ยามอู่ (11.00-12.59)
ผู้คนในค่ายทหารหลับนอนกันหมดแล้วภายในกระโจมเองก็เช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครตื่นขึ้นมาเห็นว่านางไม่อยู่หลินซือเยว่จึงเลือกผงยานอนหลับมาโปรยในกระโจมเล็กน้อยพอให้พวกเขาหลับสนิทยาวนานกว่าเดิม ยามนี้วรยุทธ์นางยังไม่ก่อเกิดแต่ว่าวิชาตัวเบานั้นนางมีมาได้หลายเดือนแล้ว
นางใช้วิชาทำนายชะตาล่วงหน้าควบคู่กับวิชาตัวเบาในการหลบเลี่ยงเหล่าทหารเฝ้ายาม ไปจนถึงหน้าเรือนของแม่ทัพเหลียนนางะโขึ้นไปบนหลังคา ย่องเงียบตามหาไปเรื่อย ๆจนได้รู้ว่าห้องของแม่ทัพเหลียนอยู่ตรงไหน ใช้ยาสลบที่พกติดตัวมาเพียงไม่กี่ห่อส่งผลให้ทหารยามหน้าห้องแม่ทัพเหลียน นอนหลับคอพับอยู่กับที่
แม่ทัพเหลียนลืมตาขึ้นในทันทีหลังรู้สึกว่ามีใครบางคน ขึ้นมาบนเตียงนอนของตนเองทว่าช้าไปมีดสั้นเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่คอของเขาเสียแล้ว “อย่าขยับ”เข็มเล่มหนึ่งถูกฝังลงบนจุดที่ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สามารถทำอันตรายตัวเองได้หลินซือเยว่จึงเก็บมีดไว้ เดินไปจุดตะเกียงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้กลางห้อง
“ท่านจงฟังให้ดี ๆ ข้าเป็คนตระกูลหลินที่กำลังจะถูกส่งไปเป็นางบำเรอในค่ายทหารของท่าน แต่ว่าข้าไม่อยากเป็นางบำเรอรวมทั้งทุกคนที่มาพร้อมกับข้าด้วย” หลินซือเยว่หยุดเอ่ยแล้วมองแม่ทัพเหลียนที่กำลังเดือดดาลอยู่ในใจ ดวงตากลอกกลิ้งไปด้านข้าง
“ไม่ต้องมองหาหรอกทหารเฝ้ายามถูกข้าวางยาสลบไม่ตื่นขึ้นมาง่าย ๆ” นางเอ่ยพลางพาดขาไขว่ห้างท่าทางไม่สมกับเป็สตรียุคโบราณเลยจริง ๆ ทำไงได้ข้ามาจากยุคปัจจุบันด้วยนี่บางอย่างก็ติดนิสัยเดิมมา
“เข้าเื่เลยแล้วกันข้าโตมาในอารามเต๋าจึงมีความสามารถพิเศษเล็กน้อยแม่ทัพเหลียนจุดหว่างคิ้วของท่านดำคล้ำเป็ร่องลึกชะตาของบุตรชายกำลังแปดเปื้อนสิ่งสกปรก ยามนี้ร่างกายของเขากำลังซูบผอมลงไปเรื่อยๆ หากเดาไม่ผิดข้าว่า ไม่เกินเดือนเขาคงเหลือแค่กระดูก”
แม่ทัพเหลียนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอพยายามที่จะดันเข็มเล่มนั้นให้หลุดออกจากร่างกาย
“หากข้าถอนเข็มออก ท่านจะรับฟังหรือไม่บอกไว้ก่อนว่าข้านั้น สามารถฆ่าคนได้โดยที่ไม่ต้องขยับตัวด้วยซ้ำ”หลินซือเยว่มองเห็นความเป็พ่อในตัวเขานางไม่กลัวเดินไปดึงเข็มเล่มนั้นออกแต่โดยดี
“เฮือก !เ้าไปฟังเื่ลูกชายของข้ามาจากไหน ใครมันปากมากเช่นนี้”
อ้าว ข้านึกว่าท่านเชื่อข้าแล้วเสียอีกหลินซือเยว่หมดคำจะเอ่ย “นี่ท่านไม่อยากช่วยลูกชายเลยรึ”
“อยากสิ แต่ว่าเ้าไม่ใช่ยังเป็เพียงแม่นางน้อยอยู่รึ เหตุใดจะสามารถปัดเป่าความชั่วร้ายออกจากตัวลูกชายของข้าได้”
“น่ารำคาญ !”
ความสูงเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบหกเิเกับหน้าตาอันอ่อนเยาว์ของร่างนี้แม้นางจะมีสีหน้าเคร่งขรึมของท่านปรมาจารย์ในอดีตกาลก็ไม่สามารถทำให้ผู้คนนับถือได้ในครั้งแรกที่เห็นหน้า
แม่ทัพเหลียนตะลึงไม่คิดว่าจะถูกเด็กสาวรุ่นลูกตวาดเข้าให้
“ข้าก็บอกอยู่ว่าโตมาในอารามเต๋ายังจะสงสัยข้าอีกเช่นนั้นท่านไปถามจี๋ไห่ดูก็แล้วกัน ว่าข้ามีความสามารถจริงหรือไม่ อ้อท่านอย่าเพิ่งให้คนส่งนักโทษสตรีไปเป็นางบำเรอไม่เช่นนั้นข้าจะเผาเรือนท่านให้วอดวาย” นางโมโหแล้วจริง ๆเปิดประตูแล้ววิ่งหายไปในความมืด
“เผาเรือนของข้าเ้าคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน !”แม่ทัพเหลียนวิ่งออกมาหน้าประตู เห็นทหารฝีมือดีของตนกองอยู่บนพื้นทั้งสองคนดวงตาก็แข็งกร้าวขึ้นในทันที รีบเรียกหาคนที่อยู่นอกเรือนมาหามพวกเขาไปที่ห้องและเรียกหมอมาดูอาการ
แม้แม่ทัพเหลียน้าลากตัวนางมาลงโทษเดี๋ยวนั้นเลยแต่คำทำนายของนางยังค้างคาใจเขาอยู่ เพื่อความไม่ประมาทตอนเช้าจึงสั่งระงับเื่การทำงานนางบำเรอเอาไว้ก่อนและให้คนไปเรียกจี๋ไห่มาพบเขาที่เรือน จึงทำให้รู้เื่อนุภรรยาของจี๋ไห่คลอดบุตรแล้วหมดสติไม่พื้นคืน ได้เทียบยาจากนางไปรักษาอาการจนฟื้นขึ้นมาได้
“ตามความเห็นของเ้าเ้าว่านางเป็พวกหลอกลวงหรือไม่”แม่ทัพเหลียนยังไม่ค่อยเชื่อเื่นี้
จี๋ไห่เลยต้องเล่าเื่คำทำนายที่แม่นยำไม่ว่าจะเป็เคราะห์จากโจรฟ้า หรือหินถล่มทับเส้นทาง ทุกคนรอดมาได้ก็เพราะนาง
สีหน้าของแม่เหลียนไม่สู้ดีนักจี๋ไห่คิดว่าเขาคงไม่เชื่อ“ท่านแม่ทัพเหลียนนางยังสามารถสวดส่งิญญาผู้ตายได้ด้วย กองไฟตรงอื่นดับหมดมีเพียงกองไฟในพิธีของนางที่ลุกโชน กระทั่งกระดาษเหลืองในมือของญาติผู้ตายนางก็สามารถทำให้เผาไหม้ได้พร้อม ๆ กัน ตอนนั้นข้าขนลุกไปหมดไม่เชื่อก็ต้องเชื่อขอรับ”
แม่ทัพเหลียนไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาอีกส่งสัญญาณมือให้คนพาจี๋ไห่กลับไป
ทหารหน้าเรือนเข้ามารายงานเื่สำคัญ“ท่านแม่ทัพบ่าวที่จวนมีเื่ด่วนขอรับ”
“ให้เข้ามา”
หลังได้รับรายงานจากบ่าวในจวนแม่ทัพเหลียนใบหน้าตื่นตระหนกในทันที“เ้าไปตามหาหลินซือเยว่ที่กระโจมนักโทษสตรีมาใหม่ แล้วพาไปที่จวนเดี๋ยวนี้ !” ตัดสินใจลองเชื่อนางดูสักครั้ง
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
พวกเขาไม่ต้องหาตัวให้วุ่นวายหลินซือเยว่สะพายกระเป๋าเป้ของนาง ยืนรออยู่หน้ากระโจมก่อนหน้าแล้วพอทหารเดินมาหยุดหน้ากระโจม นางก็เอ่ยขึ้น “ข้าหลินซือเยว่ นำทางไปเถอะ”
