จ้าวลู่ชิงนั่งร่างแบบโต๊ะเก้าอี้ที่นางชื่นชอบในชาติที่แล้ว ท่านปู่ท่านย่าของนางอายุมากแล้วให้นั่งตั่งเตี้ย ๆ ทานข้าว ไขข้อคงทนไม่ไหว
สองวันแล้วที่คู่หมั้นของนางรีบเดินทางกลับไปยังโยวโจวหลังจากลักลอบขึ้นไปสำรวจแร่เหล็กแดงกับท่านปู่ ท่านพ่อ และพลเงาจำนวนหนึ่ง เขายังมีน้ำใจกวาดมูลค้างคาวที่อยู่ในถ้ำแบกกลับมาให้นางทำดินประสิว
ลูกสิงโตตัวน้อยทั้งสองนอนหมอบอยู่ข้าง ๆ อย่างรู้ความ หลังจากเมื่อเช้าวิ่งเล่นจนเหนื่อย
หน้าต่างทุกบานเปิดรับลมเย็น วันนี้ร้อนอบอ้าวกว่าทุกวัน เมื่อเช้านางขึ้นไปบนสวนผลไม้ เมื่อพี่ชายบอกว่าลูกพลับใกล้จะได้เก็บเกี่ยว
โรงเลี้ยงสัตว์ของพี่ชายดูใหญ่โต สัตว์ที่เลี้ยง มีแพะ กระต่าย เป็ด ไก่ ส่วนการเลี้ยงหมูพวกตนกำลังคิดทบทวนว่าจะเลี้ยงดีหรือไม่ หากเลี้ยงหมูเยอะพวกนางกลัวโรคระบาดจึงชะลอเอาไว้ก่อน
เสียงดังที่ได้ยินคือเสียงของการก่อสร้างโรงงานสำหรับจัดการผลผลิตที่ปลูกอยู่บนเขา ท่านปู่กับท่านพ่อของนางเป็นคนควบคุมงานก่อสร้างโดยมีนางเป็นผู้ออกแบบอาคารแต่ละหลัง
“คุณหนูเจ้าคะ ช่างตีเหล็กในตำบลนำของที่คุณหนูสั่งมาส่งแล้วเจ้าค่ะ” ซูเซียงรีบเข้ามารายงาน
“เสร็จแล้วหรือ” รีบลุกขึ้นไปหยิบถุงเงินแล้วตามออกไปเรือนด้านหน้า
ช่างตีเหล็กเพิ่งเคยดื่มน้ำชาเป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งสองค่อนข้างกระดากอายวางตัวไม่ถูก บ้านกลางหุบเขาหลังนี้ใหญ่กว่าบ้านหลังอื่นมาก ขนาดบ้านในตำบลยังเทียบไม่ได้ บ่าวรับใช้ก็หน้าตางดงาม ไม่คิดว่าจะมีเศรษฐีหลบซ่อนอยู่ที่นี่
“พวกท่านทำเสร็จเร็วกว่าที่ข้ากำหนดเสียอีก” เสียงไพเราะนี่คือเสียงของสตรีที่จ้างพวกตนทำมีดปอกผลไม้
“พวกข้ารีบทำเพราะกลัวกูเหนียงรีบใช้ขอรับ” สองพ่อลูกรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นเจ้าบ้าน
“ข้าขอตรวจงานสักหน่อย”
“เชิญขอรับ”
จ้าวลู่ชิงมองมีดปอกผลไม้ใบเรียบที่วางอยู่บนโต๊ะจำนวนห้าสิบเล่ม มือลูบคมมีดเห็นว่าพอใช้ได้จึงรับลูกพลับจากซูเจิน จากนั้นก็ทดลองปอก ด้ามมีดปอกจะทำจากไม้ ส่วนที่เป็นคมมีดจะทำจากเหล็ก นางใช้มีดปอกขูดเปลือกลูกพลับปรากฏว่ามันขูดเปลือกออกได้อย่างง่ายดาย
“ใช้ได้” ตรวจสินค้าจนครบทุกอัน จากนั้นก็ถามหามีดผ่าตัดและเข็มที่นางสั่งทำ
