เทพมังกรเหนือโลก

    [ตอนที่ 55] โอสถหงส์สวรรค์!

        ตึก ตึก ตึก

    เสียงของฝีเท้าพลันดังขึ้นมาจากทางเดินในตำหนักโอสถทองคำก่อนที่ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาปานเทพบุตรมาจุติติจะสาวเท้าก้าวเข้ามาในห้องที่ส่งกลิ่นหอมอบอวนของสมุนไพรทั่ว

     

    “ที่นี่คือห้องหลอมโอสถงั้นรึ?”

    ชายหนุ่มพลันกล่าวขึ้นหลังจากที่มันเดินเข้ามาในห้องเมื่อมันลองสังเกตไปรอบๆก็จะพบกับผู้อาวุโสมากมายหลายสิบคนกำลังเพ่งสมาธิให้กับเตาหลอมของตัวเองที่อยู่ตรงหน้า

     

    “ฮ่าฮ่า สำเร็จจนได้โอสถหลอมจิตความบริสุทธิ์ถึง 7 ใน 10 ส่วน ข้าทำสำเร็จจนได้”

    อาวุโสหนึ่งในกว่าหลายสิบชีวิตกล่าวขึ้นอย่างเปี่ยมสุขล้นหลังจากที่มันหลอมโอสถระดับ2 ได้ตามที่คาดหวัง ต่างจากหยุนเฟยที่ทำสีหน้าอมทุกข์อยู่ก็มิปาน

     

    ‘หลอมโอสถระดับ 2บริสุทธิ์แค่ 7 ใน 10 ส่วนงั้นรึ?หากข้าทำได้เพียงแค่นั้นคงจักต้องตรอมใจตายไปนานแล้ว เหตุใดอาวุโสผู้นั้นถึงได้ดูภูมิใจขนาดนั้นกันนะ?’

    ชายหนุ่มพลันคิดในใจก่อนที่มันจะสาวเท้าเดินเข้าไปดูโอสถของอาวุโสผู้นั้น

     

    ตึก ตึก ตึก

    เสียงของฝีเท้าผู้มาใหม่ทำให้เหล่าผู้อาวุโสต่างก็หันมามองก่อนที่พวกมันจะประสบเข้ากับเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเข้า

     

    “เจ้าเป็นผู้ใด? ไม่รู้หรอกรึว่าที่นี่ห้ามศิษย์สำนักเข้ามา?” อาวุโสผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมีน้ำโห

     

    “เจ้าออกไปได้แล้วเห็นว่าเจ้าเป็นแค่ศิษย์ใหม่ เช่นนั้นพวกข้าจะไม่ถือโทษ จงออกไปเสียเถิด”

    อาวุโสอีกคนกล่าวขึ้นมาอย่างสงสารชายหนุ่มตรงหน้าที่ดันหลงเข้ามาในที่ที่ไม่ควรจะมาเสียได้

     

    “ขออภัยผู้อาวุโส ข้าน้อยไม่ทราบ”

    หยุนเฟยพลันกล่าวขึ้นด้วยท่าทีอ่อนน้อมต่อผู้อาวุโสคนเมื่อครู่ก่อนที่มันจะหันหลังกลับไปในทันทีเพื่อไม่ให้เป็นเรื่อง

     

    “เหอะ! เป็นแค่ศิษย์ใน ริอาจเสนอหน้ามายังตำหนักโอสถทองคำช่างไม่รู้จักประมาณตนเสียจริงๆ”

    อาวุโสที่หลอมโอสถระดับ 2คนนั้นพลันกล่าวขึ้นด้วยท่าทีเหยียดหยามหยุนเฟยที่เห็นดังนั้นก็ต้องคิ้วกระตุกคราหนึ่ง

     

    ‘หลอมโอสถได้เพียงแค่ระดับนี้กลับริอาจมาดูถูกบิดาเสียได้ เห้อ...มนุษย์หนอมนุษย์’

    ชายหนุ่มพลันคิดขึ้นมาในใจก่อนที่มันจะเดินออกจากห้องโอสถไปด้วยท่าทีเสียดายเล็กน้อย

     

