ผู้คนส่งเสียงยินดีกับชัยชนะของชินหยวนก่อนจะค่อยๆจางลง
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ออมมือ”
เฉินเฟิงเอ่ยขึ้น พร้อมคำนับหลังจากลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก
“เช่นกัน ศิษย์น้อง”
ชิงหยวนตอบกลับ ก่อนจะคำนับคืน ทั้งสองหันหลังแยกย้ายกันไป
“ลำดับต่อไป คู่ที่สองของวันนี้ ได้แก่ เฉินโม่แห่งสำนักจ้านเทียน และจินซีแห่งสำนักวิถี์!”
ทันทีที่ประกาศจบลง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินขึ้นสนามอย่างสง่าผ่าเผย ข้างกายมีหอกยาวเงาวับสะท้อนแสง
อีกด้านหนึ่งของสนาม จินซีลุกขึ้นจากที่นั่งข้างสนาม ก่อนจะเงยหน้ามองไปทางหลินเทียนที่นั่งอยู่้า
หลินเทียนไม่ได้พูดอะไร เพียงมองกลับมา ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ให้
จินซีเดินมุ่งหน้าไปยังสนามประลอง
แต่ก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว—
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว
“อย่าประมาทคู่ต่อสู้ของเ้าเด็ดขาด… เขาเป็ผู้ฝึกตนสายา”
จินซีชะงักเล็กน้อย เขามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นใคร
ก่อนจะหันกลับไปมองหลินเทียน
เขาจำเสียงนี้ได้…
มันคือเสียงของอาจารย์ของเขา
จินซีคำนับไปทางหลินเทียนเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นสู่สนาม
“เริ่มได้!”
“ข้าเฉินโม่แห่งสำนักจ้านเทียน ระดับหลอมรวมขั้น 1”
เขาพูด ก่อนจะคำนับ
“ข้าจินซีแห่งสำนักวิถี์ ระดับสร้างรากฐานขั้น 7”
จินซีตอบ พร้อมคำนับกลับ
“งั้นรึ… เ้าระดับต่ำกว่าข้า เช่นนั้นข้าจะกดระดับลงให้เหลือสร้างรากฐานขั้น 7 เท่ากับเ้า”
เฉินโม่พูดเรียบ ๆ ก่อนจะตั้งท่าเตรียมพร้อม
จินซีเองก็ตั้งท่าเช่นกัน
“หืม… เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ กดระดับพลังให้เท่ากันงั้นรึ? แต่ในกฎไม่เห็นมีระบุไว้”
เสียงผู้าุโของสำนักหนึ่งดังขึ้นจากที่นั่ง้า
“คง้าให้การต่อสู้นั้นเท่าเทียมกระมัง”
อีกเสียงตอบกลับ
มีเพียงผู้าุโของสำนักจ้านเทียน ผู้เป็อาจารย์ของเฉินโม่เท่านั้นที่ยิ้มมุมปาก
“หึหึ… พวกเ้าคงไม่รู้นิสัยของเฉินโม่”
เขาพูดเบา ๆ พลางหัวเราะในลำคอ
“ภายนอกเหมือนอยากสู้กันอย่างยุติธรรม… แต่แท้จริงแล้ว เขาแค่้าบดขยี้อีกฝ่ายในระดับเดียวกันต่างหาก”
คำพูดนั้นทำให้คนอื่น ๆ เงียบลงโดยพร้อมเพรียง
กลางลานประลอง—
ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน
ก่อนจะพุ่งเข้าใส่กันทันที!
ฟึ่บ!
ร่างทั้งสองเคลื่อนที่เข้าหากันรวดเร็วราวสายลม
เคร้ง!
กระบี่และหอกปะทะกันเสียงดังสนั่นไปทั่วสนาม
แรงปะทะทำให้ทั้งสองถอยออกเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งเข้าใส่กันอีกครั้งโดยแทบไม่ต้องตั้งหลัก
กระบี่ แทง ฟัน ปัด ยก ประสานกันอย่างรวดเร็ว
จังหวะต่อสู้ไหลลื่นราวสายน้ำ แต่รุนแรงราวพายุ
เฉินโม่ที่ตั้งรับอยู่ใน่แรก กลับต้องใช้แรงไม่น้อยในการต้านทาน
“อึก… รุนแรงนัก!?”
