ณ จวนตระกูลหลี่
ภายในห้องนอนเล็ก ของเรือนซานหลิง มีร่างเล็กของเด็กสาววัยแรกแย้ม กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง หากหน้าอกไร้ความเคลื่อนไหว ทุกคนคงจะนึกว่านางจากไปแล้ว
อี้เหลียน สาวรับใช้คนสนิท ยอมอดหลับอดนอน คอยอยู่เคียงข้าง ดูแลเด็กสาวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงตลอดเวลา เพราะอี้เหลียนกล่าวโทษ ว่าเป็ความผิดของตนเอง
ที่วันนั้นนางทิ้งคุณหนูสาม ให้อยู่กับคุณหนูรองตามลำพัง ทำให้เกิดเื่ราวเช่นนี้ขึ้นมา และั้แ่ที่คุณหนูสามฟื้นขึ้นมา เพียงครู่เดียวในวันที่จมน้ำ นางก็หลับมายาวนาน จวบจนวันนี้ ก็นับเข้าวันที่สองแล้ว
จ้าวฉิง ฮูหยินรอง ผู้เป็มารดาของคุณหนูสาม หลี่ชิงเหมียว เห็นบุตรสาวของนางยังไม่ฟื้นสักที ก็รู้สึกปวดใจ นางจึงได้ไปเชิญท่านหมอเทวดา ให้มาช่วยตรวจดูอาการของบุตรสาวอีกครา แต่ก็ไม่พบกับความผิดปกติอันใด
นางจึงมีความคิด อยากที่จะไปเชิญท่านนักพรต หรือท่านนักบวช จากอาราม มาช่วยตรวจดูดวงชะตา ให้แก่บุตรสาว ทว่านางก็เกรงกลัวหลี่ต้าถง ผู้เป็สามี
เพราะเขาเป็บัณฑิต ที่ถูกอบรมสั่งสอนมาว่า ขงจื๊อไม่สอนให้เชื่อเกี่ยวกับเื่ลี้ลับ เขาจึงมักจะคอยย้ำเตือนภรรยาทั้งสาม ถึงเื่ความเชื่อ งมงายเ่าั้ ว่ามันไม่มีอยู่จริง แล้วจะให้นางหันหน้า ไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรกัน
และเป็เพราะไม่มีผู้ใดกล้าเชื่อในเื่ลี้ลับ จึงไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ความจริงแล้ว หลี่ชิงเหมียวตัวจริง ได้ตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว ยามนี้ิญญาที่อยู่ภายในร่าง ของเด็กสาววัยสิบสี่ปีผู้นี้ คือผู้ที่มาเกิดใหม่อีกครั้ง
วันนี้ก็เข้าสู่วันที่สาม ของการที่บุตรสาวของนางหลับใหล ฮูหยินรองจึงมีความคิด อยากจะลักลอบออกไป หาท่านนักพรตให้ช่วยตรวจดูดวงชะตา แก่บุตรสาวของนาง ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกจากจวน สาวรับใช้ในเรือนของหลี่ชิงเหมียว กลับมาแจ้งข่าวดีกับนางเสียก่อน นางจึงเร่งรีบไปยังเรือนซานหลิงทันที
“คุณหนูสาม ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ รู้สึกไม่ดีตรงที่ใดหรือไม่เ้าคะ”
อี้เหลียนถามคุณหนูออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ปะปนความรู้สึกเป็กังวล เพราะคุณหนูนอนหลับไปนานถึงสามวันสองคืนแล้ว อีกทั้งตื่นมาครานี้ ก็ดูเหมือนจะมีสีหน้าสับสนมึนงง ประเดี๋ยวมองไปรอบๆ ประเดี๋ยวจ้องหน้านาง
หลูชิงเหลียนที่เพิ่งตื่นนอนขึ้นมาอีกครา รู้สึกปวดศีรษะอยู่ไม่น้อย นางหันไปมองรอบๆ ห้อง สลับกับการมองหน้าสาวรับใช้ ของเด็กสาวเ้าของร่าง ที่นางเข้ามาอยู่ นางยกมือเล็กบอบบางของตนขึ้นมาดู แล้วจึงทอดถอนใจออกมา
ยามที่นางหลับใหลอยู่นั้น ได้ฝันถึงเด็กสาวคนหนึ่ง อีกฝ่ายได้ฝากฝังให้นาง ช่วยดูแลมารดา และพี่ชายของนางให้ดี อีกทั้งช่วยคืนความยุติธรรม ให้แก่นางด้วย เพราะนางจากไปอย่างไม่เป็ธรรม หลูชิงเหลียนรับปากอย่างงุนงง ก่อนที่นางจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ และในร่างกายเช่นนี้
วันแรกที่นางฟื้นคืนมาในร่างกายที่แตกต่างไปจากเดิม นางก็รู้สึกใอยู่ไม่น้อย ราวกับว่านางนั้นเพียงแค่นอนหลับไปอย่างยาวนาน แต่กลับตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ผู้คนไม่คุ้นตา และร่างกายที่เปลี่ยนไป
ทว่าสิ่งที่นางจดจำได้ คือครั้งสุดท้าย ก่อนที่สติจะดับวูบไป นางกำลังคลอดบุตรอยู่ที่จวนสกุลหลัว แล้วเกิดเหตุอันใดขึ้นกับนางกันแน่ เหตุใดนางถึงได้มาอยู่ในร่างของเด็กสาว ที่นางฝันถึงเช่นนี้ อีกทั้งตระกูลนี้ ก็ดูเหมือนว่าจะวุ่นวาย และมีเรือนหลังที่น่าปวดหัวเสียจริง
เพราะชีวิตของหลูชิงเหลียนที่ผ่านมา นางนั้นเป็บุตรีเพียงคนเดียวของบิดามารดา บิดาไม่มีภรรยารอง หรืออนุภรรยา ทำให้เรือนหลังสงบสุข ไร้ปัญหาใดๆ ภรรยาและบุตรสาวเพียงหนึ่งเดียว จึงได้รับความรักความอบอุ่นจากผู้เป็สามีและบิดาอย่างเต็มที่
ทว่าตระกูลหลี่ ท่านอาจารย์หลี่ต้าถง ผู้ที่เป็บิดาของเด็กสาวเ้าของร่าง ที่นางมาเกิดใหม่นี้ กลับเป็บุรุษที่มีภรรยาถึงสามคน อีกทั้งเขาก็ดูเป็คนที่เ็า และหมางเมินต่อหลี่ชิงเหมียวเป็ที่สุด
“วันนี้คือวันใด เดือนใด ปีใดแล้วหรือ”
เสียงหวานแหบแห้งเอ่ยถามออกมา ทว่ากลับเป็คำพูดที่ดูจะปกติที่สุด เท่าที่อี้เหลียนเคยได้ยินคุณหนูสามพูดมา นางจึงนึกประหลาดใจ และรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
“วันที่สิบ เดือนห้า รัชศกเหยียนซีปีที่สองเ้าค่ะ”
อี้เหลียนตอบคำถามที่คุณหนูสามถามออกมา นางแน่ใจแล้วว่าคุณหนู อาจจะไม่ใช่เด็กที่โง่เขลา เฉกเช่นเดียวกับแต่ก่อนอีกแล้ว นี่มันคือสิ่งที่เรียกว่าปาฎิหารย์ใช่หรือไม่
