รจนาหอบข้าวหอบของไปเฝ้าดูอาการของลูกชายของตัวเองในพระราชวัง ทว่าภายใต้เคราะห์ร้ายก็ยังมีบุญเก่าค่อยช่วยเหลืออยู่บ้าง เพราะทางการบอกว่าพวกเขาช่วยจะรักษาผู้ประสบภัยอย่างวารุตจนให้หายเป็ปกติ
วารุตได้พักฟื้นอยู่ในตำหนักของหมอหลวง เขาได้สติขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ยังขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแขนข้างซ้ายที่เขาจะต้องเคลื่อนไหวมันให้น้อยที่สุด หมอหลวงจึงได้ทำการสวมใส่เฝือกเพื่อช่วยประคองให้กระดูกทั้งสองท่อนประสานตัวกัน ถึงจะใช้ชีวิตยากลำบาก แต่ก็ยังดีที่มีแม่มาอยู่เป็เพื่อน ค่อยป้อนข้าว ป้อนน้ำ มีแม่ที่ค่อยดูแลเขาอยู่ไม่ห่าง
แต่เมื่อใดที่วารุตเอ่ยถามถึงพ่อ นางรจนาก็จะเงียบนิ่งไม่เอ่ยถึงสังข์ทองเลยสักคำ แต่ด้วยการที่วารุตเป็ลูก ถูกทั้งคู่เลี้ยงดูมาั้แ่เกิด วารุตจึงรู้จักนิสัยใจคอของพ่อแม่ของตนเป็อย่างดี
แม่คงโกรธที่ตนกับพ่อไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่แม่ตักเตือน จนเกิดเื่ที่ไม่มีใครคาดฝันและเกือบที่จะเอาตัวไม่รอดแบบนี้ ก็ได้แต่หวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้ดีขึ้น เฉกเช่นกับกระดูกแขนข้างซ้ายของเขา ก็คงต้องใช้เวลาถ้าหากอยากให้มันกลับมาเป็ดั้งเดิม
ขณะวารุตนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย เขาอยู่ในห้องพักนั้นตามลำพัง เพราะแม่ของเขานางพึ่งจะออกไปเอาอาหารกลางวันเมื่อสักครู่นี้เอง ในระหว่างที่วารุตกำลังนั่งมองอะไรเรื่อยเปื่อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เขาตวัดหน้ามองไปที่ต้นเสียง ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก ไม่ใช่นางรจนา เห็นเป็ชาย ไม่สิ! ดูเหมือนจะเป็คุณตามากกว่า เขาตัวเล็กผอมกะหร่อง ชายแก่สูงวัยผู้นี้เดินเข้ามาข้างใน พร้อมกับหนังสือเล่มใหญ่สองเล่มอยู่ในมือของเขา
วารุตไม่รู้จักคุณตาคนนี้ แต่สายตากับรอยยิ้มที่คุณตาส่งมานั้น ราวกับว่าเขารู้จักวารุตมาก่อน
วิเคราะห์จากเครื่องแต่งกายคุณตาคงจะเป็คนที่ทำงานในพระราชวัง วารุตคาดเดา
“มีอะไรกับข้า อย่างงั้นหรือขอรับ”
วารุตเอ่ยถามแบบเกร็งๆ
ชายแก่หุบยิ้มเมื่อชำเลืองมองไปที่แขนซ้ายของเขา
“เป็ยังไงบ้าง ก็นะ ถ้าเป็คนอื่นคงจะถามคำถามแบบนี้ กระดูกแขนซ้ายหักเป็สองท่อน และพึ่งผ่านมาเพียงแค่คืนเดียว มันคงจะยังไม่ทุเลาอะไรขนาดนั้นหรอก ตอนนี้เ้าคงจะรู้สึกปวดไม่น้อยเลยใช่ไหม”
วารุตนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ เขารู้สึกว่าคุณตาคนนี้จะแปลกๆ ยังไงชอบกล
“ข้าชื่อเมฆา ทำงานอยู่แถวนี้แหละ”
คุณตาเอ่ยแนะนำตัวเอง
“ข้าเป็ทหาร ทำงานอยู่ภายในพระราชวังแห่งนี้”
สันหลังของวารุตยังคงตั้งตรง
“ขอรับ” วารุตขานรับ
ยังไงซะเขาก็ยังรู้สึกมึนงงอยู่ดี
คุณตาวางหนังสือทั้งสองเล่มลงไว้ที่หัวเตียง
“เ้าต้องพักฟื้นอยู่ที่นี่ราว ๆ สามเดือน เ้าคงจะเบื่อแย่ นั่งจนรากงอกเลยล่ะ ข้าจึงหาหนังสือมาให้เ้าอ่าน”
คุณตาแจกแจงให้วารุตเข้าใจ
แม้วารุตจะจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าวารุตจะไม่รู้จักคุณตาเลยเสียด้วยซ้ำ แต่เขาก็รู้สึกเช่นนั้น มันก็ถูกเผงเลย นี่พึ่งจะผ่านมาเพียงแค่วันเดียววารุตก็เริ่มรู้สึกเบื่อจะแย่อยู่แล้ว
“ขอบคุณท่านมากขอรับ มันต้องช่วยข้าได้มากแน่ ๆ”
วารุตเอ่ยพลางโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม
ระหว่างที่คุณตากำลังเดินออกไป จู่ ๆ เขาก็ม้วนตัวกลับคืนมา
