เื่น่าเศร้าตอนเยาว์วัย
วันที่ 20 ธันวาคม ก่อนงานแต่ง 5 วัน หลังจากเื่ในความฝันที่นายได้เจอกับเด็กสาวน่ารักที่ชื่อว่านารินทร์ ก็ีคำถามค้างคาใจมากมายโดยที่ได้แต่เก็บมันเอาไว้ในใจจนถึงวันนี้ที่นายนั้นทนไม่ไหวจึงตัดสินใจจะถามเวียร์ให้ได้ตอนทางอาหารมื้อค่ำ
ห้องครัวของรีสอร์ทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต ลักษณะของครัวอาจพูดได้ว่าเป็ ภัตตาคารอาหารสุดหรู ที่อยู่ติดกับชายหาด สามารถชื่นชมบรรยากาศโดยรอบได้อย่างเพลิดเพลิน ตรงกลาง ภัตตาคารอาหารมีรูปปั้นเทพธิดาแห่งความรักตั้งอยู่ บนเพดาน ประกอบด้วยโคมไฟจากยุโรป นับร้อยเรียงรายดูสวยงาม ซึ่งภัตตาคารนี้มีไว้สำหรับลูกค้ามีมาเยือนรีสอร์ทแห่งนี้โดยเฉพาะ
ตอนนี้ได้เวลาอาหารค่ำแล้วนายหลังจากทำธุระเสร็จก็เดินมาที่ภัตตาคารเพื่อทานอาหารโดยที่มีเวียร์มานั่งรอทานอาหารอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว
“ที่รัก คุณนี้มองกี่ที่กี่ที่ก็ดูน่ารักไม่เคยลดลงเลยนะ ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้ผมรักคุณมากขึ้น มากขึ้นทุกครั้งเลย” เวียร์พูดชื่นชมคนรักของเขาอย่างมีความสุขเมื่อเห็นนายเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร นายเมื่อได้ยินคำพูดชมของเวียร์ก็รู้สึกหน้าแดงเขินอายนิดๆ และตอบกลับไปว่า
“แหม ชอบกันทุกวันแบบนี้ไม่เบื่อเหรอค่ะ” จากนั้นนายก็นั่งลงที่โต๊ะอาหารเพื่อรออาหารในค่ำคืนนี้
“ก็แหม ผมมีแฟนสวยขนาดนี้ไม่ให้ชมแฟนตัวเองจะให้ไปชมใครที่ไหนหละครับ” เวียร์ตอบคำถามนายไปแล้วจากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพ่อครัวก็นำอาหารมาวางบนโต๊ะ และทั้งคู่ก็เริ่มทานอาหารกันอย่างมีความสุข
เมื่อทั้งคู่ทานอาหารกันเรียบร้อนนายจึงตัดสินใจถามคำถามที่ค้างคาใจมานานกับเวียร์เพื่อให้รู้คำตอบที่อยากรู้เสียที
“เวียร์ค่ะ คุณรู้จักนารินทร์หรือป่าวค่ะ” สุดท้ายนายก็ถามคำถามนี้ออกไปและมองไปที่เวียร์เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง ทางฝั่งเวียร์เมื่อได้ยินชื้อนารินทร์ในขณะที่กำลังดื่มน้ำอยู่นั้นเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง นั่นแน่นอนเป็ชื่อที่เวียร์คุ้นเคยและรู้จัก เมื่อนายเห็นเช่นนั้นก็รีบถามต่อไปทันทีโดยไม่รอช้า
“เวียร์ค่ะ คุณพอจะเล่าเื่เกี่ยวกับนารินทร์ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมค่ะ” เวียร์เมื่อได้ฟังคำถามของนายอีกรอบก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วตอบตกลงจะเล่นเื่ให้นายฟัง
