโกรธจนเืขึ้นหน้า แต่ถูกโจวเซี่ยดึงไว้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอยังไม่จางหาย "ฮึ ๆ เมื่อก่อนฉันให้เกียรติคุณในฐานะผู้ใหญ่เพราะเห็นแก่หน้าอาสาม แต่ในเมื่อตอนนี้คุณไม่มีท่าทางของผู้ใหญ่แล้ว แล้วฉันจะเห็นคุณเป็ผู้ใหญ่ได้ยังไงล่ะคะ"
"นังเด็กชั้นต่ำ ของเหลือที่ไม่มีใครเอา ต่อไปนี้ขอให้แกไม่มีใครเอาไปตลอดชีวิต แต่งงานไม่ออกไปตลอดกาล!"
ย่าโจวทนฟังต่อไปไม่ไหว "อู๋เสี่ยวเหมย หุบปากเดี๋ยวนี้! ปากเสียแบบนี้ ระวังเวรกรรมจะตามสนองแกเอง!”
เพียะ!
เสียงฝ่ามือของโจวเฉียงฟาดลงบนใบหน้าของอู๋เสี่ยวเหมย ทันใดนั้น แก้มซ้ายของเธอก็บวมขึ้นเป็รอยนิ้วมือห้านิ้ว "นังผู้หญิงปากเสีย แกพูดเหลวไหลอะไร? นั่นหลานสาวแท้ ๆ ของฉัน เราเองก็มีลูกสาว แกช่วยพูดดี ๆ เพื่อเด็ก ๆ หน่อยไม่ได้หรือไง!"
โจวเฉียงอดทนมาตลอด ตอนนี้ทุกคนอยู่กันครบ เขาคิดว่าจะรอให้กลับห้องก่อนแล้วค่อยคุยกับเธอ แต่อู๋เสี่ยวเหมยยิ่งพูดยิ่งล้ำเส้น และเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด
ให้เกียรติแล้วไม่รับ ขนาดเขาอยู่บ้านก็ยังเป็แบบนี้ หากเขาไม่อยู่ ก็ไม่รู้เลยว่ารังแกคนในบ้านของเขาขนาดไหน!
โจวเฉียงทำงานที่คลังธัญพืชมาหลายปี ย่าโจวไม่เคยบอกเขาเื่ความร้ายกาจของอู๋เสี่ยวเหมย เพราะเธอไม่อยากให้ลูกชายคนเล็กต้องกังวล อย่างไรเสีย บ้านที่สงบสุขก็คือหนทางสู่ความเจริญของครอบครัว