เขารับกระบี่ที่ฟันลงมาอย่างหนัก ก่อนจะปัดออกด้านข้าง แล้วสวนกลับพุ่งเข้าหาจินซีทันที
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงปะทะดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ร่างของทั้งสองพุ่งไปมาทั่วสนาม รวดเร็วราวกับเงาพร่า
แรงกระแทกของอาวุธก่อให้เกิดประกายไฟ และคลื่นลมแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
“วิชากระบี่ของเ้าหนุ่มคนนั้นไม่ธรรมดา…”
ผู้าุโคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่เคยเห็นกระบี่ที่อ่อนไหว แต่รุนแรงได้ถึงเพียงนี้มาก่อน… คล้ายวิชาที่สาบสูญไปนานแล้ว”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น แม้ดูเหมือนพื้นฐานของยุคนี้… แต่แท้จริงกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง”
อีกคนกล่าวเสริม
พวกเขาไม่เคยเห็นวิชาที่เคลื่อนไหวต่อเนื่อง รวดเร็ว แต่ไม่เสียจังหวะแม้แต่น้อย
ทุกกระบวนท่าล้วนเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด ราวกับสายน้ำที่ไหลไม่มีวันขาดตอน
“อึก!?”
เฉินโม่กระเด็นออกจากวงต่อสู้
ร่างของเขาถอยไปหลายก้าว บนลำตัวมีรอยาแ เืไหลซึมออกมา
จินซีถอยตามออกมาเล็กน้อย
เขายังไม่ได้รับาเ็ใด ๆ มีเพียงลมหายใจที่เริ่มหนักขึ้น
“ดี…”
เฉินโม่แค่นเสียง ดวงตาเริ่มเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ
“เ้าทำให้ข้ามีาแได้… งั้นต่อจากนี้ ก็อย่าหวังว่าจะง่ายอีก”
พลังปราณรอบกายของเขาปะทุขึ้นทันที
คราวนี้… เขาไม่กดพลังอีกต่อไป
แรงกดดันแผ่กระจายออกไปราวกับคลื่นพายุ
จินซีถอยออกมาอีกก้าว ก่อนจะตั้งท่ารับอย่างมั่นคง
“เริ่มจริงจังแล้วสินะ…”
หลินเทียนเอ่ยขึ้นเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบาง
ไป๋เยว่ที่เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถาม
“ท่านไม่กลัวศิษย์ของท่านจะได้รับอันตรายหรือ?”
ชิงชิงและคนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นด้วย
หลินเทียนหัวเราะเบา ๆ
“ห่วง…ก็ห่วงอยู่หรอก”
เขามองลงไปที่สนาม สายตานิ่งลึก
“แต่ถ้าไม่เจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แล้วเขาจะเติบโตได้อย่างไร”
“เขาต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้… และแข็งแกร่งยิ่งกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า”
คำพูดนั้นทำให้พวกนางเงียบลง
ก่อนที่สายตาทุกคู่… จะหันกลับไปยังลานประลองอีกครั้ง
ทันทีที่พลังของเฉินโม่ปะทุขึ้น—
ฟึ่บ!
เขาพุ่งเข้ามาก่อน คราวนี้ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเงาที่ฉีกอากาศ หอกยาวกวาดออกในแนวเฉียง
ฉับ!
แรงลมฉีกพื้นหินเป็รอยลึก
จินซีรีบถอยหลบอย่างหวุดหวิด เสื้อผ้าถูกแรงลมกรีดขาดเล็กน้อย ยังไม่ทันตั้งหลัก—เฉินโม่หมุนตัว ฟาดหอกกลับทันที
เคร้ง!
จินซียกกระบี่ขึ้นรับ แต่แรงมหาศาลกดจนเขาถอยไปหลายก้าว ฝ่าเท้าครูดพื้นเกิดเสียงเสียดสี
“รับได้งั้นรึ้!”