ทหารที่มาลอบกลืนน้ำลายเบา ๆแม่นางน้อยผู้นี้เหตุใดถึงได้รู้ล่วงหน้าได้
“พี่สะใภ้นางไปทำความผิดอะไรมาถึงได้มีคนมาพาตัวนางไป” หลินจื่อรั่วมองตามหลังพวกเขาไปด้วยความสงสัย
“หรือว่ามีนายทหารขั้นสูงพึงพอใจในตัวของนางเลยเรียกไปรับใช้เป็การส่วนตัว” อนุจางเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“นี่นับว่าเป็เื่ดีไม่ใช่หรือไม่ต้องรับใช้บุรุษมากหน้าหลายตา” อนุหลิวไม่เห็นว่าเื่นี้จะโชคร้ายตรงไหน
“พวกท่านก็พูดไปบางทีเื่อาจไม่ได้เป็อย่างที่ทุกคนคิดก็ได้” จี่หวังลี่เอ่ยอย่างเลื่อนลอย
วันนี้พวกนางยังไม่ต้องทำงานเป็นางบำเรอแต่ก็มีงานซักล้างที่ต้องทำอยู่คราวนี้หลินจื่อรั่วไม่สามารถให้ใครทำแทนได้อีกต่อไปเพราะมีคนคอยคุมพวกนางทำงานตลอดทั้งวัน
จวนแม่ทัพเหลียน
หลินซือเยว่ควบม้าตามหลังนายทหารมานางดึงเชือกบังเหียนม้าให้หยุด ตรงหน้าประตูจวนแม่ทัพเหลียนร่ายคาถาเปิดเนตรทิพย์เพื่อมองหาสิ่งอัปมงคลกลุ่มควันสีดำลอยออกมาจากเรือนหลังหนึ่งในจวน ไม่ใช่แค่ิญญาดวงเดียวแต่มีนับสิบดวงเห็นจะได้ งานไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
“คุณหนูหลินเชิญทางนี้นี้ขอรับ”นายทหารนำทางคิดว่านางไม่กล้าเข้าจวน จึงหันกลับมาเรียกอีกที
หลินซือเยว่พยักหน้าลงใช้เท้ากระทุ้งท้องม้าเบา ๆ ก้าวผ่านธรณีประตูจวนเข้าไปด้านในทั้งคู่เดินไปยังเรือนของเหลียนเฉินฟู่ บุตรชายคนโตของแม่ทัพเหลียนสถานการณ์ที่นี่เข้าขั้นร้ายแรง หากปล่อยไว้นานกว่านี้ อาจไม่เหลือแม้ลมหายใจ
“คุณหนูหลินเ้ามาแล้ว”แม่ทัพเหลียนหันไปมองนางด้วยท่าทางขอความเห็นใจ
“ท่านพี่นางจะช่วยฟู่เอ๋อร์ได้อย่างไร”นี่เป็คำพูดที่แลดูสิ้นหวังเหลือเกินเมิ่งลี่หยางเป็ฮู่หยินคู่บุญคุณกรรมของแม่ทัพเหลียนนางทุกข์ระทมจากเื่บุตรชายคนโต จนใบหน้าซูบตอบดวงตาอิดโรย
“ฮูหยินนางนี่แหละที่จะช่วยฟู่เอ๋อร์ของเราได้”แม่ทัพเหลียนเอ่ยออกไปทั้งที่ตัวเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำ
หลินซือเยว่ไม่อยากเสียเวลานางมองดูบุตรชายของแม่ทัพเหลียนที่น้ำลายฟูมปาก ดวงตาเลื่อนลอยประเดี๋ยวยิ้มประเดี๋ยวร้องไห้ ร่างกายผอมแห้งไร้จิติญญาถูกมัดเอาไว้บนเก้าอี้กลางห้อง บ่าวไพร่หลายคนถูกทำร้ายจนพากันเนื้อตัวสั่นเทาไปหมด ภายในห้องเหมือนถูกพายุพัดถล่มเครื่องเรือนกระจัดกระจายไปทุกทิศ หากเหลียนเฉินฟู่ไม่ถูกมัดไว้เขาคงอาละวาดหนักกว่านี้เป็แน่