หลูชิงเหลียนใ นางมาอยู่ในร่างนี้ นับจากวันที่นางคลอดลูก ยังไม่ถึงสิบวันเลยด้วยซ้ำ แล้วมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ นางตายไปแล้วจริงๆ หรือ
หรือเพียงแค่สลับร่าง สลับิญญากับคุณหนูสามเ้าของร่างนี้ แต่ทว่าในความฝันของนางนั้น กลับชัดเจน ว่าหลังจากที่อีกฝ่ายฝากฝัง ความ้าครั้งสุดท้ายไว้กับนาง ิญญาของเ้าของร่าง ก็ได้สลายหายไปต่อหน้าต่อตา
“คุณหนู…..ท่านหมออู๋ กำชับเอาไว้ว่า หากคุณหนูตื่นขึ้นมา ให้ท่านดื่มน้ำแกงเพิ่มกำลังเ้าค่ะ เพราะคุณหนูนอนหลับไปนานหลายวันแล้ว”
“ขะ…ข้าหลับไปนานกี่วันแล้ว”
“สามวันสองคืนแล้วเ้าค่ะ” อี้เหลียนตอบพลางสำรวจมองใบหน้า ที่ยังคงซีดเซียวของคุณหนูสาม
หลูชิงเหลียนคิดทบทวนเื่ราวอยู่ภายในใจ ถ้าเช่นนั้น…นางก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้หลายวันแล้วอย่างนั้นหรือ หากเป็เช่นนั้นแล้ว ร่างกายของนางเล่า ลูกของนางที่นางคลอดออกมาอย่างยากลำบากเล่า เขาปลอดภัยดีหรือไม่ ท่านพ่อท่านแม่จะเป็อย่างไร แม่นมเซี่ย จิ่งอี๋ พวกเขาจะเสียใจถึงเพียงใด
แล้วยามนี้หลัวอี้เฉิน สามีของนางเล่า เขาเป็อย่างไรบ้าง เขาจะรู้หรือไม่ ว่านางได้จากเขาไปตลอดกาลแล้ว ถึงจะกล่าวว่า์ไม่ยุติธรรม แต่ก็ยังมีเมตตา มีเมตตาให้นางได้กลับมาไวถึงเพียงนี้ แต่ก็คงจะเป็เื่ยาก หากว่านาง อยากจะเข้าไปในตระกูลหลัว ด้วยร่างของเด็กสาวผู้นี้
หลูชิงเหลียนรู้สึกสับสนกับความคิดของตนเอง นางลุกขึ้นนั่ง ทว่ากลับรู้สึกวิงเวียนศีรษะ อี้เหลียนรีบเข้าไปประคอง สั่งให้สาวรับใช้ที่อยู่ภายในห้อง ออกไปแจ้งให้ฮูหยินรองได้ทราบ ว่าคุณหนูสามฟื้นแล้ว
จากนั้นจึงสั่งให้คนยกน้ำแกงบำรุงกำลัง ที่ท่านหมออู๋สั่งให้ต้ม ให้คุณหนูดื่มหลังจากที่ฟื้น เข้ามาภายในห้อง หสาวรับใช้นางนั้นออกจากห้องนอน ไปได้ไม่นานนัก ร่างระหงของฮูหยินรอง ก็เดินเข้ามาภายในห้องอย่างเร่งรีบ
“เหมียวเอ๋อร์…เ้าฟื้นแล้วหรือลูก”
จ้าวซื่อหรือฮูหยินรอง ผู้เป็มารดาของหลี่ชิงเหมียว รีบก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องนอนของบุตรสาว พร้อมกับถามบุตรสาวออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี
หลูชิงเหลียนมองผู้เข้ามาใหม่ ได้ยินคำขานเรียกของนาง ก็พอที่จะคาดเดาได้ ถึงแม้เ้าของร่างจะเป็เพียงเด็กสาววัยแรกแย้ม แต่นางนั้นผ่านการคลอดบุตรมาแล้ว ผ่านการรอคอยบุตรอันเป็ที่รัก
ความรักความห่วงใย ที่แสดงออกมาผ่านทางแววตา และน้ำเสียงของอีกฝ่าย ทำให้นางรู้สึกตื้นตันใจ รู้สึกอาลัยอาวรณ์ถึงลูกที่นางไม่มีแม้แต่โอกาส ที่จะได้เห็นหน้า จู่ๆ น้ำตาแห่งความอาลัยอาวรณ์ ก็ไหลลงมาอาบใบหน้า
จ้าวซื่อรีบปรี่เข้าไปนั่งลงบนเตียง แล้วดึงร่างเล็กของบุตรสาวเข้ามาในอ้อมกอด หลูชิงเหลียนสะอื้นไห้ ััได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนของอีกฝ่าย ก็ยกเรียวแขนขึ้นมากอดอีกฝ่ายตอบเช่นกัน
มารดาผู้นี้เป็คนที่มีจิตใจดี แม้บุตรสาวจะไม่ปกติเช่นผู้อื่น ก็ไม่เคยนึกรังเกียจ นาง…หลูชิงเหลียน ย่อมเต็มใจปกป้องอีกฝ่าย ดังมารดาแท้ๆ นางตอบรับคำขอ ของเด็กสาวผู้น่าสงสารผู้นั้นมาแล้ว นางจะต้องทำให้ได้ และทำให้ดีที่สุด
ปกป้อง คืนความยุติธรรม นี่คือหน้าที่ของนาง ยามที่ต้องอาศัยอยู่ในตระกูลนี้ และอีกเื่ที่นางอยากรู้ คือยามนี้สถานการณ์ของนาง ฮูหยินน้อยสกุลหลัว เป็อย่างไรบ้าง นางคลอดลูกสาวหรือลูกชายออกมากันแน่ หลังจากร่างกายนี้ของนางฟื้นตัว นางจะต้องทำการสืบเื่ราวเหล่านี้ให้จงได้
หนึ่งเดือนให้หลัง หลังจากหลี่ชิงเหมียวฟื้นขึ้นมา นางก็ดูเหมือนว่า จะเปลี่ยนไปเป็คนละคน จากเด็กสาวที่มีสติปัญญาอ่อนด้อย กลับกลายมาเป็เด็กรู้ความ เชื่อฟัง และร่ำเรียนวิชาต่างๆ ได้อย่างเข้าใจ จนบรรดาอาจารย์เอ่ยปากชมจากใจ นางไม่ได้โง่เขลา ไม่รู้ความ เหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้ว เื่นี้ได้สร้างความประหลาดใจ ให้แก่ผู้ใหญ่ในตระกูล และบรรดาพี่น้องร่วมบิดาเป็อย่างมาก
เพราะการเปลี่ยนแปลงตนเองของหลี่ชิงเหมียวในครานี้ ทำให้นางได้รับอนุญาตจากบิดา เื่การออกไปเที่ยวเล่นนอกจวน หรือแม้แต่การให้นางติดตามมารดา ออกไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ การที่บุตรีไม่ได้เป็คนที่โง่เขลา เช่นแต่ก่อนอีกแล้ว ย่อมไม่ใช่เื่น่าอับอาย และต้องคอยปกปิดเอาไว้เหมือนก่อน
ถึงอย่างไรหลี่ชิงเหมียว ก็จะถึงวัยปักปิ่นอยู่แล้ว อีกไม่นานก็ต้องพูดคุยถึงเื่การแต่งงาน หากไม่พาออกไปพบปะผู้คนเลย แล้วผู้ใดจะรู้จักหน้าตาอันงดงาม ของคุณหนูสามสกุลหลี่กัน