เฉินโม่ะโลั่น ตอนนี้เขาเหมือนสัตว์ป่าบ้าคลั่ง พละกำลังเพิ่มพูนขึ้นมาก ต่างจากตอนแรกโดยสิ้นเชิง
จินซีไม่ตอบ เขาตั้งท่าปัดหอกออก ก่อนจะสวนกลับทันที กระบี่แทงไปที่ร่างเฉินโม่อย่างรวดเร็ว—แต่ก็ถูกปัดออกไปด้านข้างได้ตลอด
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นไปทั่วสนาม
ร่างของทั้งสองพุ่งไปมา
จินซี…เป็ฝ่ายตั้งรับแทบทั้งหมด
“วิถีหอก กระบวนท่าที่หนึ่ง—พยัคฆ์คำราม!”
ตูม!
เฉินโม่แทงหอกออกไป พลังปราณะเิราวกับเสียงคำรามของอสูรร้าย คลื่นกระแทกซัดใส่ร่างของจินซีเต็มแรง
จินซียกกระบี่ขึ้นรับ
ปึก!
เข่าทรุดลงกับพื้น มือและเท้าสั่นด้วยแรงกดมหาศาล ก่อนจะกัดฟันปัดวิถีหอกออก แล้วถอยออกมาตั้งหลักอย่างยากลำบาก
“งั้นข้าขอดูหน่อย…ว่าเ้าจะรับกระบวนท่านี้ของข้าได้ยังไง”
เฉินโม่แค่นเสียงต่ำ
เขาจับหอกด้วยมือข้างเดียว แล้วแนบไว้ข้างลำตัว
“วิถีหอก กระบวนท่าที่สอง—อสรพิษเจ็ดประการ!”
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
พลังปราณเจ็ดสายพุ่งออกจากร่างเขา ก่อเป็เงาอสรพิษเจ็ดตัว ลำตัวบิดเกลียวพุ่งเข้าใส่จินซีราวกับหอกมีชีวิต
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
“บ้าจริง…”
จินซีพึมพำในใจ
แค่หอกของเฉินโม่ก็หนักหน่วงพอแล้ว แต่นี่ยังต้องรับมือกับอสรพิษทั้งเจ็ดที่ใช้วิถีแตกต่างกันอีก—รุก ซ่อน แทง หลอก กด
ราวกับกำลังสู้กับศัตรูแปดคนพร้อมกัน
เขาปัด ป้อง หลบ อย่างต่อเนื่อง
ลมหายใจเริ่มขาด่
แรงกดดันเพิ่มขึ้นทุกวินาที
“ใช่แล้ว…กระบี่จิตที่ท่านอาจารย์สอน…”
แววตาของจินซีสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งลง
แม้จะยาก…แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้ว
เขากัดฟัน
แบ่งจิต…
หนึ่งเป็สอง
สองเป็สาม
ความเจ็บแปลบแล่นผ่านสมองราวกับถูกฉีกออกเป็เส้น ๆ
แต่เขาฝืน
ควบคุม
รวบรวมพลังปราณ
ฟึ่บ…
กระบี่แสงเล่มหนึ่งก่อตัวขึ้นข้างกาย
จากหนึ่ง…เป็สอง
จากสอง…เป็สาม
ไม่นาน—
กระบี่พลังปราณเจ็ดเล่มลอยวนอยู่รอบตัวเขา
แสงคมวาวสั่นไหวเล็กน้อย แต่มั่นคง
ผู้ชมทั้งสนามตกตะลึง
“นั่นมัน…!?”
“แบ่งจิตออกเป็เจ็ดส่วน แถมยังควบคุมได้อีกงั้นรึ!?”
“สัตว์ประหลาดชัด ๆ…!”
เสียงฮือฮาดังระงม
แม้แต่ผู้าุโบางคนยังลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
กลางสนาม—
จินซีเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดวงตาที่เคยสั่นไหว…กลับนิ่งลึก
“ถ้าหอกเ้ามีเจ็ด…”
เขาพึมพำเบา ๆ
กระบี่ทั้งเจ็ดสั่นพร้อมกัน
“งั้นข้าก็มีเจ็ดเช่นกัน”
ฟึ่บ!