“ข้าลืมบอกเ้าไปว่าหนังสือที่วางอยู่ตรงนั้น มันมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามเล่ม แต่ข้ากลับหาหนังสือเล่มสุดท้ายไม่เจอ บางทีมันอาจอยู่ในหอสมุดใหญ่ข้างในพระราชวังนี้ล่ะ”
พอสิ้นสุดประโยคคุณตาก็เดินออกจากประตูไป
วารุตชำเลืองมอง เขาเอื้อมมือขวา (ข้างที่ยังขยับได้) ไปหยิบหนังสือหนาเตอะหนึ่งในสองเล่มขึ้นมาดู วางพักไว้หน้าตักและพยายามจะคลี่เปิดอย่างทุลักทุเล
ด้วยข้อจำกัดทางร่างกายทำให้วารุตใช้งานได้เพียงแค่แขนขวาผนวกเข้ากับหนังสือที่หนาเตอะ มันจึงดีดปิดพับงับฝ่ามือของเขา ด้วยเหตุนี้วารุตจึงได้อ่านอักขระของหน้าปกหนังสือเล่มนี้เป็อย่างแรก ที่มันเขียนระบุหัวข้อตัวใหญ่ๆ เอาไว้ว่า วิธีกำราบสัตว์ซาตาน
ณ ราชตำหนักห้องโถงใหญ่ในพระราชวัง อิสตรีนางหนึ่งกำลังนั่งร้อยพวงมาลัยอย่างขะมักเขม้นอยู่ตามลำพัง ในขณะที่ด้านนอกของหน้าต่างก็มีสายลมพัดผ่านแ่เบา บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นเย็นสบาย แต่ทว่าสิ่งที่สะกดสายตากลับมันไม่ใช่ความงดงามของพวงมาลัย
แต่มันกลับเป็ความงดงามของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงนั้น รูปร่างหน้าตาสะสวย ผิวพรรณของนางเป็สีเหลืองทองดุจดั่งดอกทานตะวัน ผมเผ้าสีดำเข้มตรงยาวจรดแผ่นหลัง นางนุ่งห่มผ้าซิ่นสีเงิน สวมใส่ผ้าแถบคาดอกสีเงิน เช่นเดียวกันกับสไบสีเงินที่พาดปิดไหล่ซ้าย ประดับประดาด้วยสร้อยคอสีทองและสร้อยสังวาลสีเดียวกันคาดตาม
บนโต๊ะถัดไปไม่ไกลจากนางมีหนังสือหลายเล่มกองสูงเป็พะเนินตั้งอยู่
ในระหว่างที่หญิงสาวกำลังมีสมาธิจดจ่อกับงานฝีมือที่อยู่ตรงหน้า ประตูตำหนักบานใหญ่ก็เปิดออก
ปรากฏเห็นเป็เด็กหนุ่มเหงื่อแตกโชก ทรงผมกระเซอะกระเซิงเดินเข้ามา สภาพเหงื่อไหลท่วมโทรมกายพลางหายใจหืดหอบ เด็กหนุ่มเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงฐานที่นั่งห่างออกไปไม่ไกลด้วยท่าทางหมดเรี่ยวหมดแรง
หญิงสาววางพวงมาลัยพักเอาไว้บนพานทอง ก่อนที่นางจะลุกขึ้น
“เหตุใดวันนี้เ้าดูเหนื่อยล้ากว่าทุกวัน”
หญิงสาวเอ่ยถามอยากใคร่รู้
“ก็วันนี้เสด็จพ่อ ท่านลงไปดูตอนข้าฝึกน่ะสิ”
เด็กหนุ่มตอบ
“ท่านบอก ถ้าอยากเป็พระมหากษัตริย์ที่แข็งแกร่งข้าจะต้องฝึกให้มากกว่านี้”
เด็กหนุ่มพิรี้พิไร
หญิงสาวมองอีกฝ่ายอย่างปลงตกมือของนางพลางหยิบยืดผ้าเช็ดหน้าให้
“ทำไมพี่ไม่เกิดมาเป็ผู้ชาย หรือไม่ข้าก็เกิดมาเป็ผู้หญิงคู่กันไปเลย ทั้ง ๆ ที่เราเป็ฝาแฝดกันแท้ๆ”
เด็กหนุ่มพรั่งพรู่ พลางหัวเราะปิดท้ายอย่างประชดประชัน
“พูดอะไรเขาเ้า คนเราเลือกเกิดได้ที่ไหน เอาไว้เดี๋ยวพี่ไปบอกให้เสด็จแม่ช่วยพูด”
“ไม่ได้ผลหรอก ท่านแม่ก็คล้อยตามท่านพ่อตลอด ก็นะ ข้าก็แค่บ่นไปงั้นหล่ะ มีที่นี่ที่เดียวที่ข้าจะบ่นจะพูดอะไรก็ได้ -- เอาล่ะ ข้าเริ่มจะหิวข้าวแล้วเราไปกินข้าวกันเถอะ”
เด็กหนุ่มพูดตัดบท
หญิงสาวไม่วายกล่าวให้กำลังใจน้องชายฝาแฝดที่ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อให้คู่ควรกับตำแหน่งองค์รัชทายาทว่า
“ภูวดลพี่เชื่อนะว่าเ้าต้องเป็พระมหากษัตริย์ที่เก่งกาจไม่แพ้ท่านพ่อได้แน่”
หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ
ดูเหมือนคำพูดและสายตาที่เชื่อมั่นของนางจะทำให้เด็กหนุ่มมีสีหน้าที่ดีขึ้นมาบ้าง เขายิ้มแสยะมุมปากน้อมรับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“รับทราบแล้วขอรับ นายหญิงใหญ่กรรณิการ์ ทุกคนในราชอาณาจักร ล้วนอยากให้ข้าเป็ผู้สืบทอดราชบัลลังก์กันทั้งนั้น ข้าจะกล้าทำให้คนเ่าั้ผิดหวังได้ยังไงกัน”