“แล้วไหนนายบอกว่าพวกองครักษ์ของนายไม่ว่างไม่ใช่รึไง?” อีวานยังคงถามต่อไป
“ที่พวกเขาไม่ว่างเพราะพวกเขาได้รับคำสั่งจากผมว่าห้ามทำอะไรและให้อยู่รอฝึกพวกคุณ จนกว่าพวกคุณจะพร้อมยังไงล่ะครับ”
“แต่ว่าพวกฉันมีเวลาไม่มากนะ…” เซได้พูดขึ้นมา
“จะเร็วจะช้าก็ขึ้นอยู่กับพวกคุณทั้ง 2 คนแล้วล่ะครับว่าตั้งใจฝึกกันมากแค่ไหน แต่ผมรับประกันได้เลยครับว่าถ้าพวกคุณสำเร็จการฝึนฝนทั้งหมดได้เมื่อไหร่ พวกคุณจะสามารถจัดการไอ่เ้าตัวที่อยู่ในถ้ำนั้นได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ…”
เซและอีวานที่ได้ยินลีฟพูดแบบนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามที่ลีฟบอก
“แล้วการฝึกจะเริ่มเมื่อไหร่ล่ะ”
“…ไม่รู้ครับ…” ลีฟพูดพร้อมกับยิ้มแย้มออกมา
“ยังไงก็เถอะ เรากลับขึ้นไปข้างบนกันดีกว่านะครับ ตรงนี้บรรยากาศมันไม่ค่อยเหมาะที่จะคุยกันซักเท่าไหร่…”
หลังจากนั้นทั้ง 3 คนก็ได้เดินขึ้นบันไดขึ้นมาจนถึงข้างบนและลีฟก็ได้เดินนำเซและอีวานไปที่โต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่กลางห้อง
“เชิญนั่งได้เลยครับ”
เซและอีวานนิ่งเงียบไม่พูดอะไรและค่อย ๆ เลื่อนเก้าอี้ออกมานั่ง หลังจากที่ทั้ง 3 คนได้นั่งลงเรียบร้อยแล้วก็ได้มีภูติจำนวนหลายตนแบกถ้วยและกาน้ำชามาวางไว้ที่หน้าของเซและอีวานจากนั้นภูติเ่าั้ก็ค่อย ๆ รินน้ำชาให้
“เชิญจิบน้ำชาให้ใจเย็นลงก่อนซักครู่ครับ”
เซและอีวานค่อย ๆ ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบและทันใดนั้นเองดวงตาของทั้ง 2 ก็ได้เบิกโพรงกว้างขึ้นมาเพราะความอร่อยของน้ำชาของที่นี่ ที่ส่งกลิ่นที่หอมฟุ้งเตะจมูก รสชาตินุ่มนวลกำลังดี ทำให้เซและอีวานรู้สึกมีพลังเอ่อล้นออกมาจนทำให้อาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้หายเป็ปลิดทิ้ง
“ฮ่า ๆ อร่อยใช่ไหมล่ะครับ”
เซและอีวานต่างก็ติดใจในรสชาติของชานี้และได้คะยั้นคะยอให้ลีฟเติมให้น้ำชาให้อยู่หลายครั้งแต่ลีฟก็ปฏิเสธกลับไปทุกที
“เอาล่ะ เรามาเข้าเื่กันเลยดีกว่า คุณอังเดรได้บอกอะไรพวกคุณเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ามานาบ้างครับ”
เซและอีวานที่กำลังจิบน้ำชาอยู่ก็เกือบสำลักน้ำชาของตนเองออกมาเพราะใที่ลีฟได้พูดถึงอังเดร
“นะ...นายรู้จักลุงอังเดรได้ยังไงน่ะ!” เซถามขึ้นมา
“เพราะว่าผมเห็นทุกอย่างน่ะสิครับ ในโลกนี้น่ะมีสิ่งที่เรียกว่าแฟรี่อยู่ครับ แฟรี่น่ะแตกต่างจากภูติตรงที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และแฟรี่พวกนั้นก็กระจัดกระจายอยู่เต็มไปทั่วทั้งทวีปเลยครับ แม้แต่ในหมู่บ้านของพวกคุณเองก็มีอยู่เหมือนกัน พวกแฟรี่พวกนั้นเป็คอยเป็หูเป็ตาให้ผมครับ และอีกอย่างผมกับคุณอังเดรก็รู้จักกันมาั้แ่ก่อนหน้านี้แล้วด้วย แล้วทีนี้...พวกคุณจะตอบคำถามของผมได้รึยังครับ?” ลีฟพูดพร้อมกับยิ้มกดดันไปที่เซและอีวาน
เซและอีวานได้ทำสีหน้าท่าทางที่ประหม่าออกมาเหมือนพวกเขาไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามของลีฟซักเท่าไหร่