กระบี่ทั้งเจ็ดพุ่งออกไปพร้อมกัน ปะทะกับอสรพิษทั้งเจ็ดกลางอากาศ
ตูม! เคร้ง! ตูม!
แรงปะทะกระจายออกเป็คลื่นลมรุนแรง ฝุ่นหินปลิวว่อนทั่วสนาม
เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้นทันที หลังเห็นเงากระบี่สีทองพุ่งออกมาจากร่างของจินซี
ก่อนจะค่อย ๆ ปัดป้องการโจมตีของอสรพิษและหอกของเฉินโม่ได้อย่างแม่นยำ
“ไม่เลวนี่…เ้าจินซี”
หลินเทียนพูดขึ้นเบา ๆ พลางยิ้มมุมปาก สีหน้าดูพอใจอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านเป็คนสอนเขางั้นหรือ…วิธีควบคุมกระบี่ด้วยจิตนั่น?”
ไป๋เยว่เอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจอย่างชัดเจน
หลินเทียนไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงพยักหน้าเบา ๆ
เดิมที การจะทำเช่นนั้นได้…
ต้องเป็ผู้ที่เข้าใจ “วิถีกระบี่” อย่างลึกซึ้ง
และสมาธิต้องนิ่ง มั่นคงราวกับหินผา
เพราะมันไม่ใช่แค่ควบคุมกระบี่…
แต่มันคือการ “แยกจิต” ออกไปควบคุมพลัง
แต่จินซี…กลับแบ่งจิตออกเป็เจ็ดส่วน
ควบคุมกระบี่เจ็ดเล่ม
เพื่อต้านอสรพิษเจ็ดตัวของเฉินโม่ได้อย่างสูสี
“อัจฉริยะจริง ๆ…”
ไป๋เยว่พึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
คนอื่น ๆ เองก็เงียบงัน…
สายตาจับจ้องไปที่ลานประลองอย่างไม่กะพริบ
—
การปะทะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงโลหะกระทบกันดังถี่ราวสายฟ้าฟาด
ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างชัดเจน
ต่างฝ่ายต่างรับ…และสวนกลับได้อย่างแม่นยำ
จนกระทั่ง—
ตูม!
ร่างของทั้งสองกระเด็นออกจากวงต่อสู้
หยุดลงห่างกันหลายจั้ง
ทั้งคู่หอบหายใจหนัก เหงื่อไหลอาบทั่วร่าง
พลังปราณไหลวนรอบตัวอย่างรวดเร็ว ราวกับพายุที่ยังไม่สงบ
เฉินโม่เงยหน้าขึ้น มองจินซีด้วยสายตาจริงจัง
“ข้าขอยอมรับเ้า…”
เขาพูดช้า ๆ น้ำเสียงหนักแน่น
“เ้ามีฝีมือเหนือกว่าที่ระดับพลังของเ้าควรจะเป็”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนแววตาจะเย็นลง
“แต่นั่น…ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมแพ้”
พลังปราณรอบตัวเขาเริ่มปะทุ
“ท่านี้…รุนแรงมาก”
“หากเ้ารับไม่อยู่…อาจถึงตายได้”
เขายกหอกขึ้นช้า ๆ
“เ้าจะยอมแพ้ตอนนี้…หรือไม่?”
จินซีไม่ตอบ
เขาเพียงยืนตั้งท่า…สายตานิ่ง
คำตอบของเขา…ชัดเจนอยู่แล้ว
เฉินโม่แค่นเสียง
“ไม่ยอมงั้นรึ…ดี!”
ฟึ่บ!
พลังปราณมหาศาละเิออกจากร่างของเขา
หมุนวนรอบตัวราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง
ก่อนจะไหลรวมเข้าสู่หอกในมือ
แสงสีแดงลุกโชน
เงาัขนาดใหญ่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นด้านหลัง
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วสนาม!
