ทางเดินที่ทอดตัวลงสู่ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลนั้นแตกต่างจากชั้นบนอย่างสิ้นเชิง...
อากาศที่นี่เย็นเยียบและชื้น
กลิ่นอับของคอนกรีตเก่าๆ ผสมกับกลิ่นเน่าเปื่อยจางๆ ลอยมาแตะจมูกเป็ระยะ
ผนังปูนที่เคยเป็สีขาวบัดนี้มีคราบเชื้อราสีดำเกาะจับเป็ดวงๆ
ความมืดมิดนั้นหนักอึ้งจนแสงจากไฟฉายแทบจะถูกกลืนกิน
ทีมอีสานแดนซ์ซิ่งเคลื่อนไหวได้อย่างสอดประสาน
เอกเดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาจดจ่ออยู่กับหน้าจอแท็บเล็ตที่แสดงแผนผังดิจิทัล
“ทางข้างหน้าโล่งมาดเจ๊ แต่เซ็นเซอร์ความร้อนจับการเคลื่อนไหวแปลกๆ ได้หลังกำแพงด้านขวา”
เจสสิก้าที่เดินตามหลังมาพยักหน้ารับรู้ เธอถือดาบคาตานะไว้ในท่าเตรียมพร้อม
สายตาคมกริบสแกนไปทั่วทุกมุมมืด
เบอร์รี่รับหน้าที่หน่วยระวังหลัง เธอคอยส่องไฟฉายตรวจสอบเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา
และสังเกตสิ่งผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นอาจมองข้าม
พวกเขาเริ่มเห็นร่องรอยของการต่อสู้ที่หนักหน่วงกว่าชั้นบนมาก
เศษซากของบาร์ริเคดที่ทำจากโต๊ะและเก้าอี้พังทลายกองอยู่กลางทางเดิน
บนผนังมีข้อความที่เขียนด้วยเืแห้งกรังว่า “พวกมันฉลาด”
และกับดักลวดหนามแบบง่ายๆ ที่ถูกทำลายจนสิ้นซาก
ไม่ว่าจะใครก็ตามที่เคยอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่ได้สู้กับแค่ฝูงอสูรคลั่งรักธรรมดาๆ
ในที่สุดเอกก็นำทางพวกเขามาจนถึงทางตัน
เบื้องหน้าคือประตูเหล็กสองชั้นบานใหญ่ของโรงอาหาร
ประตูถูกล็อกและมีโซ่เหล็กเส้นหนาคล้องจากด้านนอกอย่างแ่า
สิ่งที่น่าสนใจคือโซ่นั้นยังดูใหม่และไม่มีร่องรอยการถูกทำลายแม้แต่น้อย
“แปลกมาก เหมือนมีคนจงใจล็อกประตูนี้จากข้างนอก” เอกพึมพำ
เจสสิก้ากำลังจะเข้าไปตรวจสอบ แต่เบอร์รี่กลับสังเกตเห็นบางอย่างที่คนอื่นมองข้ามไป
เธอชี้ไปที่บานพับประตู “ดูนั่นสิคะ”
มีเศษผ้าพันแผลชิ้นเล็กๆ ที่ยังดูสะอาดติดอยู่ที่บานพับ
“ที่นี่ต้องมีคนอยู่ข้างในแน่ๆ”
เอกลองเคาะประตูเบาๆ
ก๊อก...ก๊อก...
ข้างยังคงเงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
เจสสิก้ามองประตูเหล็กหนาด้วยสายตาครุ่นคิด
เธอไม่ได้พยายามจะพังมันเข้าไป เลือกจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เธอถอยห่างจากประตูสองสามก้าว ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วะโขึ้นมา!
“ถ้าข้างในมีใครอยู่ เรามีน้ำกับอาหารกระป๋อง!”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง หนักอึ้งจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นอยู่ในอก
แกร๊ก...