“แม่ทัพเหลียนท่านให้บ่าวไพร่พวกนี้ไปรักษาตัวก่อนเถอะ”
แม่ทัพเหลียนโบกมือให้ทหารเข้ามาจัดการพาคนออกไป “คุณหนูหลินพอจะบอกได้หรือไม่ว่าลูกชายของข้าพบเจอสิ่งใดเข้า”
หลินซือเยว่มองประตูที่ถูกปิดลงยามนี้มีเพียงสองสามีภรรยาตระกูลเหลียน กับแม่นมซึ่งเป็คนของเมิ่งฮูหยินบรรยากาศในห้องเย็นะเืยิ่งนัก “ลูกชายของท่านถูกคนมุ่งร้ายบนตัวของเขามีดวงิญญาอาฆาตเกาะติดอยู่”
เมิ่งฮูหยินได้ยินก็แทบเป็ลมดีที่แม่นมของนางประคองเอาไว้ทัน หลินซือเยว่ชี้ไปที่เก้าอี้“ให้ฮูหยินนั่งบนเก้าอี้”
แม่นมรีบประคองเมิ่งฮูหยินไปนั่งลงบนเก้าอี้
“มันเป็ผู้ใดกันบังอาจทำเื่เลวร้ายเช่นนี้กับลูกชายของข้า”
หลินซือเยว่ถอนหายใจเบา ๆ“เื่ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน มีเพียงท่านที่รู้ แต่ว่าคนที่สามารถพาดวงิญญาร้าย มาอยู่บนตัวของลูกชายท่านได้ต้องมีสิ่งนำพามา ของสิ่งนั้นต้องยังอยู่บนตัวของเขาก่อนเกิดเื่มีสิ่งของชิ้นไหนที่เขาเพิ่งได้รับมาหรือว่าให้พกติดกาย”
คำถามของหลินซือเยว่ทำให้สองสามีภรรยาต้องขบคิดหนักแต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรพวกเขาก็คิดไม่ออก แม่นมของเมิ่งฮูหยินตบอกตัวเองเบา ๆเหมือนนางคิดได้
“บ่าวรู้เ้าค่ะก่อนหน้านี้ท่านป้าของคุณชาย ได้นำกำไลหยกโลหิตมามอบให้ เอาไว้ป้องกันภัยอันตรายเห็นบอกว่าได้รับการปลุกเสกคาถาป้องกันสิ่งชั่วร้ายจากนักพรตเต๋าชื่อดังที่วัดฮุ่ยหยางเ้าค่ะ”
“จริงด้วยข้าก็เพิ่งนึกออกคุณหนูหลินสิ่งนั้นคือกำไลหยกโลหิตบนข้อมือของฟู่เอ๋อร์”เมิ่งฮูหยินชี้ไปที่ข้อมือของบุตรชาย
ตอนแรกที่หลินซือเยว่มองไม่เห็นเพราะว่าแขนเสื้อของหยางเฉินฟู่ยาวปิดเอาไว้ นางเดินเข้าไปใกล้ ๆแล้วถอดกำไลออกจากข้อมือของหยางเฉินฟู่เหล่าิญญาร้ายนับสิบดวงพุ่งเข้ามาหมายจะโจมตีนาง แต่พอแตะโดนตัวนางกลับพากันกรีดร้องส่งเสียงโหยหวนออกมา
หลินซือเยว่ “ไม่เจียมตัว”
ิญญาร้ายไม่กล้าเข้าใกล้นางทำได้เพียงแค่สร้างลมสร้างเสียงหวีดหวิวภายในห้องแม่ทัพเหลียนก้าวไปปกป้องฮูหยินของตนเองดูเหมือนข้าวของในห้องกำลังเคลื่อนที่เองได้
“บังอาจ !”หลินซือเยว่รู้ว่าิญญาร้าย กำลังสร้างความปั่นป่วนให้นางอยู่
รีบหยิบยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกมามอบให้ทั้งสามคนพกติดตัวเอาไว้ จากนั้นนำไปติดไว้ที่หน้าผากของหยางเฉินฟู่ร่ายคาถาปัดเป่าให้ทรงพลังเพิ่มขึ้นเพียงเท่านี้เหล่าิญญาร้ายก็ไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้อีก