ลมพายุหมุนกระหน่ำ พัดเศษหินปลิวกระจาย
“วิถีหอก กระบวนท่าที่สาม—ัคลื่นสะบั้น!”
—
ฝั่งจินซี…
เขาค่อย ๆ เก็บกระบี่เข้าฝัก
พลังปราณทั้งหมดไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่าง
บรรยากาศรอบตัวเขา…นิ่งสนิท
นิ่ง…จนผิดปกติ
ท่าทางของเขาไม่ขยับแม้แต่น้อย
สมาธิรวมเป็จุดเดียว ราวกับโลกทั้งใบหายไป
“!?”
“อย่าบอกนะ…เ้าหนุ่มคนนั้นจะใช้วิชาเดียวกับเด็กสาวเมื่อวาน!?”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากผู้ชม
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขา
ใช่—
มันคือท่าเดียวกับที่ไป๋ซีเคยใช้
—
กลางสนาม
หนึ่งคน…พลังปะทุราวพายุคลั่ง
อีกคน…นิ่งสงบราวหินผา
บรรยากาศเงียบกริบ
แม้แต่ท่านเ้าเมือง…ยังนั่งตัวตรง สายตาไม่ละจากทั้งสอง
เฉินโม่ยิ้มเย็น
“เ้าเลือกเอง…อย่ามาเสียใจทีหลัง!”
สิ้นคำ—
ฟึ่บ!!!
เขาพุ่งออกไปพร้อมัสีแดงที่คำรามกึกก้อง
หอกแทงทะลวงอากาศ พลังปราณฉีกกระจาย
—
จินซี…ขยับ
เพียงเล็กน้อย
ขาข้างหนึ่งก้าวถอย
มือวางบนด้ามกระบี่
ช้า…แต่มั่นคง
“กระบี่ผ่า์…กระบวนท่าที่หนึ่ง”
ฟึ่บ!
เขาชักกระบี่ออก
—
ตูมมม!!!
เสียงะเิสนั่นฟ้าดิน
คลื่นพลังซัดกระจายไปทั่วสนาม
ผู้ชมหลายคนต้องยกแขนขึ้นกันแรงกระแทก
แสงสว่างจ้าแผ่ไปทั่ว
แล้ว—
ฉับ!
ลำแสงกระบี่พุ่งขึ้นฟ้า
ตัดเมฆออกเป็เส้นยาว
ตูม!
เสียงะเิสะท้อนกลับลงมา
—
เมื่อแสงจางลง…
ร่างหนึ่งคุกเข่าอยู่กลางสนาม
มือยังกำหอกไว้แน่น
เคร้ง…
หอกหล่นกระทบพื้น
อีกด้าน—
จินซียืนอยู่
กระบี่ในมือยังชี้ไปข้างหน้า
ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง
ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ร่างสั่นเล็กน้อย
ทั้งสนาม…เงียบสนิท
ก่อนเสียงประกาศจะดังขึ้น
“ผู้ชนะ…ได้แก่ จินซี แห่งสำนักวิถี์!”
เสียงโห่ร้องปะทุขึ้นทันที
ผู้าุโ้าต่างสีหน้าตกตะลึง
“นี่มันกระบวนท่าอะไรกัน…”
“แค่ระดับสร้างรากฐานขั้น 7 แต่พลังถึงขั้นนี้!?”
เสียงพูดคุยดังระงม
—
จินซีค่อย ๆ เดินลงจากสนาม
ฝั่งหลินเทียน…
เขาลุกขึ้นแล้วเดินลงมาอย่างช้า ๆ
สายตาทั้งสองสบกัน
ไม่มีคำพูดใด
แต่ทุกอย่าง…เข้าใจกันดี
“ทำได้ดีมาก…จินซี”
หลินเทียนยิ้มให้ หลังเดินลงมาหาจินซี ก่อนจะยื่นยาเม็ดหนึ่งให้
“ดูดซับยาเม็ดนี้ก่อน ดีที่เ้าไม่ได้รับาเ็อะไรมาก มีแค่รอยขีดข่วนเล็กน้อย แต่เสียพลังปราณไปมาก”
รอบสนาม เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้นเป็ระยะ
“ข้าว่าท่าของเ้าหนุ่มนั่นรุนแรงกว่าเด็กสาวเมื่อวานมากนัก…”
“ใช่ ข้าก็คิดเช่นนั้น บางทีพวกเขาอาจมีวิชาจากยุคโบราณก็เป็ได้…”
เสียงถกเถียงดังแ่ ๆ แต่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
จินซีรับเม็ดยามา ก่อนจะกลืนลงไป แล้วเดินตามหลินเทียนไปยังมุมหนึ่งของสนาม
ไป๋เยว่ ชิงชิง ซือเหยา และคนอื่น ๆ รีบตามลงมาเช่นกัน
“เ้าเป็ยังไงบ้าง?”