    “เห้อ...หากไม่เป็นเพราะข้าพึ่งจะมีไฟขั้นต้นที่เป็นสีเหลืองข้าก็คงไม่ต้องพึ่งเตาโอสถจากพวกท่านหรอกหนาแต่ก็ช่างประไร ไว้ค่อยไปซื้อเตาหลอมที่อื่นก็ได้ เงินตราข้าก็มีอยู่ไม่น้อย”

    หยุนเฟยกล่าวพลางสาวเท้าเดินออกไปทางหน้าตำหนักโอสถทองคำ

     

    “เจ้าว่ากะไรนะเฟยน้อย?”

    จู่กลับมีเสียงของอาวุโสที่แสนจะคุ้นเคยกล่าวขึ้นมาทำให้หยุนเฟยพลันหันหน้าชำเลืองมองไปยังต้นเสียงทันที

     

    “คารวะผู้อาวุโสไป๋”

    หยุนเฟยที่เห็นต้นเสียงก็พลันทำมือคารวะอาวุโสตรงหน้าอย่างอ่อนน้อมเพราะมันรู้สึกเคารพอาวุโสตรงหน้าไม่น้อย

     

    “ไม่เจอกันเสียเนิ่นเสียนานใยเจ้าถึงได้ทำหน้าเศร้าเช่นนั้นกันเล่า? แล้วยังกล่าวเช่นนั้นอย่างกับว่าเจ้าจะหลอมโอสถได้จริงๆซะนี่ ว่ายังไงล่ะเฟยน้อย?”

    ไป๋อี้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็นเพราะบทพูพึมพำที่หยุนเฟยพูดไปเมื่อครู่นั้นมันได้ยินทั้งหมด และมันยังคาดหวังอีกว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะหลอมโอสถได้

     

    “เป็นความจริงขอรับผู้อาวุโสไป๋ข้าน้อยสามารถหลอมโอสถได้อย่างที่ท่านคาดไว้ แต่ช่างน่าเสียดายไฟโอสถของข้ายังอยู่ในระดับต้น มิอาจหลอมโอสถได้หากไม่มีเตาหลอมขอรับ”

    หยุนเฟยพลันกล่าวออกมาอย่างไม่ปิดบังแถมมันยังหวังนิดๆว่าอาวุโสตรงหน้ามันจะเป็นอาวุโสใหญ่ของสถานที่แห่งนี้เพราะจากที่มันใช้จิตสัมผัสเข้ามาสำรวจแล้วมันจึงได้รู้ว่าไปอี้นั้นเป็นถึงนักปรุงยาขั้นสูงซึ่งถือว่ามีอำนาจไม่น้อยในทวีปแห่งนี้

     

    “เป็นเช่นนี้เอง!เหตุใดข้าถึงสัมผัสถึงกลิ่นอายสมุนไพรจากตัวเจ้ามิได้กัน? หากเป็นผู้หลอมโอสถทุกคนทุกผู้ล้วนแล้วแต่ต้องมีกลิ่นอายของสมุนไพรติดตัวมาด้วยแต่ครั้งเมื่อตอนที่ข้านำตัวเจ้ามาก็ไม่ยักจะมีกลิ่นของอะไรซักนิดเจ้าช่วยตอบปัญหาข้อนี้ได้หรือไม?”

     

    “ขออภัยผู้อาวุโสเรื่องนี้เองก็เป็นอาจารย์ของข้าที่บอกให้ปกปิดเป็นความลับ”

    หยุนเฟยพลันกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่มีพิรุธทำให้ไป๋อี้พลันหลงเชื่อคำโป้ปดของชายหนุ่มเข้าไปเต็มเปา

     

    “อาจารย์ที่กล่าวกับเจ้าว่าเมื่อเจ้าเลื่อนขึ้นเป็นระดับจักรพรรดิก็จะได้เป็นข้ารับใช้น่ะรึ? สงสัยข้าจะล่วงเกินไปหน่อยสินะ”

    ไป๋อี้พลันกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าหวาดเกรงเล็กน้อยเพราะใครจะไปเชื่อกันว่าระดับจักรพรรดิจะเป็นได้แค่ระดับขี้ข้าไปเสียได้

