ตอนที่ 2 ยากจนข้นแค้น
ป้าเจิ้งกล่าว “เธอเอาที่ไหนมาพูด เมื่อครู่ฉันมาช้าไปต่างหาก ไม่อย่างนั้นให้ตายยังไงก็ไม่ยอมให้หล่อนมาแตะต้องหลินเซียวหรอก เธอมาเก็บกวาดเร็ว ๆ พวกเขาใกล้จะกลับมาแล้ว ฉันต้องกลับไปทำกับข้าว”
ทันทีที่พูดจบ เหล่าลูกสะใภ้ในหมู่บ้านหลายคนก็พากันสลายตัวในพริบตาเดียว จนในลานเหลือแค่สามแม่ลูก
หลินเซียวกับหลินฟานที่ยืนอยู่ไม่ไกลสบตากัน ใครจะคิดว่าแม่ของพวกเขาจะยอดเยี่ยมขนาดนี้
หลินเซียวมองสวี่ม่ายซุ่ยที่ยังคงหลั่งน้ำตา เขากระทุ้งศอกใส่หลินฟานเบา ๆ พลางเอ่ย “นายไปดูแม่หน่อย”
หลินฟานแย้ง “แล้วทำไมพี่ไม่ไปเองล่ะ”
สีหน้าหลินเซียวพลันเข้มขึ้น พูดอย่างหมดความอดทน “ให้นายไป นายก็ไปสิ”
หลินฟานมองค้อนพี่ชายอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมเดินไปอย่างเชื่อฟัง “แม่~”
สวี่ม่ายซุ่ยเงยหน้าขึ้นมองหลินฟาน เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความกังวลจึงอดไม่ได้ที่จะดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอดแล้วร้องไห้ฟูมฟาย ซึ่งร้องเพราะอะไรนั้นมีเพียงเธอเท่านั้นที่เข้าใจ เพราะเวลานี้มีเพียงเธอที่รู้ดีถึงความรู้สึกของการสูญเสียบางอย่างไปแล้วได้กลับมา
หลินเซียวที่เห็นแม่ตัวเองร้องไห้มาสักพัก ก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปดึงแขนเสื้อเธอแล้วกล่าว “แม่ไม่ต้องร้องแล้ว ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่เคยตีผมสักหน่อย”
สวี่ม่ายซุ่ยหันกลับมามองหลินเซียวและเห็นสายตาเป็กังวลของเขาเช่นกัน เธอจึงได้สติกลับมา ลุกขึ้นแล้วยกแขนเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ตอบกลับไปนิ่ง ๆ “อื้ม วันนี้ลูกทำได้ไม่เลว ต่อไปนี้ถ้าใครมารังแกลูกอีก ก็ตีพวกเขากลับไปเลย มีเื่อะไร แม่จะคอยหนุนหลังลูกเอง”
ั้แ่โตมาจนป่านนี้ นี่เป็ครั้งแรกที่แม่พูดแบบนี้กับเขา ทำให้ใบหน้าเล็กฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง “แม่คงไม่ได้เป็ไข้จนเลอะเลือนใช่ไหม”
เมื่อคืนพออาบน้ำตากลมเสร็จและหลับไปสักพัก สวี่ม่ายซุ่ยก็เริ่มเป็ไข้ ชีวิตก่อนเธอยอมฝืนใจขอโทษจางหงเหมยไป หลังจากส่งคนกลับไปแล้วเธอก็เป็ลมทันที
เด็กสองคนที่โดนตีโดยไม่แยกแยะถูกผิดพอเห็นผู้เป็แม่เป็ลมก็ไม่สนใจ เป็หลินเจี้ยนเยี่ยที่เลิกงานกลับมาเห็นเธอล้มลงบนพื้นจึงแบกเธอไปที่ศูนย์อนามัย และพักรักษาตัวที่นั่นอยู่หลายวันก่อนจะถูกปล่อยให้กลับบ้าน
เธอไม่คาดว่าชาตินี้จะสาหัสกว่าชาติก่อนตรงที่ตนเป็ไข้ตัวร้อนจนตายไปจริงๆ แต่เธอก็ยังรู้สึกขอบคุณการเป็ไข้ครั้งนี้อยู่ดี ไม่อย่างนั้นตัวเธอคงไม่ได้กลับมา
สวี่ม่ายซุ่ยตอบลูกชายคนโต “แม่ดีขึ้นตั้งนานแล้ว เย็นนี้อยากกินอะไรจ๊ะ แม่จะไปทำให้”
หลินเซียวเห็นว่าแม่ของเขาอาการดีขึ้นอย่างชัดเจนแล้วจึงไม่ได้เซ้าซี้ เพียงแค่เบะปากแล้วตอบกลับไปอย่างเหยียดหยาม “ถึงอยากกินไก่ บ้านเราก็ไม่มี!”