“เอ่ออ....พอถึงวันที่จะต้องฝึกใช้มานาตาแก่นั่นก็แค่บอกว่าพวกเราทุกคนมีมานาอยู่ในตัวและก็ไล่พวกเราไปฝึกใช้กันเอง ส่วนตัวของเขาก็กินแต่ขนมเอแคลร์จนอิ่มแล้วก็หลับไปตลอดเลยน่ะ…” เซได้พูดความจริงออกมาทั้งหมดจนอีวานไม่มีอะไรจะโต้แย้ง
“เฮ้ออ...คุณอังเดรนี่จริง ๆ เล้ยย... งั้นไม่เป็ไรครับ ถ้างั้นผมจะอธิบายเกี่ยวกับมานาให้ฟัง ตั้งใจฟังให้ดีล่ะครับ”
เซและอีวานวางรีบวางถ้วยน้ำชาลงและทำท่าตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อขึ้นมาทันที
“มานาหรืออีกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพลังชีวิต ทุกคนในโลกนี้ล้วนมีแก่นมานาอยู่ในตัวั้แ่กำเนิดออกมา พลังงานมหัศจรรย์จากธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์สามารถนำมาปรับใช้เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอยู่หรือป้องกันตัวจากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ โดยในแต่ละบุคคลก็จะมีมานาที่เป็เอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป ว่ากันว่าใครที่สามารถเข้าไปถึง แก่นแท้แห่งมานา ได้จะสามารถยืมพลังจากธรรมชาติมาใช้ได้อย่างไม่จำกัดเลยล่ะครับ แต่ถ้าหากใครที่ใช้มานาจนเกินขอบเขต ก็จะตายลงในทันที… ในจำนวนคน 10 ล้านคนจะมีเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะมีมานาในปริมาณที่น้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย เป็มานาที่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวันเท่านั้น ไม่สามารถนำออกมาใช้ต่อสู้ได้”
หลังจากที่เซและอีวานได้ฟังลีฟอธิบายเกี่ยวกับมานาพวกเขาก็ได้นิ่งไปซักพักหนึ่งก่อนที่อีวานจะถามต่อ
“แล้วแก่นมานามันหน้าตาเป็ยังไงล่ะ?”
ลีฟได้ยินของคำถามของอีวานเขาก็ได้ยิ้มฉีกอ่อน ๆ ออกมา
“พวกคุณทั้ง 2 คนลองหลับตาลงและตั้งสมาธิดูสิครับ ลองจินตนาการว่ามานาที่กำลังไหลเวียนอยู่ทั่วทั้งร่างกายได้ไหลไปรวมกันอยู่ในจุด ๆ เดียวตรงกลางอก…”
เซและอีวานได้หลับตาลงและเริ่มรวบรวมสมาธิ หลังจากที่ทั้งคู่ทำไปได้ซักพัก เซก็ได้เห็นเป็ลูกแก้วสีแดงปรากฏขึ้นมา ภายในลูกแก้วนั้นได้มีมานาไหลเวียนอยู่มากมายราวกับว่ามีมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่ข้างในนั้น เซจึงได้ลืมตาแล้วก็ได้พูดขึ้นมา
“ฉันเห็นลูกแก้วสีแดงที่มีมานาไหลเวียนอยู่ข้างใน”
“...แล้วของคุณอีวานล่ะครับ…”
“ฉันก็เหมือนกัน แต่ของฉันเห็นเป็ลูกแก้วสีน้ำเงิน”
ลีฟที่เห็นทั้งคู่ทำได้ั้แ่ครั้งแรกก็ได้ยิ้มด้วยออกมาด้วยความภูมิใจ
“นั่นแหละครับคือแก่นมานา ถึงจะเป็แค่ลูกแก้วเล็ก ๆ แต่ก็สามารถกักเก็บพลังงานมหาศาลเอาไว้ข้างในได้ น่าทึ่งไปเลยใช่ไหมล่ะครับ แต่ก็ระวังให้ดีอย่าให้มันแตกออกมาล่ะครับ”
อีวานที่ได้ยินลีฟพูดแบบนั้นเขาก็ได้ถามกลับมาทันที
“แตกออกหรอ หมายความว่าไง? แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันแตก?”
“เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับ การที่แก่นมานาจะแตกได้นั้นมีอยู่ 2 กรณี ในกรณีแรกถ้าแก่นมานาแตกแล้วเ้าของร่างไม่สามารถรับมานาจำนวนมหาศาลที่ไหลทะลักออกมาได้หมดก็จะทำให้คนคนนั้นตัวะเิและตายลงไปในทันทีครับ ส่วนมานาที่ทะลักออกมาทั้งหมดนั้นก็จะไหลกลับคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม”
“ละ…แล้วกรณีที่ 2 ล่ะ…” เซถามต่อ
“ส่วนในกรณีที่ 2 นั้น ถ้าแก่นมานาแตกแล้วผู้ใช้สามารถต้านทานพลังงานมหาศาลทะลักออกมาได้ก็จะสามารถใช้พลังมหาศาลพวกนั้นได้ทั้งหมดและจะทำให้แข็งแกร่งขึ้นเป็สิบเท่าหรือร้อยเท่าตัวเลยล่ะครับ และจะสามารถดึงพลังจากธรรมชาติมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด หรือเรียกอีกอย่างว่าการเข้าถึงแก่นแท้ของมานาครับ…”
หลังจากที่ลีฟพูดจบเขาก็ได้ลุกขึ้นมาทันที
“ถ้าพวกคุณหายเหนื่อยแล้วก็ตามผมมาทางนี้สิครับ”
เซและอีวานลุกขึ้นพร้อมกันและได้เดินตามลีฟไปยังที่ใดซักที่หนึ่ง พวกเขาทั้ง 2 คนได้เดินตามลีฟไปเรื่อย ๆ จนไปถึงหน้าประตูบานหนึ่ง จากนั้นลีฟก็ได้เปิดประตูบานนั้นออกไปก็ได้ปรากฏให้เห็นเป็สนามประลองที่มีลักษณะเป็วงกลมคล้ายคลึงกับโคลอสเซียมอยู่ด้านล่าง ซึ่งในสนามนั้นก็ได้มีอัลเฟรโด้มายืนรออยู่ก่อนแล้ว
“เชิญพวกคุณทั้ง 2 คนเดินลงไปในสนามได้เลยครับ”
ก่อนที่เซจะเดินลงไปเขาก็ได้เกิดคำถามขึ้นมาและได้หันหน้าไปหาลีฟ
“นี่คือการฝึกงั้นหรอ?”
“ไม่ใช่หรอกครับ ผมแค่อยากจะทดสอบอะไรบางอย่างดูเฉย ๆ น่ะ… เชิญเลยครับ”
หลังจากที่ลีฟพูดจบเขาก็ได้นั่งลงบนอัฒจันทร์ ส่วนเซและอีวานก็ค่อย ๆ เดินลงไปในสนามประลอง และในที่สุดพวกเขาทั้งคู่ก็ได้มายืนอยู่ในสนามประลองและฝั่งตรงข้ามของพวกเขาก็มีอัลเฟรโด้ยืนอยู่
“เริ่มได้เลยครับ” ลีฟได้พูดขึ้นมาทันทีหลังจากที่เซและอีวานได้เดินลงไปถึงสนามในขณะที่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
“เริ่มเลยอะไ-” เซตั้งใจจะหันหน้าไปพูดกับลีฟแต่ทว่า
“เซระวัง!!!!”
เซที่กำลังหันหน้ากลับมาทางอีวาน ก็สามารถเห็นได้ด้วยหางตาได้ทันทีเลยว่าอัลเฟรโด้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของพวกเขาได้พุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วและตั้งใจที่จะถีบไปที่บริเวณลำตัวของเซอย่างรุนแรง ซึ่งถ้าเป็คนธรรมดาทั่วไปร่างกายคงจะขาดครึ่งไปแล้ว แต่ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ที่มีมาแต่กำเนิดของเซทำให้เขาสามารถก้มตัวหลบลูกเตะของอัลเฟรได้อย่างทันท่วงทีจนทำให้อัลเฟรโด้ถึงกับใขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น อัลเฟรโด้ที่เห็นเซกำลังก้มตัวอยู่ก็ได้ใช้มือข้างหนึ่งจับลงไปที่ศรีษะของเซและหมุนตัวไปเตะอีวานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความรวดเร็ว ทำให้อีวานที่โดนเตะกระเด็นปลิวออกไปติดกับกำแพงข้างสนามประลองอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดเสียงดังลั่นและมีฝุ่นควันตลบอบอวนขึ้นมา หลังจากนั้นอัลเฟรโด้ก็ได้ะโถอยออกมาเพื่อรักษาระยะห่างจากทั้งคู่
“อีวานน!!!!” เซได้เงยหน้าขึ้นมาและะโเรียกหาอีวานทันที
อีวานที่กระเด็นไปติดกำแพงก็ค่อย ๆ เดินฝ่ากลุ่มควันพวกนั้นออกมา
“ฉันไม่เป็ไร.…” อีวานเดินออกด้วยสภาพที่ไม่ได้รับาเ็อะไรมากมายเพราะเขาสามารถยกแขนขึ้นมาป้องกันลูกเตะของอัลเฟรโด้ไว้ได้ทันเวลาพอดี
“พวกคุณต้องคอยมีสติอยู่ตลอดเวลานะครับ…!!” ลีฟที่นั่งดูอยู่้าอัฒจันทร์ก็ได้ะโเตือนเซและอีวานลงมาด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความสนุก
จากนั้นเซก็ค่อย ๆ ตั้งสติได้ และได้ฉีกยิ้มออกมา
“งานนี้ถ้าจะหนักเอาการแฮะ พร้อมรึยังอีวาน!”
“เออ! พร้อมซะยิ่งกว่าพร้อมเลยล่ะว่ะ!!”