     

    “ขอรับ”

    หยุนเฟยพลันกล่าวตอบรับสั้นๆก่อนที่มันจะคารวะไป๋อี้แล้วเดินจากไป

     

    “เดี๋ยวก่อน”

    แต่ก่อนที่มันจะจากไปอาวุโสไป๋กลับกล่าวห้ามมันไว้เสียก่อนมันพลันคิดในใจไว้ว่า...ได้แล้วสินะ...ก่อนที่มันจะหันหน้ากลับไปหาอาวุโส

     

    “ข้าเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตำหนักโอสถทองคำหากเจ้ามากับข้าเหตุการณ์เมื่อครู่ก็จักไม่เกิดขึ้นอีก”

    ไป๋อี้พลันกล่าวขึ้นด้วยบทที่หยุนเฟยคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดก่อนที่ไป๋อี้จะหันไปทางห้องหลอมโอสถแล้วกล่าวประโยคหนึ่งคำแก่หยุนเฟย

     

    “ตามข้ามา”

    อาวุโสพลันกล่าวขึ้นก่อนที่มันจะเดินเข้าไปในห้องหลอมโอสถ

     

    “หวานหมู!”

    หยุนเฟยพลันกล่าวขึ้นแล้วเดินตามหลังอาวุโสไป๋เข้าไปในสถานที่ที่มันเดินออกมาอีกครั้ง

     

    ตึก ตึก ตึกเสียงของฝีเท้าก้าวสาวเดินเข้ามาอย่างเป็นจังหวะทำให้อาวุโสที่อยู่ข้างในพลันหันมามองด้วยความคุ้นเคยก่อนที่อาวุโสทุกผ็จะหันมามองผ็เดินเดินเข้ามาด้วยความเลื่อมใส

     

    “คารวะท่านจ้าวโอสถ”

    พวกมันพลันกล่าวคารวะด้วยฉายาของไป๋อี้ก่อนที่หนึ่งในอาวุโสจะเหลือบไปเห็นคนที่เดินตามเข้ามากับจ้าโอสถ

     

    “เจ้า! เจ้ายังมีหน้าเดินเข้ามาอีกงั้นรึ? เห็นที่ข้าจักต้องลงโทษเจ้าให้หนักเสียแล้ว”

    อาวุโสคนที่กล่าวเหยียดหยามหยุนเฟยครั้งก่อนพลันกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทีมีน้ำโหแต่มันก็ต้องชะงักไปเมื่อจ้าวโอสถผายมือมาป้องชายหนุ่มเอาไว้

     

    “คนผู้นี้ข้าเป็นคนพามาเองหากเจ้าไล่ชายหนุ่มผู้นี้ออกไป เห็นทีข้าก็คงต้องออกไปด้วย”

    ไป๋อี้พลันกล่าวขึ้นด้วยท่าทีของผู้ที่อยู่เหนือกว่าทำให้ผู้อาวุโสเจ้าเหยียดเจ้าหยามคนเมื่อครู่พลันทำสีหน้าโง่งมขึ้นมาทันทีรวมทั้งอาวุโสในห้องนี้ทั้งหมดก็เช่นกัน!

     

    “ทะ ท่านว่ากะไรนะขอรับท่านจ้าวโอสถ?”

    มันพลันกล่าวถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นระริกไปบนใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อก้อนโตพลางหันมามองชายหนุ่มด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป

     

    “ข้าบอกว่าข้าพาเจ้าหนุ่มนี่มาเจ้ามีข้อโต้แย้งอะไรหรือไม่ผู้อาวุโส ฉานฟง?”

    ไป๋อี้พลันกล่าวขึ้นด้วยท่าทีของผู้ที่อยู่เหนือกว่าอีกครั้งก่อนที่มันจะหันมาประจบสบตากับชายหนุ่มข้างหลัง แสดงให้เห็นถึงความนัยบางอย่างหยุนเฟยที่พลันมองออกก็พลันเนมาข้างหน้าไปอี้ทันที

     

    “ข้าหยุนเฟยมาจากเมืองจีฉิงพึ่งจักเข้าเป็นศิษย์ในของสำนักขอคารวะอาวุโสทุกท่าน!”

    ชายหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยท่าทีของผู้อยู่เหนือกว่าเช่นกันทำให้อาวุโสที่อยู่ในห้องพลันกลืนน้ำลายเข้าไปโดยไม่รู้ตัว และทุกคนพลันคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า...ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา...

     

    “งั้นพวกเจ้าก็คงจักเข้าใจตรงกันแล้วเอาล่ะ ตามข้ามา” ไป๋อี้พลันกล่าวเรียกชายหนุ่มให้เดินตามหลังมันไปก่อนที่ทั้งคู่จะมาปรากฏอยู่ที่หน้าประตูอีกบานที่ตั้งอยู่ข้างใน

     

    ‘ประตูบานนี้มีอาคมกันไว้อย่างไม่ต้องสงสัยมันคือประตูอะไรกันแน่?’

    หยุนเฟยพลันตระหนักคิดขึ้นมาก่อนที่มันจะดูท่าทางของไป๋อี้ที่กำลังยื่นมือไปเปิดประตู!

     

    ตูม!!

    เสียงของสายลมลูกใหญ่พลันซัดเข้ากลางเบ้าหน้าของหยุนเฟยอย่างจังทำเอาอาวุโสรอบๆต่างก็ต้องอ้าปากค้าง!

     

    “ท่านจ้าวโอสถจะพาเจ้าหนูเข้าไปในนั้น?”

     

    “ข้าได้ยินมาว่ามีแค่ผู้ที่จะได้รับสืบทอดเท่านั้นที่จะเข้าไปได้!”

     

    “นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน?เจ้าหนุ่มนั่นเป็นใครจ้าโอสถถึงได้ไว้เนื้อเชื่อใจถึงเพียงนี้?”

     

       เหล่าอาวุโสที่อยู่ในห้องหลอมโอสถต่างก็ต้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อพวกมันทุกคนต่างก็หวังที่จะได้เข้าไปในประตูบานนั้นแต่ชายหนุ่มที่ไป๋อี้พลันพามากลับไปได้เข้าไปเสียนี่ ด้วยเหตูนี้จึงทำให้อาวุโสบางคนเกิดอาการไม่พอใจขึ้นมา

     

    ตึก ตึก ตึก

    หลังจากที่หยุนเฟยเดินเข้ามาสัมผัสแรกที่เข้ามาในประสาทของมันก็คือ‘กลิ่นของโอสถ’ ที่หอมคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้องชายหนุ่มพลันทำสีหน้าสดชื่นขึ้นมาเมื่อมันเดินเข้าใกล้ใจกลางของหห้องเรื่อยๆ

     

    “ท่านอาวุโสที่นี่คือที่ใด?”

    หยุนเฟยพลันกล่าวถามขึ้นมาอย่างอดไว้ไม่อยู่เพราะมันไม่รู้ว่าเหตุไป๋อี้ถึงได้พามันมาที่นี่

     

    “ที่นี่คือห้องหลอมโอสถของอาจารย์ข้าไป๋เสิน และแน่นอนท่านเป็นพ่อของข้าเช่นกัน”

    ไป๋อี้กล่าวขึ้นด้วยท่าทีเลื่อมใสอย่างออกนอกหน้าก่อนที่มันจะหันมามองเด็กหนุ่ม

     

    “ข้าพาเจ้ามาที่นี่ไม่ใช่เพราะข้าอยากจะได้เจ้าเป็นศิษย์แต่อย่างใดแต่ข้าเห็นแววตาของเจ้าแล้วทำให้ข้านึกถึงอาจารย์องข้าขึ้นมา แววตาของจ้าวโอสถที่แท้จริง! ”

    ไป๋อี้กล่าวขึ้นพลางลูบเคราเล็กน้อยก่อนที่มันจะกล่าวต่อไป

     

    “ที่นี่มีสมุนไพรมากมายหลายพันธุ์ข้าจักมอบมันให้กับเจ้าทั้งหมดหากเจ้าหลอมโอสถที่ข้าต้องการได้ภายในเวลา 3 ปี”

    ไป๋อี้กล่าวขึ้นมาพลางเดินทางต่อไป

     

       หยุนเฟยเองก็เดินตามไปเรื่อยๆจนทั้งสองมาสุดทาง ไป๋อี้จึงพลันใช้มือของมันผลักผนังห้องไปข้างหน้าหนึ่งที

     

    ครืน ครืน...