ทุกครอบครัวมีโอกาสในการเลี้ยงไก่ แต่เพราะเธอรังเกียจความสกปรกของพวกมันจึงไม่ได้เลี้ยงเอาไว้ ที่บ้านเลยไม่มีไก่สักตัว
สวี่ม่ายซุ่ยเอ่ยถาม “งั้นกินไข่ตุ๋นไหม”
หลินฟานโต้กลับ “ไม่ใช่ว่าย่าเอาไข่ไก่ไปหมดแล้วเหรอ”
สวี่ม่ายซุ่ย “…”
“ไม่ได้เอาไปหมดหรอก ยังเหลืออยู่สองฟอง”
เมื่อหลินเซียวกับหลินฟานได้ยินว่ายังมีไข่อีกสองฟอง ั์ตาทั้งคู่พลันส่องประกาย ก่อนพูดเป็เสียงเดียวกัน “กิน!”
สวี่ม่ายซุ่ยเห็นท่าทางซุกซนของทั้งคู่ก็ยิ้มออกมาอย่างพร้อมที่ตามใจ “ได้ แม่จะไปทำเดี๋ยวนี้ ลูกสองคนไปล้างมือก่อน แล้วเอาการบ้านมาทำซะ”
พอหลินเซียวกับหลินฟานได้ยินคำว่าทำการบ้าน ทั้งคู่ก็ทำหน้าง้ำหน้างอ “ครูไม่ได้สั่งการบ้าน ไม่ต้องทำหรอก”
เวลานี้ยังไม่มีการปฏิรูปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทุกคนเลยไม่ได้ใส่ใจกับการเรียนนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่สั่งการบ้านเลย
“ไม่มีการบ้านก็ไปเอาผ้ามาซัก” สวี่ม่ายซุ่ยพูดพลางมัดผม
ตอนที่ทะเลาะกันก่อนหน้านี้ จางหงเหมยได้ดึงทึ้งผมเธอจนหลุดร่วงยุ่งเหยิงไปหมด เสื้อผ้าบนตัวก็ถูกกระชากจนขาดเป็รูหลายรู บนใบหน้าก็มีรอยข่วนเพิ่ม ดูจนตรอกเสียไม่มี
แต่เพราะหลินเจี้ยนเยี่ยใกล้จะกลับมาแล้ว แถมเธอเองก็ยังไม่ได้เก็บกวาดบ้าน พอจัดผมเรียบร้อยดั่งใจ สวี่ม่ายซุ่ยก็รีบไปทำกับข้าว
เมื่อเด็กสองคนเห็นสวี่ม่ายซุ่ยไม่สนใจพวกเขาแล้ว ก็แอบมองไปที่ห้องครัว
หลินเซียวเอ่ยถาม “ไม่รู้สึกว่าแม่ผิดปกติหน่อยเหรอ”
หลินฟานลูบหัวป้อย ๆ แล้วตอบกลับเอื่อยเฉื่อย “ไม่นี่! หล่อนก็ดูปกติดี”
หลินเซียวฟังจบก็กลอกตาใส่เขาด้วยความรังเกียจ มุ่ยหน้าพลางพูด
“คุยกับคนสมองหมูอย่างนายไปก็เปล่าประโยชน์… นายไปหาเสื้อผ้าในห้องมา ฉันจะออกไปข้างนอกสักหน่อย”
หลินฟานตอบสนองอย่างกระตือรือร้น “พี่จะไปทำอะไร”
“ฉันจะไปหาหู่จือ*[1] มาจับจักจั่น ถ้าไม่ไป อีกเดี๋ยวก็ถูกเขากินหมด” พูดจบหลินเซียวก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หลินฟานยืนมองเงาพี่ชายอยู่ที่เดิม ดูอยู่สองวินาทีก็ตัดสินใจกลับเข้าไปในห้อง
เวลานี้สวี่ม่ายซุ่ยที่อยู่ในครัวกำลังทุกข์ใจอย่างมาก เธอรื้อหีบค้นตู้ไปรอบหนึ่งแต่ก็เจอแค่ไข่สองฟอง แป้งสาลีหนึ่งชั่ง ข้าวฟ่างหนึ่งถุง และถั่วหนึ่งกำ
ทันใดก็นึกขึ้นมาได้ว่าแม่สามีของเธอเพิ่งมาเอาของที่กินได้ไปจนหมดบ้านเมื่อวันก่อน
เธอถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ชาติที่แล้วตัวเธออ่อนแอมากจริง ๆ จนใคร ๆ ต่างก็เหยียบย่ำเธอได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถอนหายใจ พอจัดการอารมณ์ตัวเองให้ดีได้แล้ว สวี่ม่ายซุ่ยก็เริ่มทำอาหาร
เพราะเหลือไข่อยู่สองใบ เลยทำไข่ตุ๋นไม่ได้ สวี่ม่ายซุ่ยจึงตอกไข่ใส่ลงในแป้งขาวทอดเป็ต้านปิ่ง*[2] สี่แผ่น ก่อนทอดก็เคี่ยวโจ๊กข้าวฟ่างเอาไว้ เพื่อจะได้สุกพร้อมกินหลังทอดต้านปิ่งเสร็จพอดี
พอทอดต้านปิ่งเสร็จ หลินฟานก็ถูกกลิ่นหอมดึงดูดให้เข้ามาในครัว “แม่ทำอะไรฮะ หอมเหลือเกิน”
สวี่ม่ายซุ่ยตอบ “ต้านปิ่งน่ะ แม่เห็นว่าในบ้านไม่มีวัตถุดิบอะไร ก็เลยตีไข่ผสมแป้งทอดเป็ต้านปิ่งก่อน ส่วนไข่ตุ๋นไว้พรุ่งนี้แม่ค่อยไปซื้อไข่มาทำให้พวกลูกกินนะ”
เด็กวัยนี้ ขอแค่มีของกินก็พอ พวกเขาไม่สนหรอกว่าจะเป็ต้านปิ่งหรือไข่ตุ๋น
“แม่ ผมหิว!”