“เื่มันเริ่มขึ้นตอนสมัยผมยังเด็กครอบครัวของเราทั้งสองอาศัยอยู่บ้านติดกัน เป็เพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ผมจึงได้มีโอกาสไปเล่นที่บ้านของนารินทร์อยู่บ่อยๆ เป็แบบนี้เรื่อยๆจนเมื่อผมอายุย่างเข้า 15 ปี พ่อแม่ของพวกเราทั้งสองคนได้ตกลงปลงใจหมั้นหมายให้พวกเราทั้งสองคนเป็คู่มั่นกัน และรอจนกว่าเมื่อพวกเราโตขึ้น อายุครบ 25 ปี ค่อยจัดงานหมั้นให้ถูกต้องอย่างเป็ทางการ แต่ก่อนที่ เราทั้งสองคนจะได้หมั้นกันเมื่ออายุครบ ก็เกิดเื่ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นในวันนั้น เมื่อผมอายุได้ 18 ปีพอดี “ เวียร์หยุดเล่าและนึกภึงเื่ย้อนหลังในวัยเด็กของเขาครู่หนึ่งจากนั้นก็เริ่มเล่าต่อ
“โดยปกติแล้วครอบครัวของพวกเราทั้งสองชอบสังสรรค์กันเป็ประจำตอนสิ้นเดือนเพื่อให้ได้เริ่มชีวิตในเดื่อนใหม่อย่างมีกำลังใจ แต่ในเดือนๆนั้น พวกเราทั้งสองครอบครัวก็ได้สังสรรค์กันปกติที่โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งมันสดวกสบายดีเพราะเป็โรงแรมของพ่อเวียร์เอง ในตงานสังสรรค์ของพวกผู้ใหญ่ เป็เื่ปกติที่จะไม่ให้เด็กที่อายุพึ่งย่างเข้า 18 ปี เพราะในสายตาของคนที่เป็พ่อคนแม่คน จะคิดเสมอว่าลูกของตัวเองยังไงก็ยังเป็เด็กอยู่ดี ถึงจะอายุ 18 ปีแล้วก็ตามดังนั้น พ่อแม่ของพวกเราจึงจัดงานสังสรรค์กันเอง ปล่อยให้พวกเราพักอยู่ที่ในโรงแรมกันแค่ 2 คน พวกพ่อแม่เค้าก็สังสรรค์กันเป็ปกติ เหมื่อนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เมาไม่กลับห้อง แต่ก็ไม่เคยได้กลับห้องเพราะเมาแล้วนอนอยู่ริมชายหาดตลอดทุกครั้ง โดยที่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นกับลูกของตัวเอง”
ในค่ำคืนที่แสนยาวนานงานสังสรรค์ของครอบครัวเวียร์และนารินทร์ก็ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ดื่มดำไปกับบรรยากาศริมทะเลตอนค่ำคืน สายลมเย็นสบาย เสียงคลื่นน้ำกระทบฝั่ง ความร้อนจากเตาปิ้งบาบีคิวและเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ช่างเป็อะไรที่ดีที่สุด ไม่ีอะไรที่ให้ความรู้สึกดีไปกว่านี้อีกแล้วในค่ำคืนนี้
ที่มุมหนึ่งของพุ่มไม้หน้ารีสอร์ทที่พวกเวียร์และนารินทร์พักอยู่ มีกลุ่มคนสองสามคนกำลังนั่งซุ่มคุยกันเกี่ยวกับเื่อะไรบางอย่างอยู่ ในคืนที่มืดสนิดนี้แม้แสงจากดวงจันหรือโคมไฟระหว่างทางก็ไม่สามารถทำให้เห็นกลุ่มคนที่กำลังซุ่มอยู่ได้ กลุ่มคนเ่าั้เป็ชายวัยกลางคนอายุราวๆ 30 กว่าๆ สวมใส่หมวกสีดำคลุมทั่วทั้งใบหน้าจนมิดเหลือเพียงลูกตาเท่านั้นที่โผล่ออกมาจากหมวกสีดำที่ใส่อยู่
“ลูกพี่ เราจะทำมันจริงๆเหรอพี่ ไอ้ลักพาตัวเด็กเรียกค่าไถ่เนี้ย มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเหอพี่” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำแต่งตัวชุดดำทั้งตัว พร้อมหมวกที่คลุมใบหน้ามิดชิดกล่าวถามหัวหน้ากลุ่มที่ตอนนี้กำลังรออะไรบางอย่างในพุ่มไม้
“ไอ้สอง มึงอย่าส่งเสียงดังสิวะ หากมีคนเดินผ่านไปผ่านมาแถวนี้ได้ยินขึ้นมามึงจะทำยังไง ไอ้นี หุบปากไปเลยนะมึง” ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆรีบพูดขึ้นก่อนที่หัวหน้ากลุ่มจะพูดเพื่อเตือนสติเพื่อนในกลุ่มอีกคน ด้วยอาการกังวนไม่แพ้กัน เหมือนครั้งนี้จะเป็งานแรกของพวกเขา
