ณ ป้อมปราการเจียยวี่ ด่านหน้าสุดขอบตะวันตกของเขตบัญชาการเหอซี
ลมหนาวจากเทือกเขาฉีเหลียนพัดหวีดหวิวอยู่ภายนอก ปะปนกับกลิ่นฝุ่นทรายและไอเย็นของโลหะ กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อนๆ ที่ลอยอวลอยู่ภายในกระโจมจึงดูราวกับเป็สิ่งเดียวที่หลงเหลือจากโลกแห่งความศิวิไลซ์
กลิ่นนั้นเองที่ลอดผ่านม่านแห่งความไร้สติเข้ามา ปลุกเร้าจิตใจที่หลับใหลของหลี่เทียนอี้ให้ค่อยๆ ตื่นขึ้นจากห้วงลึก
เขายังคงหลับตา แต่ััได้ถึงร่างของตนที่นอนทอดกายนิ่งอยู่บนเตียง ร่างที่สูงโปร่งถึงหกฉื่อเจ็ดชุ่นแต่กลับดูผอมบางภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์ผืนหนา ความเ็ปที่หน้าอกและศีรษะยังคงอยู่ เป็เครื่องย้ำเตือนถึงเหตุการณ์ที่พรากสติของเขาไป
เมื่อเปลือกตาขยับเปิดอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่เขาเห็นคือบุรุษผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่ข้างเตาอุ่น
สิ่งที่เขามองไปนั้นช่างดูแปลกประหลาดเหลือเกิน บุรุษผู้นั้นสวมใส่เครื่องป้องกันตัวที่ทำจากแผ่นหนังสีดำเย็บติดกับแผ่นโลหะในรูปแบบที่ไม่คุ้นตา
ไม่ใช่โรงพยาบาลสนาม นี่มันที่ไหนกัน
ความคิดแรกของเขาเต็มไปด้วยความสับสน แต่สัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาทั้งชีวิตสั่งให้เขานิ่งเงียบและสังเกตการณ์ เขากวาดสายตาไปรอบๆ อย่างเชื่องช้า ที่นี่คือกระโจมผ้าใบขนาดใหญ่ ภายในมีโต๊ะไม้ที่กางแผนที่บางอย่างไว้ มีชั้นวางชุดเกราะแปลกตาอีกชุดหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างดูโบราณและผิดยุคผิดสมัยไปหมด
ทันใดนั้น บุรุษร่างใหญ่ที่นั่งนิ่งอยู่ก็ขยับตัว เถี่ยซินหยิบถ้วยยาที่อุ่นอยู่ข้างเตาขึ้นมาแล้วเดินเข้ามาใกล้
"ซื่อจื่อ ท่านฟื้นแล้ว"
ซื่อจื่อ คำเรียกขานนั้นแปลกหู จิตใต้สำนึกของเขากระตุกวูบ
ห้ามแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนที่ไม่รู้จัก
ฉับพลัน มือข้างหนึ่งของหลี่เทียนอี้ยกขึ้นมาปัดช้อนนั้นออกไปเบาๆ แต่เด็ดขาด
เถี่ยซินชะงักไป มองสบตากับซื่อจื่อที่บัดนี้ลืมตาเต็มที่แล้ว ดวงตาคู่นั้นไม่มีแววของเด็กหนุ่มที่อ่อนแอ มีเพียงประกายที่เยือกเย็นและเฉียบคมจนน่าประหลาดใจ
"วางไว้" หลี่เทียนอี้เอ่ยเสียงแหบพร่า "ข้ามีมือ"
เถี่ยซินมองลึกลงไปในดวงตาของหลี่เทียนอี้ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมวางถ้วยยาลงบนถาดไม้ข้างเตียง เขาไม่ได้เอ่ยคำใด แต่การกระทำนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด
หลี่เทียนอี้ยกถ้วยยาขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้นกว่าเดิม
"เกิดอันใดขึ้น"
รองแม่ทัพเถี่ยซินตอบอย่างฉะฉาน "ท่านถูกซุ่มโจมตีจากหน่วยทหารม้าทะลวงฟันของทัพทู่ฟานระหว่างการลาดตระเวน ถูกธนูเข้าที่อกและตกจากหลังม้า"