“เหตุใดนางถึงได้โชคดีถึงเพียงนี้ ข้าหวังให้นางตาย กลับกลายเป็ว่า ข้าทำให้นางเกิดใหม่เป็คนที่ฉลาดกว่าเดิม” หลี่ชิงหรงกล่าวออกมาด้วยความขุ่นเคือง
“คุณหนู…อย่าเสียงดังไปเ้าค่ะ ประเดี๋ยวผู้อื่นได้ยินเข้า ท่านจะเดือดร้อนได้” อี้เฉียว สาวรับใช้คนสนิทของหลี่ชิงหรงเอ่ยปากห้ามปรามคุณหนูรองออกมา
“นางไม่สมควรเกิดมาั้แ่แรก เหตุใดวันนั้นนางถึงไม่ตาย”
“หรงเอ๋อร์…เมื่อครู่เ้ากล่าวอันใดออกมา”
เสียงของมารดาดังขึ้นมาจากทางหน้าประตูห้อง หลี่ชิงหรงใจนถ้วยชาหลุดมือ น้ำชาสาดกระเซ็นเต็มพื้น อี้เฉียวรีบนั่งคุกเข่า แล้วก้มหน้าลงทันที
“แม่เล็ก”
“แม่ถามว่าเมื่อครู่ เ้ากล่าวอันใดออกมา” น้ำเสียงตำหนิของมารดา ทำให้หลี่ชิงหรงถึงกับสะดุ้ง นางเดินไปจูงมือมารดา พามานั่งลงยังตั่งตัวยาว พลางรินน้ำชาให้อย่างเอาใจ
“ข้าเพียงแค่พูดเล่นกับอี้เฉียวเท่านั้นเองเ้าค่ะ แม่เล็กอย่าได้ถือสาไปเลย”
“คิดสิ่งใด ก็ไม่จำเป็ต้องกล่าวออกมา แล้วเ้าจะไปถือสาอันใดกับคุณหนูสาม ถึงนางจะกลับมาเป็บุปผางามที่เพียบพร้อมของจวนสกุลหลี่ แต่สุดท้ายก็ต้องออกเรือนไปอยู่ดี เ้าเองก็เช่นกัน อย่าได้คิดทำเื่เล็กน้อย ให้กลายเป็เื่ใหญ่ เป็อันขาด เพราะถึงยามนั้น แม้แต่แม่ก็ช่วยเหลือเ้าไม่ได้”
อนุเหลียวตำหนิบุตรสาว สถานะของนางไม่ควรทำให้ฮูหยินรองขุ่นเคืองใจ เพราะแม้แต่ฮูหยินใหญ่ ก็ยังไว้หน้าฮูหยินรองเลย แล้วนางที่เป็เพียงอนุภรรยา ตำแหน่งต่ำต้อยถึงเพียงนี้ จะให้กล้าทำตัวอวดดีเกินหน้าเกินตาบรรดาฮูหยินไปได้อย่างไร
เพราะนางนั้นหาได้เป็ที่รักของนายท่านอีกแล้วไม่ ก่อนหน้าที่จะมีหลี่ชิงหรงนั้น เขาก็เพียงแค่ลุ่มหลงในเรือนร่างของนางแค่ชั่วคราว บุรุษที่มีความรู้ความสามารถเช่นเขา ย่อมชื่นชอบและยกย่องสตรี ที่สามารถยืนเคียงข้างเขาได้อย่างไม่น่าอาย
ซึ่งสตรีนางนั้น ก็คือฮูหยินรองนั่นเอง ฮูหยินใหญ่ที่แต่งมาก่อน ความสำคัญก็ยังมิอาจเทียบเคียงด้วยซ้ำ ยังดีที่ว่าฮูหยินรองนั้นเป็สตรีที่จิตใจดี ไม่ชอบชิงดีชิงเด่น และใช้อำนาจกับผู้ใด นางถึงอยู่ในจวนสกุลหลี่อย่างสงบสุขเสมอมา
คุณหนูสามเป็บุตรีของฮูหยินรอง จึงยิ่งมิอาจแตะต้อง คราก่อนที่คุณหนูสามจมน้ำ เพราะอยู่กับหลี่ชิงหรง นางที่เป็มารดา ก็ต้องไปนั่งคุกเข่ารับโทษแทนบุตรี อยู่ที่ศาลบรรพชนของตระกูลหลี่ทั้งคืน กว่าจะทำให้ความขุ่นเคืองของฮูหยินรองจางหายไป นั้นมิใช่เื่ง่ายเลย