“ไอ้สอง ไอ้สาม ถ้าพวกมึง ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ เงินที่ได้กูเอาคนเดียว กูจะไม่แบ่งให้ใครสักคน ไม่ทำก็กลับไป ก็อี่แค่เด็ก 2 คนมึงจะอะไรนักหนาวะ” หัวหน้ากลุ่มที่ซุ่มอยู่ก็พูดขึ้นทำให้ ลูกน้องทั้งสองเงียบลง ด้วยอาการกลัวและไม่กล้าพูดอะไรอีก เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหัวหน้ากลุ่มก็พูดขึ้นอีกว่า “เริ่มแผนการได้ ไป”
ภายในห้องพักของเวียร์และนารินทร์ที่ตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มชายชุดดำกูเข้ามาหน้าประตูห้องพักจากนั้นก็เริ่มสะเดอะประตูห้องพักของทั้งคู่ เมื่อเข้ามาในห้องพักก็ ใช้ผ้าเว็ดหน้าชุบยาสลบปิดจมูกเด็กทั้งคู่เอาไว้ แล้วจับยัยใส่กรัสอบดำ เพื่อขนออกไปนอกห้องพักโดยที่ไม่มีพนักงานคนใดรู้เื่เลย
ณ กระท่อมร้างไม่ไกลนักจากตัวรีสอร์ทซึึ่งกระท่อมนั้นตั้งอยู่ใกล้ๆกับจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นพอดี ซึ่งจุดที่ชมวิวเป็โขดหินที่สูงขึ้นมาจากทะเลเกือบ 30 เมตร จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นนี้เป็จุดชมวิวเพียงจุดเดียวในละแวกนี้ ภานในกระท่อมร้างมีชายหนุ่มสามคน กับกระสอบสองใบซึ่งภายในนั้นมีเด็กนอนสลบอยู่ กลุ่มคนชุดดำเ่าั้เริ่มพูดคุยกันภายในกระท่อมด้วยความดีใจที่ทำตามแผนสำเร็จ
“ลูกพี่ เราจะรวยแล้วลูกพี่ พรุ่งนี้เราเรียกเงินค่าไถ่ตัวไอ้เด็กสองคนนี้เยอะๆ เอาเงินไปเสพสุขกันลูกพี่” ไอ้สามพูดขึ้นพลางยิ้มอย่างมีความสุขแม้ว่าจะไม่เห็นรอยยิ้มที่ถูกปิดบังจากหมวกสีดำแต่ก็สามารถบอกได้ด้วยความรู้สึกและสายตาที่แสดงออกมาว่ามีความสุขมากขนาดไหน จากนั้นหัวหน้ากลุ่มคนชุดดำก็เริ่มสั่งลูกน้องของตัวเองอีกครั้ง
“มึงไปเอาตัวไอ้เด็กผู้ชายออกไปไว้หน้ากระท่อมและเปิดปากถุงซะ เดี้ยวมันตายจะพากันซวยกันหมด อย่าลืมปิดปากมันด้วย พวกมึงสองตัวเฝ้ามันไว้ เข้าใจไหม” ลูกน้องทั้งสองเมื่อได้ยินหัวหน้าสั่งก็รีมตอบรับและทำตามทันที ก่อนจะออกจากกระท่อมร้าง หัวหน้าคนชุดดำก็กำชับบอกอีกว่า
“พวกมึงควยละแวดระวังด้วย ดูต้นทางให้ดีๆ กูคนแรกจากนั้นเป็ตาของพวกมึง”
ลูกน้องทั้งสองพยัคหน้ารับคำพูดของหัวหน้าอีกครั้งและเดินออกไปหน้ากระท่อมร้างและปฏิบัติตามที่หัวหน้าสั่ง จากนั้นหัวหน้าคนชุดดำก็เดินเข้าไปในกระท่อมแล้วแก้กระสอบที่มีเด็กผู้หญิงอยู่ข้างใน จากนั้นก็เริ่ม ปู้ยี้ปู้ยำ ข่มขืน เพื่อสนองความใคร่กับเด็กผู้หญิงภายในกระท่อม
นารินทร์ที่อยู่ภายในกระท่อมถูกข่มขืน ร้องให้ทั้งน้ำตา ทั้งทรมาน เ็ปทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยร่างกายของเด็กอายุ 18 ปีซึ่งก็เริ่มแตกเนื้อสาวแล้ว ทำให้กลุ่มคนชุดดำ ยิ่งชอบเข้าไปใหฐ่ ด้วยร่างกายเล็กๆ บอบบาง จึงไม่สามารถสู้แรงผู้ชายได้ จึงทำได้เพียงร้องให้อยู่ภายในกระท่อมด้วยความเ็ป