ทู่ฟาน… จักรวรรดิทิเบต คำนี้สะท้อนก้องอยู่ในหัวของหลี่เทียนอี้อีกครั้ง
"สถานการณ์ตอนนี้เป็อย่างไร"
"ข้าศึกถอยทัพกลับไปแล้วหลังจากที่ข้านำทัพหนุนไปถึง พวกมันเป็หน่วยทหารม้าชั้นยอด เป้าหมายของพวกมันคือท่านโดยตรง"
หลี่เทียนอี้หลับตาลงชั่วครู่ ภาพความทรงจำสุดท้ายของเขาคือทะเลทราย ไม่ใช่ที่ราบสูงทิเบต เสียงะเิ ไม่ใช่เสียงคมอาวุธ แต่เขากลับมาอยู่ที่นี่ในร่างของผู้อื่น ต่อสู้กับศัตรูในประวัติศาสตร์ และถูกเรียกว่า "ซื่อจื่อ"
ซื่อจื่อ... คำๆ นี้ รัชทายาทของผู้ครองแคว้นอ๋อง ตำแหน่งในประวัติศาสตร์จีนโบราณ นี่คือสถานะของข้าในตอนนี้หรือ
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ประมวลผลความจริงอันน่าวิปลาสนี้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่นอกกระโจม ตามมาด้วยเสียงรายงานอย่างร้อนรนของทหารยาม
"รายงานด่วนถึงท่านรองแม่ทัพ"
เถี่ยซินขมวดคิ้วแน่น "เข้ามา"
ทหารสื่อสารผู้หนึ่งรีบก้าวเข้ามาก่อนจะคุกเข่าลง "ใต้เท้า หน่วยลาดตระเวนของเราตรวจพบกองกำลังหลักของทัพทู่ฟานจำนวนมาก กำลังเคลื่อนพลมุ่งหน้าตรงมายังป้อมปราการเจียยวี่แห่งนี้ขอรับ คาดว่าจะถึงในอีกไม่ถึงสองชั่วยาม"
บรรยากาศในกระโจมพลันกดดันขึ้นมาทันที เถี่ยซินมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ดีว่าขวัญกำลังใจของไพร่พลได้พังทลายลงไปแล้วพร้อมกับร่างของซื่อจื่อที่ร่วงหล่นจากหลังม้า
"ซื่อจื่อ โปรดพักฟื้นอยู่ในกระโจม ที่เหลือข้าจะจัดการเอง"
แต่หลี่เทียนอี้กลับยันตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างทุลักทุเล เขาเดินโซซัดโซเซไปยังโต๊ะบัญชาการ กวาดสายตามองแผนที่ที่กางอยู่ ดวงตาของเขาที่เคยสับสน บัดนี้กลับฉายแววเฉียบคมและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
"จัดการเองรึ" หลี่เทียนอี้กล่าวเสียงเรียบ "พวกมันรู้ว่าข้าาเ็สาหัส พวกมันจึงยกทัพมาเพื่อฉวยโอกาสที่ไพร่พลของเรากำลังเสียขวัญ บุกขยี้เราให้สิ้นซากในคราวเดียว"
เถี่ยซินกำหมัดแน่น "ต่อให้ต้องสู้จนตัวตาย ข้าน้อยก็จะพิทักษ์ป้อมแห่งนี้ไว้ให้ได้"
"สู้จนตัวตายรึ" หลี่เทียนอี้แค่นเสียง "นั่นคือสิ่งที่พวกมัน้า"
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเถี่ยซินโดยตรง "พวกมันคิดว่าเราอ่อนแอ สิ้นหวัง และไร้ผู้นำ พวกมันจึงบุกเข้ามาอย่างลำพองใจและประมาท"
แววตาของเขาฉายประกายอันตรายออกมาวูบหนึ่ง
"และความประมาทนั่น จะเป็หายนะของพวกมัน"
คำพูดนั้นราวกับค้อนหนักๆ ทุบเข้ากลางใจของเถี่ยซิน เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
"…แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไร"
(จบตอนที่ 1)