หากหลี่ชิงหรงยังมีความคิดไม่ดีเช่นนี้ต่อไป จะมิใช่วันหน้าต้องเกิดเื่ขึ้นมาอีกหรือไร นางต้องรีบถอนฟืนใต้หม้อ เป็ความผิดของนาง ที่ไม่ได้อบรมสั่งสอนบุตรี ปล่อยให้แม่นมคอยอบรม จนยามนี้เห็นแล้วว่า หลี่ชิงหรงกลายเป็เด็กนิสัยเสีย ไม่รู้ความไปเสียแล้ว หากจะแก้ไขก็มีวิธีเดียว คือนางต้องไปขอให้ฮูหยินทั้งสอง ช่วยหาคู่แต่งงานให้แก่หลี่ชิงหรง
“เ้าเองก็อายุสิบเจ็ดแล้ว แม่จะไปปรึกษากับฮูหยินทั้งสอง ขอร้องให้พวกนางช่วยหาคู่แต่งงานที่เหมาะสมให้แก่เ้า”
หลี่ชิงหรงถึงกับตาเบิกโต เมื่อได้ยินมารดากล่าวออกมาเช่นนี้ นางมีบุรุษในใจอยู่แล้ว เขาคือคุณชายใหญ่จากตระกูลซ่ง เป็ลูกศิษย์คนโปรดของบิดา ทว่าตระกูลซ่ง กลับกลายเป็ตระกูลสูงศักดิ์ ที่นางเป็เพียงบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยามิอาจเอื้อมถึง
ครั้นเื่นี้ไปถึงฮูหยินทั้งสอง พวกนางย่อมสนับสนุนความคิดของอนุเหลียว เพราะสตรีที่ผ่านพิธีปักปิ่นไปแล้ว แต่ยังไม่ออกเรือนเสียที ก็ดูจะไม่เหมาะสม และถึงแม้หลี่ชิงหรง จะเป็บุตรีที่เกิดจากอนุภรรยา แต่จะหาคู่ที่ดีให้แก่นางก็คงไม่อยากนัก ถึงอย่างไรนางก็เป็ถึงบุตรี ของท่านเ้าสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง ตระกูลใดบ้างที่ไม่อยากจะเกี่ยวดอง
หลี่ชิงหรงแม้จะรู้สึกไม่ยินยอม แต่นางก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะก่อนออกเรือน บุตรีย่อมต้องเชื่อฟังบิดามารดา พวกเขาถึงขั้นหาคู่ให้นางแล้ว นางจะหลีกหนีเื่นี้ไปได้อย่างไร ทว่าในเมื่อนางไม่มีความสุข นางก็ไม่อยากมองเห็นผู้อื่นมีความสุขเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับน้องสาวต่างมารดาที่นางรังเกียจผู้นั้น
หลี่ชิงเหมียวไม่รู้เลยว่า หลี่ชิงหรงคิดวางแผนกับตนเอง เพราะในยามนี้นางเอาแต่สนใจ ที่จะสืบเื่ราวของสกุลหลัวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ นางก็เพิ่งจะรู้ถึงเมืองที่สกุลหลี่อาศัยอยู่ ว่าคือเมืองถง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเซิ่งไกลถึงสองร้อยลี้
“คุณหนูสาม ท่านรู้จักผู้ใดในสกุลหลัวหรือเ้าคะ”
อี้เหลียนเอ่ยถามคุณหนูออกมาด้วยความประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้คุณหนูสาม ก็อยู่เล่นแต่ภายในจวนมาโดยตลอด ยังไม่เคยพบเจอกับผู้ใด แล้วจะไปรู้จักกับสกุลหลัวแห่งเมืองเซิ่งได้เช่นไร