“เห้อ มีความสุขชะมัดเลยหวะ แม่งเปิดซิงเด็กเนี้ย แม่งโตกำลังดีเลย มันสุดๆ เอาหละกูเสร็จละตาพวกมึงแล้ว ค่อยๆไปทีละคนนะ อีกคนก็เฝ้าไว้อย่าลืมหละกูไปทำธุระเื่ค่าไถ่ตัวก่อน” ชายวัยกลางคนที่เป็หัวหน้ากลุ่มเดินออกมาจากกระท่อมร้างพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มและมีความสุขพร้อมกับพูดบอกลูกน้องตัวเอง จากนั้นพวกลูกน้องก็เรียงคิวสลับกันเข้าไปภานในกระท่อม เหลืออีกคนไว้ดูลาดลาวข้างนอกกระท่อม จนถึงฟ้าสาง
เวลาตอนเช้าเริ่มมาถึง พระอาทิตย์เริ่มจะปรากฏพ่อแม่ของเวียร์และนารินทร์ที่ดื่มอย่างหนักเมื่อคืนเริ่มตื่นขึ้นมา และเดินทางกลับมายังที่พัก แต่ทว่าก็ไม่เห็นลูกของตัวเองอยู่ภานในห้อง ด้วยอาการเมายังคงไม่หมดไป พวกเขาก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วค่อยมาคุยกันตอนกินข้าง โดยไม่คิดว่าจะเกิดอะไรกับลูกของตัวเองคิดแค่ว่าเด็กๆ น่าจะออกไปเดินเล่นชมชายหาดละมั้ง ทว่าหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว รอตั้งนานก็ไม่พบลูกของตัวเองสักที่ พ่อแม่ของเวียร์และนารินทร์เริ่มรู้สึกไม่ดี รีบเดินไปถามพนักงานต่างๆของรีสอร์ทก็ไม่มีใครเห็นลูกของตัวเอง ด้วยความกระวนกระวายใจ จนทำให้แม่ของนารินทร์เกิดหมดสติไปเนื่องจากเป็ห่วงลูกมากพ่อของนารินทร์จึงพาแม่ไปนอนพักผ่อนเหลือเพียงครอบครัวของเวียร์เท่านั้นที่ออกตามหา เด็กทั้งสองต่อไป เมื่อพ่อของนารินทร์พาแม่ที่เป็ลมหมดสติมาพักภายในห้องของนารินทร์ก็เห็นซองจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนเตียง พ่อของนารินทร์ หลังจากพาแม่นอนแล้วก็เปิดซองจดหมายอ่านคิดว่าเป็จดหมายที่ลูกของตนทิ้งไว้ให้ก่อนออกไปเที่ยวหละมั้ง…
เนื้อความของจดหมายเมื่อพ่อของนารินทร์ได้อ่านก็ทำให้ใบหน้าที่เป็ห่วงลูกของตนั้แ่แรกยิ่งมีอาการมากขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากในจดหมายมีเนื้อหาคือ เป็การลักพาตัวเพื่อแลกค่าไถ่ เป็จำนวนเงิน 30 ล้านบาท โดยให้นัดส่งเงินแลกกับที่อยู่ของเด็ก ตอนเวลา 11.00 น. ของวันนี้ ส่วนสถานที่แลกของจะโทรบอกอีกทีที่เบอร์รีสอร์ท โดยมีข้อความทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าบอกเื่นี้กับตำรวจลูกของพวกคุณจะเป็ยังไงก็น่าจะรู้ดีนะ อย่าเสี่ยงจะดีกว่าขอเตือนไว้
หลังจากอาการใพ่อของนารินทร์ก็รีบโทรบอกทางครอบครัวของเวีร์ทันทีและรีบเตรียมเงิน 30 ล้านไว้เพื่อแลกกับลูกของตัวเอง แน่นอน เงิน 30 ล้านไม่ได้มากมายนักสำหรับครอบครัวคนรวยอย่าง เวียร์และนารินทร์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เื่ยากที่จะนำเงินมาแลกกับชีวิตของลูกตนเอง