“อยู่นี่ขอรับ” กางห่อผ้าที่มีมีดใบเล็กหลายขนาด พวกตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ากูเหนียงผู้นี้จะนำมีดใบเล็กทว่าคมกริบไปทำอันใด
จ้าวลู่ชิงยกมือขึ้นสัมผัสใบมีด มันคมกว่าที่นางจินตนาการเสียอีก ไม่อยากจะเชื่อว่าช่างตีเหล็กยุคนี้จะฝีมือดีเทียบเท่ายุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
สำรวจเข็มในห่อผ้า มือแตะแท่งเข็มเงินอย่างหลงใหล ช่างตีเหล็กสองพ่อลูกช่างทำงานถูกใจนางนัก
“พวกท่านเป็นช่างตีเหล็กที่ฝีมือเก่งกาจนัก”
“ขอบคุณกูเหนียงที่ชมขอรับ”
“นี่คือเงินค่าแรงของพวกท่าน” วางถุงเงินตามที่ตกลงกันไว้ วันนั้นนางวางมัดจำอยู่ที่สิบก้วน วันนี้จ่ายอีกสี่สิบก้วน รวมทั้งหมดที่นางต้องจ่ายคือห้าสิบก้วน มันเป็นเงินมิใช่น้อยเลยทว่าของที่ได้มาก็คุ้มค่า
“กูเหนียง พวกข้ามิคิดค่าแรงขอรับ”
จ้าวลู่ชิงเห็นท่าทีอึกอักของช่างตีเหล็กกับบุตรชายจึงรับรู้ได้ว่าพวกเขาต้องการอันใด
“ท่านมีอันใดก็พูดมาเถิด”
“ข้าอยากซื้อแบบทำมีดปอกผลไม้จากกูเหนียง มิทราบว่ากูเหนียงจะขายแบบให้ข้าได้หรือไม่”
“ท่านอยากซื้อในราคาเท่าใด”
“กูเหนียงเป็นผู้กำหนดราคาจะดีกว่า”
“หากข้าต้องการขายแบบสักพันก้วนล่ะเจ้าคะ”
เสียงกลืนน้ำลายของสองพ่อลูกดังจนคนในห้องได้ยินอย่างชัดเจน “พวกข้าคงไม่มีเงินถึงขนาดนั้น” สีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าแค่ล้อเล่น ข้าคิดแค่ห้าสิบก้วนก็พอ ท่านมิต้องจ่ายเพิ่ม” สองพ่อลูกเป็นคนทำมีดปอกผลไม้ให้นาง หากเขาจะทำออกมาขายโดยไม่ขออนุญาตนางก็ย่อมได้ แต่ทั้งสองซื่อสัตย์มาขอซื้อแบบอย่างตรงไปตรงมา นางจึงไม่คิดหวง
“มิได้ขอรับ แบบพวกนี้มีมูลค่า เงินในถุงนี้พวกข้าตั้งใจว่าจะนำมาซื้อแบบกับกูเหนียง” วางถุงเงินที่รวบรวมมาทั้งหมดต่อหน้าเจ้าของแบบ เงินในถุงมีทั้งหมดสี่สิบแปดก้วน เป็นเงินที่ครอบครัวพวกตนเก็บมาทั้งชีวิต
“ท่านลุงอย่าได้เกรงใจ คุณหนูบอกว่าห้าสิบก้วนก็ห้าสิบก้วนเถิด” ซูเซียงดันถุงเงินไปตรงหน้าสองพ่อลูกที่ประกอบอาชีพช่างตีเหล็ก
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ พวกข้าทำมีดขึ้นมาขาย ได้กำไรพวกเราทั้งสองมาแบ่งกันคนละครึ่ง” ยื่นข้อเสนอ
จ้าวลู่ชิงตาเป็นประกาย นางอุตส่าห์ไม่สนใจแล้วนะ แต่พ่อลูกคู่นี้ต้องการมอบเงินในนางเอง “หากท่านมิสบายใจ ท่านแบ่งกำไรให้ข้าเพียงหนึ่งในสิบส่วนก็ได้”
“ข้าว่า…..”