“ข้าฝันถึงน่ะ จึงอยากรู้ว่าสกุลหลัวแห่งเมืองเซิ่งเป็อย่างไร” นางยื่นมือไปรับจดหมาย ที่ถูกส่งมาจากผู้ที่นางจ้างให้ไปสืบข่าว เื่ของสกุลหลัวขึ้นมาเปิดอ่าน
‘ตระกูลหลัวแห่งเมืองเซิ่ง เป็ตระกูลขุนนางใหม่ เดิมบรรพบุรุษมีอาชีพค้าขาย ทว่ารุ่นนี้กลับมีบุตรชายโดดเด่น นามว่าหลัวอี้เฉิน เขาสอบผ่านขุนนางจิ้นซื่อั้แ่วัยสิบแปด มาถึงยามนี้ ได้รับตำแหน่งเป็หัวหน้ามือปราบประจำสำนักพิทักษ์เมฆา ทว่าเขาเพิ่งเป็พ่อหม้าย จากการสูญเสียภรรยาไปเมื่อไม่นาน มีบุตรชายหนึ่งคน นามว่า หลัวอี้เจ๋อ ใต้เท้าหลัวผู้นั้นลั่นวาจาเอาไว้ในพิธีฝังศพของภรรยาว่า เขาจะไว้อาลัยให้ภรรยานานถึงสองปี อีกทั้งเพื่อนร่วมงานต่างก็กล่าวกันว่า เขาเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน ผู้ที่เคยอ่อนโยน กลับกลายมาเป็คนเ็า ไร้หัวใจ ั้แ่วันที่เขาสูญเสียภรรยาไป’
หลี่ชิงเหมียวถึงกับมือสั่นในยามที่อ่านจดหมายจบ สายตาของนางพร่ามัว ยามที่อ่านตัวอักษรที่เขียนบอกว่าหลัวอี้เฉินมีบุตรชายหนึ่งคน นี่…นางมีบุตรชายอย่างนั้นหรือ หลัวอี้เจ๋อ…นามนี้ช่างไพเราะยิ่งนัก
เป็นามที่นางเคยพูดคุยกับสามีเอาไว้ เขาไม่เคยลืม นางรับรู้ได้ถึงความรักของสามี ทว่านางก็อดเศร้าใจไม่ได้ ที่เขาต้องกลายเป็คนเ็าในสายตาผู้อื่น ก็เพราะนางเป็ต้นเหตุ
เขาจะไว้อาลัยให้นางนานถึงสองปี สองปีหลังจากนี้ หลี่ชิงเหมียวก็อายุสิบหกปีแล้ว แต่จะทำอย่างไร ให้นางได้ออกเรือนไปกับเขากันหนอ นางเพียงอยากจะกลับไปดูแลบุตรชายสักครั้ง ถึงแม้เขาจะไม่รักนางเหมือนแต่ก่อนก็ไม่เป็ไร
หญิงสาวเดินไปนั่งลงบนตั่งตัวยาว แหงนหน้าขึ้นมองพระจันทร์ดวงโต ที่อยู่บนท้องนภาในยามค่ำคืน ผ่านหน้าต่างภายในห้องนอน ความจริงแล้วนางก็อยากจะสืบเื่ของบิดามารดาเช่นกัน
แต่ทว่าถ้าทำเช่นนั้น ก็จะดูน่าสงสัยจนเกินไป เอาไว้นางค่อยสืบในภายหลังคงยังไม่สาย บิดามารดาของนาง ล้วนแล้วแต่เป็คนที่เข้มแข็ง ย่อมไม่ทุกข์ใจกับเื่ของนางนาน เพราะพวกเขาจะต้องหันไปเอาใจใส่ หลานชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
อี้เหลียนมองคุณหนูด้วยแววตาสับสน แต่ทว่านางก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกมา ในเมื่อสิ่งที่คุณหนูทำลงไปแล้วสบายใจ และไม่ใช่เื่ผิดอันใด นางก็ควรจะให้การสนับสนุนถึงจะถูก…