อีกฝั่งหนึ่ง ณ กระท่อมร้าง นารินทร์กำลังนั่งอยู่ตรงมุนในสุดของกระท่อมร้างด้วยท่าชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างมือทั้งสองโอบกอดเข่าไว้ ใบหน้าของเด็กสาว เลอะเทอะเปราะเปลื้อนไปด้วยรอยน้ำตา ตรงบริเวณพื้นด่านล่างที่นารินทร์นั่งอยู่มีรอยเืเปราะเปลื้อนอยู่เต็มพื้นกระท่อม ส่วนทางด้านหน้ากระท่อมร้างมีเด็กผู้ชายถูกมัดและปิดปากไว้และชายวัยกลางคนสองคนยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆเพื่อไม่ให้เวียร์และนารินทร์หนีไปไหนได้ นารินทร์ที่ตอนนี้นั่งอยู่ภายในกระท่อมได้แต่ร้องให้สะอึกสะอื้นร่างกายของหญิงสาวมีแต่รอยพกช้ำ และมีของเหลวสีขาวข้นอยู่เต็มร่างกาย เวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็มีเวียงของเด็กสาวดังออกมาจากภายในกระท่อมร้าง
“ไอ้ชาติชั่ว กูปวดขี้ พากูออกไปหน่อย หรือจะให้ขี้ตรงนี้” นารินทร์จากปกติเป็เด็กสาวเรียบร้อยนิสัยดีแต่ทว่าตอนนี้กลับไม่ใช่เรพาะ จะให้พูดดีกับคนที่ทำร้ายตัวเองมันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว ชายวัยกลางคนที่เฝ้าหน้ากระท่อมอยู่มองหน้ากันและมีคนหนึ่งพูดขึ้น
“ไอ้สองมึงไปพามันไปขี้ดิ ถ้าให้ขี้ตรงนั้นเดี้ยวลูกพี่มาจะซวยเอาไป” ไอ้สามสั่งไอ้สองไปพาตัวนารินทร์ออกไปอุจจาระข้างนอกกระท่อมร้าง ไอ้สองก็เดินไปในกระท่อมและพาตัวนารินทร์ออกไป
ในระหว่างที่นารินทร์แกล้งทำธุระส่วยตัวอยู่นั้นเองก็ได้กวาดสายตามองดูชายวัยกลางคนที่มาเฝ้าตัวเองทำธุระอยู่ด้วย เมื่อเห็นชายวัยกลางคนนั้นกำลังเผลอตอนที่ดูดบุหรี่อยู่นั้นเอง นารินทร์กรีบวิ่งไปยังแนวโขดหินที่สูงขึ้นมาจากทะเลเกือบ 30 เมตร ซึ่งตรงนั้นเป็จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นของชายหาดนี้เพื่อะโฆ่าตัวตาย นารินทร์หลับตา และพูดกับตัวเองเป็ครั้งสุดท้ายเพื่อสั่งเสียว่า
“พี่เวียร์ลาก่อน ชั้นไม่มีบริสุทธิ์อีกแล้ว ฉันเสียใจ หากชาติหน้ามีจริงขอให้เราเกิดมาคู่กัน ไม่มีเื่อะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย” เมื่อนารินทร์พูดจบก็ลืมตาขึ้นและมองไปสุดสายตามองสุดขอบท้องทะเลเบื้อหน้า และเผยรอยยิ้มบนใบหน้าให้สื่อถึงความคิดที่เธอกำลังจะละทิ้งความทรมานที่เกิดกับเธอเสียที นารินทร์ค่อยๆเดินไปอีกเพียงก้าวเดียวก็จะตกลงหน้าโขดหิ้นแต่ทว่าก็มีเสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“สาวน้อย จะทำอะไร พ่อแม่รอเธออยู่นะ อย่า…………..” ชายวัยกลางคนพูดยังไม่ทันจบร่างของนารินทร์ก็ร่วงลงไปในทะเลจากโขดหินกระทบกับโขดหินด่านล่างพร้อมกับคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่งกลืนร่างของนารินทร์หายไปทันที ส่วนชายวัยกลางคนจึงรีบวิ่งกลับไปที่กระท่อมร้างทันที เมื่อถึงกระท่อมร้างก็เห็นไอ้สามยืนอยู่พร้อมกับหัวหน้ากลุ่มที่พึ่งมาถึงและจึงตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ฟังโดยที่ไม่มีใครทันได้ถามว่าเด็กผู้หญิงที่ไปส่งหายไปไหน หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เป็ไร ยังไงเราก็ได้เงินละออกไปจากที่นี้กันเดี้ยวพ่อแม่พวกมันจะมาละ” จากนั้นกลุ่มคนชุดดำก็พากันเดินออกไปจากกระท่อมร้างปล่อยให้เวียร์ที่ถูกมัดและปิดปากนอนสลบอยู่หน้ากระท่อมเพียงลำพัง