เสียงปลดล็อกกลอนจากด้านในดังขึ้นอย่างเชื่องช้า
ประตูเหล็กบานหนึ่งค่อยๆ แง้มเปิดออก
เผยให้เห็นกลุ่มผู้รอดชีวิตประมาณสี่ห้าคนที่อยู่ในสภาพอิดโรยและหวาดระแวงสุดขีด
ในมือของพวกเขาถืออาวุธเท่าที่พอจะหาได้
ทั้งท่อนเหล็ก
ไม้เบสบอล
และเศษกระจกแหลมคม
หญิงสาวคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า
เธอคือฝน
ฝนสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาทับด้วยเสื้อกาวน์สั้นสีขาว ผมยาวของเธอถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย
แม้ใบหน้าจะดูเหนื่อยล้า แววตาของเธอกลับสุขุมและเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด
“พวกคุณเป็ใคร หนีมาจากข้างนอกเหรอ?” เธอถามเสียงเรียบ
สายตามองเจสสิก้าสลับกับเบอร์รี่อย่างประเมินสถานการณ์
เจสสิก้าไม่ตอบคำถาม เธอโยนโปรตีนบาร์แท่งหนึ่งไปที่เท้าของฝน “แลกกับข้อมูล”
“ใจเย็นน่าทุกคน! เรามาดีนะ!” เอกพยายามทำตัวเป็มิตร
เป็มิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ดูสิ เรามีคุณพยาบาลสุดสวยมาด้วย!” เขาชี้ไปที่เบอร์รี่
การปรากฏตัวของเบอร์รี่ในชุดพยาบาลที่แม้จะเปรอะเปื้อนไปบ้าง
มันยังคงเป็สัญลักษณ์ของการช่วยเหลือ ทำให้ความตึงเครียดในอากาศลดลงไปเล็กน้อย
ฝนจ้องมองพวกเขาอีกครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มตัดสินใจในเวลาต่อมา
“...เข้ามาสิ”
สภาพภายในโรงอาหารถูกดัดแปลงให้กลายเป็ที่พักพิงชั่วคราว
มีการลากโต๊ะมาทำเป็กำแพงแบ่งโซนอย่างชัดเจน
โซนนอน
โซนพยาบาลและโซนเก็บเสบียง
ถึงอย่างนั้น บรรยากาศโดยรวมก็ยังเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดระแวง
ฝนแนะนำให้พวกเขารู้จักกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ
ลุงรปภ. ที่ขาหักนอนอยู่บนฟูก
พนักงานออฟฟิศหญิงคนหนึ่งที่เอาแต่นั่งสวดมนต์อยู่เงียบๆ
และชายหนุ่มอีกสองคนที่ดูไม่น่าไว้ใจนัก
เอกพยายามจะยิงมุกตลกเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด
“แหม...นึกว่าอยู่กันแค่นี้ซะอีก ที่แท้ก็มีปาร์ตี้กันอยู่นี่เอง”
กลับกัน
ด้วยบรรยากาศเหล่านี้ ฝนกลับมองเขาด้วยสายตานิ่งๆ แล้ววิเคราะห์พฤติกรรมของเขาอย่างตรงไปตรงมา
“การใช้กลไกป้องกันตัวเองด้วยอารมณ์ขัน เป็เื่ปกติของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความกลัวและความไม่แน่นอน คุณคงจะกลัวมากสินะคะ”
เอกถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออกเป็ครั้งแรกในชีวิต เขาเจอคนที่รู้ทันพฤติกรรมของเขาเข้าให้แล้ว ( '◠' ; )
“ที่เราต้องขังตัวเองไว้ที่นี่...” ฝนเริ่มเล่าถึงสถานการณ์
สถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้ “เพราะข้างล่างนั่น ในโซนห้องทดลอง มันมีอะไรบางอย่างอยู่...”
แววตาของเธอฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเป็ครั้งแรก
“...อะไรบางอย่างที่จ้องจะออกล่า มันล่าอย่างมีสติปัญญาเหมือนมนุษย์ เราเรียกมันว่านางพญา”
ทีมของเจสสิก้ามองหน้ากัน
ภารกิจตามหานิ้วมือที่ว่ายากแล้ว
ตอนนี้กลับมีอุปสรรคใหม่ที่อาจเป็ถึงบอสไฟท์ขวางทางพวกเขาอยู่ o̴̶̷᷄ ̫ o̴̶̷̥᷅
คำเตือนของฝนเื่นางพญา
ทำให้บรรยากาศในโรงอาหารที่สิ้นหวังอยู่แล้ว ยิ่งจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดยิ่งกว่าเดิม
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น
สายตาของเบอร์รี่ในฐานะพยาบาล กลับสังเกตเห็นบางสิ่งที่เร่งด่วน
มันดูอันตรายกว่าภัยคุกคามที่ยังมาไม่ถึง
สายตาของเธอจับจ้องไปที่ลุงรปภ. ที่ขาหัก
แผลของเขาบวมเป่งและมีสีคล้ำม่วงอย่างผิดปกติ เธอรีบปรี่เข้าไปตรวจดูอาการของเขาทันที
“แย่แล้ว” เบอร์รี่พูดเสียงเครียดหลังจากตรวจดูชีพจร พิจารณาสีของาแ
“แผลเขาติดเชื้อรุนแรงมากถ้าไม่ได้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าเส้นเืภายในคืนนี้ เขาอาจจะช็อกและเสียชีวิตได้”
ความหวังในแววตาของผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ดับวูบลงอีกครั้ง
มุมต่างกัน เจสสิก้ากลับมองว่านี่คือโอกาส
เจสสิก้าหันไปหาฝนที่ยืนหน้าซีดอยู่ “ยาที่เราเอามาจากห้องยา น่าจะพอช่วยเขาได้”
แววตาของฝนเป็ประกายขึ้นมาทันที “จริงเหรอคะ”
“แต่ของทุกอย่างมีราคาแลกเปลี่ยน” เจสสิก้าพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฉัน้าข้อมูลทุกอย่างที่พวกคุณรู้เกี่ยวกับนางพญา รวมถึงเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดที่จะลงไปยังโซนห้องทดลอง”
ฝนเข้าใจในทันที “ได้เลยค่ะ เรามีคนที่เคยทำงานซ่อมบำรุงอยู่ เขาพอจะรู้ทางหนีทีไล่”
ข้อตกลงได้ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
ชีวิตของชายคนหนึ่งแลกกับข้อมูลที่จะนำไปสู่ทางรอดของทุกคน
เบอร์รี่เริ่มเตรียมอุปกรณ์เพื่อรักษาชายาเ็
ในขณะที่เจสสิก้าและเอกกางแผนที่โรงพยาบาลร่วมกับไกด์คนใหม่
ภารกิจตามหานิ้วมือได้กลายเป็ภารกิจแห่งความหวังของกลุ่มผู้รอดชีวิตที่ใหญ่ขึ้น
พวกเขาต้องรีบลงมือ ก่อนที่เวลาชีวิตของชายาเ็จะหมดลง...