“เจิ้งฉี ตอนนี้ที่บริษัทเป็นยังไงบ้าง” คุณย่าหลินถามหลานชาย ถึงแม้คุณย่าหลินจะออกจากโรงพยาบาลมาได้พักใหญ่แล้ว แต่ท่านยังมีท่าทางเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
“ค่อนข้างยุ่งครับคุณย่า แต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” หลินเจิ้งฉีตอบ
“แล้วจิงจือล่ะ ตอนนี้ทำอะไรอยู่” คุณย่าหลินยังถามถึงหลานสาว ถึงแม้ท่านจะเคยพูดออกไปว่าสามารถตัดคนที่ไม่มีประโยชน์ออกจากตระกูลได้ แต่ความเป็นจริงใครจะไปทำอย่างนั้นได้ล่ะ
“คุณพ่อสั่งพักงานจิงจือไปชั่วคราวน่ะครับ งานทุกอย่างก็เลยตกมาอยู่ที่ผม แต่อีกไม่นานผมก็จะให้จิงจือกลับเข้ามาทำงานเหมือนเดิมแล้วล่ะครับ ผมเชื่อว่าบทเรียนคราวนี้คงทำให้เธอทำงานรอบคอบและใจเย็นขึ้น”
“เมื่อก่อนย่าคิดว่าอาจจะเพราะจิงจือยังเด็ก ก็เลยชอบทำอะไรตามใจตัวเองไปบ้าง ย่าก็เลยไม่คิดที่จะห้ามปราม เพราะคิดว่าพอโตขึ้นเธอก็จะคิดได้เอง แต่กลายเป็นว่าย่าคิดผิด”
“ต้องโทษผมที่ไม่ดูแลน้องให้ดีด้วยครับ”
“ตอนนี้มีหลานเข้ามาดูแลบริษัทแทน เท่านี้ย่าก็สบายใจขึ้นเยอะแล้วล่ะ” คุณย่าหลินพูดพร้อมกับถอนหายใจ “เด็กซูเจินคนนั้นเป็นคนเก่งมากคนหนึ่งเลยนะ น่าเสียดายที่เรารั้งเธอให้เข้ามาทำงานกับเราไม่ได้”
“คุณย่าครับ เรื่องที่ผมติดค้างเธอ ผม...” หลินเจิ้งฉียังไม่กล้าพูดความในใจออกไป
“เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ที่ย่ากับพ่อของหลานทำไปทุกอย่างในเวลานั้นก็เพราะความอยู่รอดของตระกูลเรา หลานอย่าพยายามรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกเลย เราดูแลและให้เงินตอบแทนเธอมากมาย ที่เธอประสบความสำเร็จมาได้อย่างทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะความช่วยเหลือของเรา หลานคิดว่ามันยังไม่เพียงพออีกหรือ” คุณย่าหลินถามหลานชายกลับ
“แต่คุณย่าครับ ผมติดหนี้เธอ ถึงแม้เราจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอจนเธอพัฒนาตัวเองมาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่มันก็เทียบไม่ได้กับครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ของเธอเลยนะครับ ผมเป็นคนพรากสิ่งนั้นไปจากเธอ ในขณะที่เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ผมกลับหนีความจริงไปใช้ชีวิตที่สุขสบายอยู่ต่างประเทศ ผมละอายใจครับคุณย่า” หลินเจิ้งฉีพูดพร้อมกับกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นน้ำตาของตัวเองไว้ ความรู้สึกผิดนี้มันอยู่ในใจของเขามานาน เขาไม่มีวันให้อภัยกับตัวเองได้เลย
คุณย่าหลินมองดูหลานชายอย่างนึกสงสาร ท่านรู้ดีว่าหลานชายเป็นคนจิตใจดี เขาจะยอมรับกับเรื่องนี้ได้อย่างไร คุณย่าหลินนึกย้อนไปถึงอุบัติเหตุในวันนั้น ตอนที่ท่านไปร่วมงานเลี้ยงที่สถานสงเคราะห์ อยู่ดีๆ ท่านก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในวันนั้นหลินเจิ้งฉีเป็นคนติดตามท่านไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วย เขาเห็นคุณย่าอาการไม่ดี และตอนนั้นคนขับรถก็ไม่ได้ประจำอยู่ที่รถ เขาจึงคิดที่จะขับรถพาคุณย่าไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง แต่เพราะความตกใจและยังขับรถไม่คล่อง เขาหักหลบรถคันหนึ่งเข้าข้างถนน แต่โชคไม่มีที่ตรงนั้นมีพี่สาวและน้องชายคู่หนึ่งยืนอยู่ รถของเขาชนเด็กคู่นั้นเข้าอย่างจัง ไม่นานก็มีคนมาพาคุณย่าหลินและตัวเขาหลบออกไปจากที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นเขาก็ถูกส่งไปอยู่ต่างประเทศเพื่อรักษาตัวจากอาการช็อกครั้งนั้นอยู่หลายปี
