ลมสายหนึ่งพัดวนรอบหญิงสาวร่างสูงที่ชื่อ“ลิริน” เส้นผมสีเงินของเธอสะบัดเบาๆ พร้อมกับ
กลิ่นเย็นสดของมิติแห่งสายลมทิวาได้แต่มองด้วยความตะลึงในความสง่างาม และ เขาไม่รู้ว่า
อีกฝ่ายคิดว่าตัวเองเป็ภัยหรือเป็มิตรกันแน่
มะขามทำท่านั่งคอตั้งกระดิกหางด้วยความผิดกาลเทศะเต็มขั้น
ส้มจี๊ดมองแล้วถอนหายใจ
“โอ้ยหมาตัวนี้มันไม่รู้จักความตึงเครียดเลยรึไงเนี่ย” ส้มจี๊ด
ลิรินเหลือบตาไปเห็นส้มจี๊ดกำลังบ่น
คิ้วของเธอก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“แมวตัวนี้ พูดได้?” ลิรินถามเสียงเรียบ
“เฉพาะในโลกที่มีเส้นพลังงานเวียนมั่วเหมือนสายหูฟังนี่แหละค่ะคุณนักรบ”ส้มจี๊ด ตอบสวน
แบบไม่เกรงใจแม้แต่นิดเดียว
ทิวารีบยื่นมือไปจับส้มจี๊ดกลั้นความปากไวไว้
“ส้มจี๊ด! เขาเป็คนที่ช่วยเรานะ!”
ส้มจี๊ดเหล่มา
“ฉันพูดความจริงนะ ก็เส้นพลังงานในโลกนี้มันพันกันยุ่งจริงๆ นี่นา”
ลิรินมองทั้งสองก่อนถอนหายใจยาวเหมือนเธอเคยชินกับความวุ่นวายของมิติอื่นๆ มาแล้ว
เธอหันมาที่ทิวาอีกครั้ง
“เด็กน้อย เ้าทำสิ่งที่คนธรรมดาทำไม่ได้”
“เอ๋ ผมแค่ขันน็อตตัวที่มันหลวมเฉยๆ นะครับ” ทิวา
คำตอบนั้นทำให้ลิรินเงียบไปครู่หนึ่งราวกับตัดสินใจบางอย่างก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง
“เ้ามีกลิ่นของผู้พิทักษ์ประตูพลังที่สูญหายไปหลายร้อยปี”
“กลิ่นเหรอครับ?” ทิวาหรี่ตา
“กลิ่นเหรอครับ?” มะขามเลียนเสียงทิวาแล้วเห่า “โฮ่ง!”
“ไม่ได้หมายถึงกลิ่นจริงๆเด็กน้อย” ลิรินกุมขมับ
ส้มจี๊ดหัวเราะ
“ดีนะที่ไม่ใช่กลิ่นจริงๆ เดี๋ยวจะหาว่าทิวาไม่อาบน้ำ”
“เฮ้ ส้มจี๊ด!” ทิวาประท้วง
ลิรินตัดบทอย่างรวดเร็ว
“พวกเ้ามากับข้าเถอะ ก่อนที่ประตูจะดึงดูดสิ่งอื่นที่เราไม่้า”
ประโยคนี้ทำให้ทิวาจับส้มจี๊ดแน่น
มะขามหยุดกระดิกหางทันทีแล้วหลบไปอยู่ด้านหลังทิวา
หมู่บ้านลอยฟ้าแห่งวาเรน
ลิรินนำทั้งสามเดินผ่านทุ่งหญ้าสีเงินไปยังหน้าผาสูงชัน
ทิวาหยุดหายใจไปชั่วคราวเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
หมู่บ้านกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า
บ้านหลายหลังลอยอยู่บนแผ่นศิลาใสคล้ายผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่
เส้นพลังงานลมสีฟ้าพาดผ่านสลับไปมาเหมือนเลนถนนอากาศ
ผู้คนเดินบนเชือกพลังงานราวกับเป็พื้นราบ
เสียงพูดคุยดังมาจากทุกทิศ
มะขามเห่าเสียงสูง
“โฮ่ง! โฮ่งงงงง!” (ถ้าแปลได้คงเป็ “บ้านลอยฟ้าาาา!!”)
ส้มจี๊ดยืนด้วยความสงบเหมือนผู้ดีสูงศักดิ์แต่หางแกว่งไปมาแบบห้ามตัวเองไม่ได้
“ยอมรับนะสวยดีแฮะ”
ทิวามองตาค้าง
“นี่มันล้ำกว่าที่ผมเคยเห็นในหนังสืออีก”
ลิรินยิ้มน้อยๆ
“ที่นี่คือวาเรนหมู่บ้านของผู้เฝ้าประตูและผู้ใช้พลังลม เราเคยมีจำนวนมากแต่ตอนนี้เหลืออยู่ไม่
กี่คน”
เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้านชาวบ้านหลายคนหยุดกิจกรรม แล้วยกมือทักทายลิรินด้วยความเคารพ
แล้วหันมามองทิวา
แต่แทนที่จะกลัว
ทิวาถูกเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งล้อมไว้แทบจะทันที
“เด็กจากมิติอื่นเหรอ!?”