“ท่านไม่ต้องพูดให้มากความ ข้ามีสิ่งที่ต้องทำต่อ หากมัวแต่ยืดเยื้อ งานข้าคงไม่เสร็จ”
สองพ่อลูกลนลานลุกขึ้นบอกลา เมื่อคิดว่าพวกตนรบกวนเจ้าของบ้าน
จ้าวลู่ชิงบอกให้บ่าวนำมีดปอกไปเก็บไว้ให้ดี ส่วนนางถือมีดผ่าตัดกับเข็มเงินที่สั่งทำกลับเรือน
นางกลับมานั่งออกแบบโต๊ะเก้าอี้ต่อ ดินสอที่นางทำขึ้นเองกับมือ ร่างแบบตามจินตนาการอย่างลื่นไหล
จ้าวฮูหยินยืนมองบุตรสาวนั่งวาดแบบที่มีลักษณะคล้ายโต๊ะ
“บุตรสาวข้า เจ้ากำลังทำอันใด”
จ้าวลู่ชิงหันหลังส่งยิ้มให้กับมารดา นางมิได้ตกใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าผู้ที่มาหยุดยืนอยู่ด้านหลังคือมารดา
“ท่านแม่ ข้ากำลังออกแบบโต๊ะกับเก้าอี้เจ้าค่ะ”
หยิบแบบที่บุตรสาวร่างเสร็จขึ้นมาดู “อันนี้คือโต๊ะอันใด เหตุใดเจ้าถึงเขียนกำกับว่าสามารถหมุนได้”
“เป็นโต๊ะสำหรับทานข้าวเจ้าค่ะ หากทำเสร็จแล้วท่านแม่ต้องชอบใจมากแน่”
“โต๊ะทานข้าวเหตุใดถึงสูงเพียงนี้ แล้วนี่เก้าอี้ใช่หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ ท่านปู่กับท่าย่าชรามากแล้ว นั่งยอง ๆ มากเกินไปอาจทำให้ข้อเข่าเสื่อม”
“แล้วนี่คือเก้าอี้อันใด” ชี้ไปยังแบบอีกอัน
“อันนี้เป็นเก้าอี้โยกเจ้าค่ะ สำหรับนั่งพักผ่อน”
“เก้าอี้โยกรึ แม่ต้องการเก้าอี้โยก”
“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะสั่งทำเก้าอี้โยกให้ทุกคนเลย”
“เจ้าจะสั่งผู้ใดเป็นคนทำให้” จ้าวฮูหยินกังวลว่าแบบเก้าอี้ของบุตรสาวจะรั่วไหลไปสู่ภายนอก นี่มันความคิดของบุตรสาวนาง จะให้คนอื่นมาชุบมือเปิบได้อย่างไร
“ข้ายังไม่ทราบเลยเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้ให้แม่จัดการเอง” ไม่ได้การแล้ว นางต้องรีบไปปรึกษากับแม่สามีเกี่ยวกับเรื่องนี้
จ้าวลู่ชิงกำลังอ้าปากจะพูดกับมารดา แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะท่านรีบวิ่งออกจากเรือนไปโดยไม่ได้ร่ำลา
“ท่านแม่ข้าใจร้อนเหมือนเคย”
“ฮูหยินทำถูกแล้วเจ้าค่ะ แบบพวกนี้หากรั่วไหลไปอยู่ในมือคนนอก สกุลจ้าวจะเสียเปรียบนะเจ้าคะ” อี้หมัวมัวเห็นด้วยกับจ้าวฮูหยิน คุณหนูของนางมีความรู้ประดิษฐ์สิ่งของมากมาย แต่ถูกคนนอกมาชุบมือเปิบไปเกือบทุกอย่าง
จ้าวลู่ชิงมิได้คิดอันใดมาก สิ่งที่นางเคยเห็นในชาติที่แล้วมันมากมายจนชั่วชีวิตของชาตินี้ไม่รู้ว่านางจะนำมาใช้หมดหรือไม่นี่สิ ลงมือร่างแบบต่อ มืออีกข้างก็สลับลูบหัวสิงโตตัวน้อยที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ
ทางเข้าหมู่บ้านซ่านเป่ยมีชายชราบังคับรถม้าคันเก่า ๆ มุ่งตรงมา เด็กในหมู่บ้านที่คอยวิ่งเล่น รีบวิ่งมายืนอยู่ข้างถนนเพื่อคอยถามเหมือนทุกครั้งที่มีคนนอกเข้ามาในหมู่บ้าน
“ท่านปู่มาหาผู้ใด” จ้าวฉือถามเสียงดังฟังชัด แม้จะสงสัยกับสภาพราวกับขอทานของชายชรา
“ที่นี่คือหมู่บ้านซานเป่ยหรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ”
“ข้ามาหาคนบ้านจ้าว” ชายชราหน้าตามอมแมมเพราะฝุ่นกล่าวกับเด็กเกือบยี่สิบคนที่ยืนล้อมรถม้า ถ้าม้าไม่เชื่องอาจจะวิ่งเตลิดเพราะตกใจกลัวเด็กพวกนี้
“ในหมู่บ้านล้วนเต็มไปด้วยแซ่จ้าว ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านปู่มาหาผู้ใด”
“บ้านตาเฒ่าจ้าวเฉิงอยู่ที่ใด”
“ท่านเป็นแขกของท่านปู่จ้าวเฉิงหรือขอรับ ท่านตามพวกข้ามาได้เลย” จ้าวฉือและเด็กคนอื่น ๆ รีบวิ่งนำรถม้าไปยังบ้านหลังใหญ่
รถม้าตามเด็กกลุ่มใหญ่มาหยุดยังบ้านที่มีกำแพงล้อมสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศในหมู่บ้านน่าอยู่กว่าฉางอันเสียอีก
“ท่านลุงขอรับ มีคนมาหาท่านปู่จ้าวเฉิง” จ้าวฉือตะโกนรายงานสักพักประตูบานใหญ่ก็เปิดออก
นายประตูเดินออกมาดู เห็นรถม้าคันเก่าจอดอยู่หน้าบ้าน แต่ที่ทำให้เขาตกใจมากกว่านั้นก็คือชายชราที่ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่น
“ท่านหมอสวี ท่านมาแล้วหรือขอรับ” รีบเข้าไปพยุงอดีตหมอหลวงสวีลงจากรถม้า
“แล้วเจ้าเห็นข้าหรือไม่ล่ะ”
“พวกเจ้ารีบไปรายงานคุณหนูเร็ว” นายประตูรีบบอกบ่าวที่อยู่ระแวกใกล้ ๆ
“คุณหนูบ่นถึงท่านอยู่ตลอดเวลาเลยขอรับ นับวันให้ท่านมาหาถึงที่นี่ จนข้าน้อยต้องคอยมองทางตลอดว่าเมื่อไหร่ท่านจะมา”
“นังหนูคนนี้ช่างเป็นลูกศิษย์ที่กตัญญูจริง ๆ” ลูบเคราสีขาวที่ถูกฝุ่นปกคลุมกลายเป็นสีแดง
จ้าวลู่ชิงรีบวิ่งมาด้วยอารามดีใจเมื่อได้ยินว่าท่านหมอสวีมาที่หมู่บ้านซานเป่ย เท้าหยุดชะงักกับสภาพอาจารย์ของนาง
“ศิษย์คาราวะท่านอาจารย์” ยอบกายคารวะชายชราที่เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่นไม่เว้นแม้กระทั่งหนวดเคราและผมสีขาวที่กลายเป็นสีแดง
“มิต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด ข้าอยากอาบน้ำล้างคราบสกปรก”
“ซูเจิน ซูเซียง นำทางท่านอาจารย์ไปอาบน้ำที่เรือนรับรอง”
“เจ้าค่ะ ท่านหมอสวีเชิญทางนี้เถิดเจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงรีบวิ่งไปทางที่กำลังก่อสร้างโรงงาน