ถึงแม้จะรู้ว่าหลานชายรู้สึกผิดจากเหตุการณ์นั้นมาก แต่เพื่อรักษาชื่อเสียงของบริษัท อีกทั้งเรื่องมันก็ผ่านนานแล้ว ท่านเองก็ได้ชดเชยให้กับซูเจินไปไม่น้อยแล้วเช่นกัน คุณย่าหลินคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะให้หลานชายปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ดังนั้นคำขอโทษที่หลานชายอยากจะบอกกับฝ่ายนั้น ท่านจึงคิดว่ามันไม่จำเป็น ถึงแม้จะเป็นความคิดที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว แต่เพื่อตระกูลหลินแล้ว ท่านยอมรับกับความเห็นแก่ตัวนั้น
คุณย่าหลินกับหลินเจิ้งฉีไม่รู้เลยว่าบทสนทนาของพวกเขาถูกคนๆ หนึ่งได้ยินเข้าพอดี เพราะประตูห้องทำงานแง้มอยู่เธอจึงถ่ายวิดีโอบันทึกการสนทนานั้นไว้ได้ทัน หลินจิงจือปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว ก่อนที่จะเคาะประตูแล้วเดินเข้าไปหาคนทั้งสองด้านใน
“คุณย่าคะ ให้โอกาสหนูกลับมาทำงานที่บริษัทอีกครั้งเถอะนะคะ คราวนี้หนูจะเชื่อฟังพี่ใหญ่อย่างดีเลยค่ะ” หลินจิงจือเดินเข้ามาคุกเข่าอยู่ข้างคุณย่าหลิน
“จิงจือ ย่าคิดว่าหนูยังไม่พร้อมที่จะทำงานใหญ่อย่างนี้หรอก ช่วงนี้หลานก็พักงานไปก่อนเหมือนที่พ่อของหลานว่าก็แล้วกัน หรือถ้าหลานเหงา หลานก็มาอยู่เป็นเพื่อนย่า”
“คุณย่าขา หนูผิดไปแล้วจริงๆ นะคะ” หลินจิงจือบีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผล ตั้งแต่คุณย่าหลินป่วยคราวนี้ หัวใจที่เคยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของท่านก็อ่อนล้าลงไปด้วย
“เจ้าใหญ่ หลานมีความเห็นว่ายังไง” คุณย่าหลินหันไปถามหลานหลินเจิ้งฉี ซึ่งเขาก็เข้าใจในคำถามของคุณย่าหลินทันที เพราะถึงยังไงหลินจิงจือก็เป็นหลานสาวของท่าน
“ผมจะดูแลน้องอย่างดีครับคุณย่า บทเรียนคราวนี้คงทำให้จริงจือปรับปรุงตัวได้ดีขึ้นครับ” ถึงแม้หลินเจิ้งฉีจะยังไม่มั่นใจในพฤติกรรมของน้องสาว แต่เพื่อให้คุณย่าหลินสบายใจ เขาจำต้องรับปากเรื่องนี้ไปก่อน
“หนูจะไม่ทำให้คุณย่าผิดหวังเลยค่ะ” หลินจิงจือขอบคุณคุณย่าหลิน “ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่ที่ให้โอกาสฉัน ฉันจะเชื่อฟังคำสั่งของพี่อย่างดีเลยค่ะ”
หลินจิงจือได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาทำงานที่บริษัท แต่เธอยังไม่มีหน้าที่รับผิดชอบงานใหญ่เหมือนเมื่อก่อน งานทุกอย่างอยู่ภายใต้การพิจารณาของหลินเจิ้งฉี ถึงแม้จะไม่พอใจ แต่หลินจิงจือก็ยังไม่กล้าแผลงฤทธิ์ตอนนี้
“รอให้คุณย่ากับคุณพ่ออารมณ์เย็นลงสักหน่อย พี่จะให้เธอกลับไปรับผิดชอบงานเดิมของเธอ” หลินเจิ้งฉีบอกน้องสาว เพราะเขารู้ว่าเธอไม่พอใจกับหน้าที่ในปัจจุบัน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเพิ่งกลับเข้ามาได้ไม่นาน พี่ใหญ่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่เลยนะคะ แค่ฉันได้กลับเข้ามาทำงานในบริษัทอีกครั้ง เท่านี้ฉันก็พอใจแล้ว” หลินจิงจือตอบกลับไป