“เฮ้ๆ ผมเคยได้ยินว่าพวกเขามีของเล่นแปลกๆ นะ ขอดูหน่อยดิ!”
“ตัวเล็กจัง”
ทิวายิ้มเกร็ง
แต่ส้มจี๊ดก้าวมาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“อย่าแตะทิวานะไอ้พวกมนุษย์ลมไร้มารยาท!”
เด็กๆโดยเฉพาะตัวที่ทำน่าดุสุดถึงกับสะดุ้ง
“แมวพูดได้!!?”
มะขามรีบเห่าออกหน้าออกตา
“โฮ่งงง!” (แปลได้ว่า “ผมก็พิเศษเหมือนกันนะ!!”)
เด็กๆหัวเราะพรืด
คนหนึ่งลูบหัวมะขาม
“น่ารักเว้ยย!”
ทิวาเริ่มผ่อนคลายขึ้น
โลกใบนี้แม้จะแปลกแต่ไม่ได้น่ากลัวเลย
มันเต็มไปด้วยความอบอุ่นของผู้คนเหมือนหมู่บ้านบ้านเกิดของเขา
หอแห่งลมโบราณ
ลิรินนำพวกเขาเข้าสู่อาคารสูงของหมู่บ้านเสาหินั์ที่มีลวดลายพลังลมหมุนวนอย่างสง่างาม
ข้างในเป็ห้องโถงกว้างเพดานสูงจนมองไม่เห็นยอด
กลางห้องคือสัญลักษณ์ใหญ่รูปประตูสองบานที่เชื่อมด้วยเส้นลมหกเส้น
ลิรินยืนหันหลังให้สัญลักษณ์
สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็จริงจัง
“ทิวาข้าต้องถามตรงๆ เ้าเปิดประตูพันดาราได้อย่างไร?”
ทิวาก้มหน้า
“ผมก็แค่ซ่อมมันครับ เหมือนมันอยากให้ผมซ่อม”
ลิรินหลับตา
ลมหอบหนึ่งพัดผ่านห้องอย่างแ่เบาก่อนเธอเอ่ยกับทิวาด้วยน้ำเสียงช้ากว่าเดิมเล็กน้อย
“ผู้พิทักษ์ประตูทุกคนมีสายสัมพันธ์กับประตูพันดาราพวกเขาไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่จาก
‘การเลือก’ ของประตูเอง”
ทิวาใ
ส้มจี๊ดชะงัก
มะขามหยิบเชือกบนพื้นมางับเล่น(ไม่เกี่ยวแต่ตลก)
“ถ้ามันเลือกผมทำไมผมถึงไม่รู้ตัวเลยล่ะครับ?” ทิวา
“เพราะเ้ายังเด็กไม่โตพอที่จะรู้ว่าชะตากำลังเรียกหาเ้า” ลิริน
แล้วเธอคุกเข่าลงต่อหน้าเขา
หัวใจทิวาสะดุ้งวาบ
“ทิวาเ้าคือกุญแจที่อาจเปิด หรือปิดประตูพันดาราตลอดกาล”
ส้มจี๊ดหันไปกระซิบกับมะขาม
“เริ่มจริงจังแล้วแฮะ”
“โฮ่ง” (เห็นด้วยแต่ไม่เข้าใจว่าจริงจังเื่อะไร)
ลิรินลุกขึ้น
“เราจำเป็ต้องเดินทางไปมิติต่างๆเพื่อค้นหาว่าใครกันกำลังพยายามปลุกประตูทั้งหมดขึ้นมา
อีกครั้งก่อนที่มันจะสายเกินไป”
เธอยื่นมือมาทางทิวา
“เ้าจะร่วมเดินทางกับข้าหรือไม่?”
ทิวามองมือเธอ
มองส้มจี๊ด
มองมะขามที่กำลังพยายามกลิ้งเล่นกับลูกลมแปลกๆ
แล้วเด็กชายก็ยิ้มกว้างขึ้นมา
“ไปครับ! ผมอยากรู้ว่าทำไมผมถึงถูกเลือก และอยากหาทางกลับบ้านด้วย”
ส้มจี๊ดยักคิ้ว
“ถ้าทิวามุ่งมั่น ฉันก็ไปด้วยละกัน ไหนๆ ก็พูดภาษาในโลกนี้ได้ด้วย”
มะขามเห่าเสียงดังที่สุดในชีวิต
“โฮ่งงงงง!!!”
ลิรินยิ้มยิ้มแบบที่ทำให้ทิวารู้ว่าเธอคงอยู่ลำพังมานาน
ลมอ่อนๆพัดผ่านราวกับตอบรับการตัดสินใจของพวกเขา
นี่คือจุดเริ่มต้นของทีมเล็กๆ
ที่ต่อไปจะต้องผจญภัยข้ามมิติด้วยกัน
และข้างหน้ากำลังรอความลับของผู้พิทักษ์ที่แม้แต่ลิรินเองก็ไม่รู้มาก่อน