“หลังจากนั้นผมลืมตาตื่นขึ้นอีกที กูรู้เพียงว่าตอนนี้านอนอยู่บนเตียงในรีสอร์ทแล้วโดยไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม และนารินทร์แต่แล้วเมื่อผมมองไปรอบๆเตียงก็เห็นพ่อแม่ของผมนั่งร้องให้อยู่ข้างเตียง รวมถึงพ่อแม่ของนารินทร์ด้วย ผมจำตอนนั้นได้ดีถึงอารมณ์ของพวกเขาที่ร้องให้ออกมา แต่ตอนนั้นผมไม่รู้เื่จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นจึงถามพ่อกับแม่ไปว่า “พ่อครับแล้วนารินทร์ไปไหนหละครับวันนี้ไม่เห็นหน้าเลย” เมื่อพ่อของผลและพ่อแม่ของนารินทร์ได้ยินก็พยายามยิ้มและตอบผมว่า “นารินทร์ไปเที่ยวต่างประเทศหนะพึ่งไปเมื่อกี้นี้เอง เดี้ยวพ่อกับแม่ก็จะไปด้วยเหมือนกันพวกเราเสียใจที่ต้องจากกัน จึงรู้สึกเสียใจและร้องให้หนะ ไม่มีอะไรหลอกนะลูก พ่อแม่ของนารินท์ตอบผมด้วยน้ำตาและพยายามฝืนยิ้มด้วยใบหน้าที่เสียใจโดยที่ผมไม่รู้อะไรเลย”
“จากเหตุการณ์วันนั้นผ่านมาเกือบหนึ่งปีผมพึ่งรู้ความจริงเื่ของนารินทร์ที่ตายไป เพราะข่าวประกาศจับตัวโจรลักพาตัวได้ และหนึ่งในคดีนั้นก็มีชื่อของครอบครัวผมเป็เยื้อในเนื้อหาระบุว่าคดีครั้งนั้นทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งะโหน้าผาที่เป็โขดหินบริเวณชายหาดสมุยตาย ผมจึงเข้าใจได้ทันที”
เวียร์เล่นเื่เกี่ยวกับนารินทร์ให้กับนายฟังหลังจากทานอาหารมื้อค่ำเสร็จ ส่วนนายเองก็เกิดอารมณ์มากมายทั้งสงสารนารินทร์ และสงสารเวียร์เช่นกัน สุดท้ายนายก็พูดปลอบใจเวียร์และต่างคนต่างแยกย้ายกลับห้องนอน
คำคืนที่แสนหดหู่นายที่กำลังนอนอยู่บนเตียงได้แต่บ่นพึมพำว่า “ทำไมเื่ของเวียร์และนารินทร์มันโหดร้ายจัง “ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเป็ห่วงเวียร์ สุดท้ายนายก็นอนหลับไป ด้วยบรรยากาศของรีสอร์ทยามค่ำคืนที่เงียบสงบ มีเพียงสายลมเบาๆพัดผ่านกระทบกับใบไม้ขางหน้าต่างเกิดเสียงเป็ระยะๆ ทำให้บรรยากาศยิ่งดูน่าขนลุก ทว่าในความเงียบนี้ อยู่ๆ ขณะที่นายกำลังนอนหลับอยู่ก็มีเสียงคนนับ 10 วิ่งไปมาบนทางเดินระหว่างห้องนอนในคฤหาส์นด้วยความรีบร้อนเหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง
"ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! " เสียงใครบางคนเคาะประตูหน้าห้องของนายอย่างแรงและเร็ว ทำให้นายที่นอนอยู่ถึงกับใตื่นขึ้นมา เมื่อนายกำลังจะลงจากเตียงไปเปิดประตูห้องดูว่าใครเคาะประตูห้องพร้อมกับถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูหน้าห้องของนายก็หายไป ?.............