    เสียงของหินใหญ่ขยับเขยื้อนดังขึ้นก่อนที่ประตูอีกบานจะเปิดออก ทั้งคู่พลันเดินเข้าไปได้ไม่ถึงสิบก้าวก็พลันหยุดชะงักลงเหลือไว้เพียงใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดีของทั้งคู่!

     

    “สมุนไพร! มากมายถึงเพียงนี้?ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!”

    ชายหนุ่มพลันกล่าวออกมาอย่างเปี่ยมสุขเพราะสมุนไพรในห้องนี้ล้วนแต่เป็นสมุนไพรชั้นดีอายุไม่ต่ำกว่า 50ปีทั้งนั้นแถมขนาดของห้องห้องนี้ใหญ่เสียยิ่งกว่าบ้านห้าสิบหลังติดกันเสียอีก!

     

    “หญ้าตะวันสาดแสง พริกผลาญโลกันต์ดอกหิมะกระซิบจันทร์ ดอกเข็มทองเจ็ดสี ดอกสวรรค์ห้าแฉก”ชายหนุ่มพลันกล่าวชื่อสมุนไพรที่หายากมาต่อเนื่องด้วยท่าทีตื่นเต้นเพราะสมุนไพรเหล่านี้ล้วนแต่สามารถหลอมกลายขึ้นเป็นโอสถระดับ 9 ได้ทั้งหมด!

     

    “เจ้ารู้จักมันหมดเลยหรือนี่? ช่างน่าตกใจ”

    ไป๋อี้พลันกล่าวขึ้นด้วยท่าทีตะลึงพร้อมกับมันที่ต้องมองหยุนเฟยสูงขึ้นไปอีกระดับ

     

    “ขออภัยผู้อาวุโส! แล้วโอสถชนิดใดกันที่ท่านอยากให้ข้าหลอม”

    หยุนเฟยกล่าวขึ้นด้วยท่าทีครุ่นคิด

     

    “โอสถหงส์สวรรค์”

    คำๆเดียวก็ทำให้หยุนเฟยพลันตะลึงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้!

     

    ‘โอสถหงส์สวรรค์!...โอสถระดับ 7 ถึงมันจะยากแต่มันก็ง่ายเสียยิ่งกว่าง่ายหากข้ามีไฟสีแดง!...นี่ท่านจะให้ข้าทำโอสถนี่แลกกับสวนสมุนไพรแห่งนี้งั้นรึ? มันจะง่ายเกินไปแล้ว!’

    หยุนเฟยพลันคิดในใจก่อนที่มันจะหันมาสังเกตสีหน้าของไป๋อี้

     

    “ภรรยาข้า หานเฉียงนางกำลังจะตายด้วยโรคระบาดบางอย่าง หากแต่เมื่อโดนฤทธิ์ของโอสถหงส์สวรรค์เข้าไปข้ามั่นใจว่าโรคของนางจะหายเป็นปริตทิ้ง!”

    ไป๋อี้กล่าวด้วยน้ำเสียงปนเศร้า

     

    “โรคอันใดกัน?”

    หยุนเฟยพลันกล่าวถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัยเพราะในตำราโอสถของย่าทวดของมันไม่มีเขียนไว้ว่าโอสถหงส์สวรรค์จะสามารถรักษาโรคอันใดได้!

     

    “โรคพิษหงส์สวรรค์!”

    ไป๋อี้กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ!

     

    “ท่านพูดจาบัดซบอันใดกัน!!?”

    หยุนเฟยพลันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมีน้ำโหเพราะโอสถหงส์สวรรค์นั้นจะยิ่งส่งผลทำให้โรคพิษหงส์สวรรค์กำเริบหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก!!

     

    To be continue……