ชิงชิงถามเสียงนุ่ม พร้อมมองสำรวจร่างของจินซีั้แ่หัวจรดเท้า
นางไม่พบาแร้ายแรง มีเพียงรอยขีดข่วนเล็ก ๆ เท่านั้น
“ข้าไม่เป็ไรขอรับ”
จินซีตอบเรียบ ๆ
“รีบดูดซับยาเถอะ ข้าจะช่วยเอง”
หลินเทียนกล่าว
จินซีพยักหน้า ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลง เริ่มดูดซับพลังของยา
ไม่นานนัก…าแเล็ก ๆ ค่อย ๆ จางหาย
หลินเทียนยกมือวางบนไหล่ของจินซี แล้วถ่ายเทพลังปราณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง…
จินซีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ออกจากสมาธิ
ร่างกายของเขากลับมาเป็ปกติ แทบไม่เหลือร่องรอยการต่อสู้
มีเพียงอาการอ่อนล้าเล็กน้อยเท่านั้น
“การประลองเป็ยังไงบ้าง…ท่านอาจารย์”
จินซีถามขึ้น
“เหลือคู่สุดท้ายพอดีน่ะ”
หลินเทียนตอบเรียบ ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับไปยังที่นั่ง้า
“เขาเป็ยังไงบ้าง?”
ไป๋เยว่ถาม หลังเห็นหลินเทียนไม่ได้เฝ้าจินซีแล้ว
“ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องห่วง”
เขาตอบสั้น ๆ แล้วนั่งลงที่เดิม
—
ไม่นาน การประลองก็ดำเนินต่อจนจบลง
เหลือเพียงสองคนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย
จินซี…และเฉียนหนานแห่งสำนักฌาน
ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ต่างขอสละสิทธิ์
เนื่องจากาเ็หนักเกินจะสู้ต่อ
“ต่อไปจะเป็คู่สุดท้ายของวันนี้…แต่ด้วยเหตุไม่คาดคิด ทำให้เวลาล่าช้า ขณะนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว ทางเราจึงขอพักการแข่งขันไว้ก่อน และจะทำการแข่งขันรอบสุดท้ายในวันพรุ่งนี้!”
เสียงประกาศดังขึ้น
ผู้คนเริ่มทยอยลุก แยกย้ายกันออกจากสนาม
—
หลินเทียนพาจินซีกลับ เพื่อไปดูอาการของไป๋ซี
เมื่อเข้ามาในห้องพัก…
ก็เห็นไป๋ซีนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง
ราวกับกำลังรอใครบางคน
ทันทีที่ได้ยินเสียงประตูเปิด
นางก็หันกลับมา
เมื่อเห็นพี่ชายและอาจารย์—ใบหน้าของนางก็เปล่งประกายด้วยความดีใจ
นางรีบจะลุกขึ้นเดินเข้ามา
“ไป๋ซี เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”
จินซีรีบเดินเข้าไปพยุงนาง
“ข้าไม่เป็ไรแล้ว…แล้วท่านล่ะ าเ็หรือไม่?”