สวี่ม่ายซุ่ยได้ยินก็ทำอาหารไป เหลือบมองเขาไป เห็นเขาจ้องต้านปิ่ง ก็รู้ว่าเขาอยากกินมากจึงเอ่ยถาม “ล้างมือหรือยัง”
หลินฟานรีบตอบ “ล้างแล้ว!”
สวี่ม่ายซุ่ยพยักหน้ารับ “ล้างแล้วก็ไปหยิบมากินสักชิ้น”
หลินฟานได้ยินดังนั้นก็รีบไปหยิบต้านปิ่งมากินด้วยความดีใจ ใครจะรู้ว่าแผ่นแป้งที่พึ่งทอดเสร็จใหม่ ๆ จะร้อนมาก สวี่ม่ายซุ่ยเลยได้ยินเสียงเขาร้องพร้อมทั้งโยนต้านปิ่งกลับไปที่เดิม สองมือจับติ่งหูหูะโไปมา
คนเป็แม่เห็นแล้วหมดคำจะพูด เธอวางตะหลิวแล้วเดินเข้าไปหา “ใจร้อน กินเต้าหู้ร้อนไม่ได้นะรู้ไหม*[3]”
หลินฟานเอ่ยอย่างใสซื่อ “บ้านเราไม่มีเต้าหู้ร้อนสักหน่อย”
สวี่ม่ายซุ่ย “…”
เธอเอื้อมแขนไปฉีกต้านปิ่งครึ่งหนึ่งแล้วส่งให้ลูกชายคนเล็ก “ออกไปกินซะ ในครัวมันร้อน”
หลินฟานรับต้านปิ่งที่แม่ส่งให้อย่างยินดี เขาเดินออกไปพลางกัดอาหารคำเล็กคำน้อย
พอหลินเซียวเอาโหลจักจั่นกลับมา ก็เห็นหลินฟานนั่งแทะต้านปิ่งอยู่หน้าประตูพลางยิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจอยู่หน่อย ๆ
หลินเซียวรีบเข้ามาถาม “ไปเอาต้านปิ่งมาจากไหน”
หลินฟานเงยหน้าเห็นพี่ชาย ก็ยิ้มตาหยีตอบกลับไปว่า “แม่ทำให้ หอมมากเลย!”
หลินเซียวได้ฟังก็รีบวิ่งไปที่ห้องครัวทันที “แม่! ผมก็อยากกินต้านปิ่ง!”
ตอนนี้สวี่ม่ายซุ่ยทำอาหารเสร็จพอดี เมื่อเห็นหลินเซียววิ่งเข้ามาก็พูดว่า “ไปล้างมือก่อน”
หลินเซียววางโหลจักจั่นลงบนเตา รีบเดินไปข้างนอกพลางพูด “แม่เอาจักจั่นไปทอดอีกสิ”
สวี่ม่ายซุ่ยยกจานถั่วผัดที่ทำเสร็จแล้วเข้าไปในห้องก่อนจะยกโจ๊กข้าวฟ่างตามไปทีหลัง เสร็จแล้วถึงกลับมารอหลินเซียวที่เพิ่งล้างมือเสร็จ จากนั้นก็พุ่งไปหาเขาแล้วเอ่ย “ลูกเอาต้านปิ่งครึ่งแผ่นไปกินก่อน ที่เหลือเก็บไว้กินตอนกินข้าว”
[1] หูจื่อ (虎子) เป็ภาชนะใส่น้ำโบราณ มีลักษณะเหมือนเสือหมอบ ลำตัวเป็รูปรังไหม ปากทรงกระบอก ด้านนอกฉลุลายหัวเสือ
[2] ต้านปิ่ง (蛋饼) คือ เมนูอาหารเช้าที่มีลักษณะคล้ายเครป ทำจากแป้งและไข่เป็หลัก
[3] ใจร้อน กินเต้าหู้ร้อนไม่ได้ (心急吃不了热豆腐) หมายความว่า บางสิ่งบางอย่างต้องใช้ความอดทนถึงจะสามารถทำได้สำเร็จ
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
มีอะไรยกให้แม่สามีหมดเลยแล้วลูก ๆ จะเอาอะไรกินล่ะเนี่ย ยังดีที่มีเหลือติดบ้านอยู่บ้าง อย่างละนิดละหน่อย
ชิวเฟิง