“จิงจือ พี่ขอถามเธอสักหน่อยเถอะเรื่องผู้ช่วยของเธอน่ะ”
“พี่ใหญ่จะถามอะไรคะ” หลินจิงจือถามขึ้นอย่างตกใจ เมื่อนึกถึงคลิปนั้นขึ้นมา
“เธอจะตกใจอะไร พี่แค่จะถามว่าเขาเป็นแค่ผู้ช่วยเธอ หรือพวกเธอคบกันด้วยสถานะไหน ถ้าเป็นแค่ผู้ช่วย เธอก็พยายามรักษาระยะห่างกับเขาสักหน่อย ผู้ช่วยทำตัวตีเสมอเจ้านายมันดูไม่ดีเท่าไหร่หรอก หรือถ้าเธอคบกับเขาอยู่ เธอก็พาเขาไปแนะนำกับคุณย่าและคุณพ่อให้เป็นเรื่องเป็นราว”
“พี่ใหญ่เรื่องนี้ฉันจะจัดการเองค่ะ” หลินจิงจือตอบอย่างไม่พอใจที่พี่ชายเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอ และเธอยังกลัวอีกด้วยว่าพี่ชายจะรู้เรื่องคลิปของเธอกับกัวจิ้งหยวน
“ที่พี่พูดไปก็เพราะพี่เป็นห่วงเธอ ในฐานะพี่ชายพี่จะเตือนเธอบ้างไม่ได้เลยเหรอ” หลินเจิ้งฉีตอบกลับอย่างใจเย็น
“พี่ใหญ่ห่วงเรื่องของตัวเองให้ดีเถอะค่ะ ความลับมันไม่มีในโลกหรอกนะคะ” หลินจิงจือพูดกลับไปอย่างไม่รักษาอารมณ์ตัวเองต่อไปอีกแล้ว เธอไม่ชอบท่าทางแบบนี้ของพี่ชายเลย ในสายตาของคนอื่นหลินเจิ้งฉีเป็นคนเก่ง สุขุม ใจเย็น เป็นคนที่ประพฤติตัวดี จนใครๆ มักจะเอาเธอไปเปรียบเทียบกับเขา เธออิจฉาพี่ชายมาตั้งแต่เด็กๆ ในเมื่อเธอรู้ความลับของเขาแล้ว เธอจะปล่อยโอกาสงามๆ นี้ไปได้อย่างไร
“เธอหมายความว่ายังไง” หลินเจิ้งฉีถามอย่างสงสัย
“ฉันบังเอิญไปรู้ความลับที่พี่ใหญ่พยายามปิดบังเอาไว้เข้าพอดีน่ะค่ะ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ฉันจะขึ้นไปนั่งในตำแหน่งผู้สืบทอด แต่ฉันอยากจะขอร้องพี่ใหญ่ให้ช่วยทำงานบางอย่างให้ฉันเท่านั้น ฉันหวังว่าพี่ใหญ่จะไม่ปฏิเสธ”
“ความลับของพี่เหรอ” หลินเจิ้งฉีพยายามใช้ความคิด เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า วันนั้นที่เขาพูดเรื่องของซูเจินกับคุณย่าในห้องทำงาน เป็นวันเดียวกับที่หลินจิงจือเข้าไปขอร้องคุณย่าให้เธอกลับเข้ามาทำงานที่บริษัท หลินเจิ้งฉีถอนหายใจก่อนที่จะพูดต่อ “เธอตั้งใจจะใช้เรื่องนั้นมาขู่พี่เหรอ เธอลองบอกมาก่อนสิว่าเธออยากจะให้พี่ช่วยเธอเรื่องอะไร”
“ไหนๆ พี่ใหญ่ก็พูดเรื่องผู้ช่วยของฉันขึ้นมาแล้ว พี่ช่วยฉันกำจัดเขาออกไปให้พ้นจากชีวิตฉันทีได้ไหมคะ ทำให้เขาไม่มีโอกาสกลับมายืนอยู่ต่อหน้าฉันเลยก็ยิ่งดี”
“ไม่มีโอกาสกลับมาเลยอย่างนั้นเหรอ” หลินเจิ้งฉีขมวดคิ้วแน่น “จิงจือ พี่ทำเรื่องโหดร้ายอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ พี่ทำเรื่องเลวร้ายอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ”
“แต่พี่ใหญ่ก็เคยทำลายชีวิตคนอื่นมาแล้ว พี่ใหญ่คงไม่ลืมเรื่องนี้หรอกนะคะ” หลินจิงจือพูดอย่างไม่สนใจก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วเดินไปที่ประตู “พี่ใหญ่ยังไม่ต้องรีบปฏิเสธฉันหรอกค่ะ กลับไปคิดทบทวนให้ดีก่อนดีกว่า พี่ก็รู้ว่าถ้าเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ผลกระทบที่ตามมาจะมากมายขนาดไหน ขนาดคุณย่า ท่านยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ออกมาเลย”