นางถาม พร้อมเอื้อมมือสำรวจร่างพี่ชายอย่างเป็ห่วง
“หึ ๆ ข้าไม่เป็ไร”
จินซียิ้ม
“แถมข้ายังเข้ารอบชิงได้ด้วยนะ ถึงจะแพ้ก็ได้ที่สอง…แต่ถ้าชนะ พี่ชายของเ้าจะเป็ที่หนึ่งเลยล่ะ”
ไป๋ซีหัวเราะเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ
—
หลินเทียนไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะ
เขาเพียงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเงียบ ๆ
ปล่อยให้สองพี่น้องได้อยู่ด้วยกัน
—
ตัดไปที่ สำนักเมฆาพิภพ
“ไม่ผิดแน่…ท่านผู้าุโใหญ่ นางมีกายหยินพิเศษแน่นอน”
ผู้าุโคนหนึ่งกล่าวเสียงหนักแน่น
“คนอื่นในงานเองก็เห็นเช่นกัน ข้ามั่นใจว่าไม่มองผิด”
ผู้าุโใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“ถ้าเช่นนั้น…เด็กสองคนที่หายไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ระหว่างการตามล่า…”
ดวงตาเขาหรี่ลง
“มีโอกาสสูงมาก…ว่าจะเป็พวกมัน”
เขาแสยะยิ้ม
“หึ…หึ…หนีไปตั้งนาน สุดท้ายก็โผล่หัวออกมาจนได้”
“ดี…ข้าจะได้ไม่ต้องตามหาให้เสียเวลา”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงหัวเราะดังสะท้อนก้อง
“แล้ว…จะให้คนของเราลงมือเลยหรือไม่?”
“ยังไม่ต้อง”
ผู้าุโใหญ่ตอบทันที
“ตอนนี้พวกมันอยู่ในเขตเมือง มีคนจากหลายสำนักอยู่มาก หากลงมือ จะสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็”
เขาหันมองออกไปไกล
“รอให้พวกมันออกนอกเมืองก่อน…ข้าจะจัดการเอง”
จากนั้นสายตาเขาก็หันไปยังห้องลับด้านใน
ภายในนั้น—
มีหญิงสาวคนหนึ่งถูกล่ามโซ่แ่า
โซ่ไม่ใช่ของธรรมดา
พลังบางอย่างแผ่ออกมา กดตรึงนางไว้อย่างสมบูรณ์
—
“นายท่านจะไปไหนหรือคะ~ (◕ᴗ◕✿)”
เสียงเสี่ยวเอ๋อดังขึ้น
หลินเทียนกำลังเดินเรื่อย ๆ อยู่ในเมือง
“
ไม่รู้สิ…”
เขาตอบเรียบ ๆ
“แค่ยังไม่อยากกลับไป…ตอนนี้กลับไปคงโดนพวกไป๋เยว่แกล้งอีกแน่”
เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะลูบท้อง
“ชักหิวแล้วสิ…”
ไม่นาน เขาก็เดินไปเจอร้านปลาย่าง
จึงซื้อมาไม้หนึ่ง
“ได้กินแบบนี้…คิดถึงตอนอยู่สำนักจริง ๆ วัน ๆ ก็กินแต่ปลาย่าง…”
แต่ทันใดนั้น—
“ไสหัวออกไปจากร้านข้า! ถ้าไม่มีเงิน อย่าคิดจะมาขอฟรี!”
เสียงะโดังลั่นจากร้านข้าง ๆ
หลินเทียนหันไปมอง
หน้าร้านมีป้ายใหญ่เขียนว่า ร้านขายยา
มีชายสองคนยืนอยู่หน้าร้าน
คนหนึ่งเป็ชายชรา ร่างกายยังแข็งแรง
อีกคนเป็เด็กหนุ่ม…ใบหน้าซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด
“เอ๊ะ…นั่นมันเ้าหนุ่มในงานประลองนี่นา…”
หลินเทียนพึมพำในใจ
ชายชราก้มตัวลงเล็กน้อย
“ท่านผู้าุโ…ข้าขอยารักษาให้ลูกศิษย์ของข้าได้หรือไม่ เขาใกล้จะไม่ไหวแล้ว โปรดเมตตาเถิด…”
น้ำเสียงของเขา…เต็มไปด้วยความวิงวอน