บทที่11 ก่อมรสุม
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ มิน่าเชื่อว่าการเป็หมอดูของอวิ๋นเซ่อจะทำเงินได้ดีถึงเพียงนี้เงินห้าสิบชั่งสิบสามเสี้ยวถูกเก็บเข้าสู่อกเสื้อก่อนคนจะจากเหลาสุราแห่งนี้ไปโดยมิคิดหวนคืน
แต่โชคชะตาของคนมิอาจกำหนด แม้ชายหนุ่มคิดหวังลาจากเมืองแห่งนี้ก็ยังมีสิ่งฉุดรั้งมันมิให้ไปได้ เมื่อบุรุษขี้เมานามอู๋เฉาหยุนที่หายไปเนิ่นนานได้ปรากฏตัวขวางประตูเมืองทางออกไว้ส่งให้อวิ๋นเซ่อต้องขมวดคิ้วมุ่นแล้วกล่าวถาม
“ท่านยังมีคำถามใดที่ค้างคาใจอยู่อีก”
อู๋เฉาหยุนทอดสายตาจ้องมองท้องนภาที่มืดสลัวแล้วค่อยเปิดปากขึ้น
“หากมีคนให้ร้ายเ้า เ้าจะทำเช่นไร”
“ปล่อยผ่าน”
“แล้วหากนั่นเป็การทำลายอนาคตที่รุ่งโรจน์ทั้งหมดของเ้าเ้ายังจะปล่อยผ่านได้ไหม”
“ข้าก็ไม่แน่ใจ”
อู๋เฉาหยุนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนหันมาจ้องมองใบหน้าของอวิ๋นเซ่อ
“แล้วหากคนผู้นั้นมันยังสังหารครอบครัวเ้าจนหมดสิ้นเล่า”
ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นเซ่อพลันนึกถึงเื่การสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของตนประกายตาจึงเย็นเยียบขึ้น
“ข้าก็จะสังหารมันคืน!”
“ไม่ว่ามันจะเป็ใคร?”
“ต่อให้มันเป็สายเืราชวงศ์ หรือเป็องค์เทพอัคคีเองก็ตาม”
ทุกประโยคที่กล่าวออกมาของอวิ๋นเซ่อล้วนแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นแลเด็ดเดี่ยวเป็อย่างยิ่งและท่าทีดังกล่าวก็สร้างความพึงพอใจแก่อู๋เฉาหยุนนัก มันจึงเอ่ยขึ้น
“มิผิดจากที่เ้าเคยกล่าวไว้ในวันวานข้ามีความแค้นแต่ไม่มีความกล้า ความกล้าที่ว่ามิใช่ข้าเกรงกลัวความตายหรอกนะ แต่ข้ากลัวว่าหากข้าตายไปแล้วใครจะฆ่ามันหากข้าชิงตกตายไปก่อน มันจะไม่เสวยสุขบนความตายของข้าหรอกหรือ….. กำแพงที่ล้อมรอบมันอยู่นับว่าสูงใหญ่มากนัก ลำพังข้าผู้เดียวมิอาจจะปีนข้ามได้”
สีหน้าของอวิ๋นเซ่อปรากฏแววสงสัย
“ท่านกำลังจะหมายถึงอะไร”
“ข้าจำเป็ต้องมีตัวช่วย”
“แล้วท่านจะมาบอกข้าทำไม”
“ข้าอยากให้เ้าช่วย”
“ข้าขอปฏิเสธ ข้ามิได้มีบุญคุณความแค้นใดกับพวกท่านเหตุใดข้าจึงต้องเอาตัวไปเสี่ยง อีกอย่างข้าก็เป็เพียงหมอดูธรรมดาผู้หนึ่ง”
“หมอดูธรรมดา แต่การจับถ้วยสุราปานว่าถือกระบี่ความเฉียบไวต่อการสังเกตุผู้คนก็สูงเลิศ ปฏิกิริยาก็ว่องไว ฝีเท้าก็แ่เบา นี่ยังเรียกว่าหมอดูธรรมดาได้อีกหรือ….จอมยุทธ์น้อย ข้ามิได้ให้เ้าไปสังหารคน เ้าก็เคยทายทักมาแล้วว่าถึงข้าคิดจะสังหารย่อมไม่ประสบผลเช่นนั้นข้าจึงเปลี่ยนใจ การแก้แค้นคนมีหลายวิธีนัก การที่ทำให้มันเหมือนตายทั้งเป็ย่อมเป็วิธีการแก้แค้นที่ประเสริฐที่สุดและนั่นจึงจำเป็ต้องมีตัวช่วย”
หยุดกล่าวเล็กน้อย อู๋เฉาหยุนก็คว้ากระดาษสีชาประทับตราสีแดงออกมาแล้วกล่าวสืบต่อ “ค่าตอบแทนคือตั๋วเงินห้าร้อยชั่งนี่คงทำให้เ้าอยู่สุขสบายได้ในระยะเวลาหนึ่ง”
“มิใช่ท่านปล้นมาจากบ่อนพนันหรอกนะ”
“ก็มิเชิง”
ก่อนที่จะได้สอบคัดเลือกเข้าเป็มือปราบอวิ๋นเซ่อก็มิอยากก่อความวุ่นวายหรือปัญหาใดขึ้น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการสอบคัดเลือกในครั้งนี้ทว่าเงินจำนวนนี้ช่างล่อตาล่อใจนัก เป็เงินที่อาจทำให้มันได้ใช้ประโยชน์จนกว่าจะถึงเวลาแห่งการสอบอีกทั้งนับั้แ่ที่ได้พบพานบุรุษขี้เมาผู้นี้ ได้รับทราบถึงความคับแค้นที่สุมอยู่ในอกของมันได้คาดเดาถึงสิ่งที่มันได้ประสบมา ชายหนุ่มก็อดรู้สึกนึกถึงชะตากรรมของมันว่าคล้ายกับตนเองขึ้นมามิได้กอปรกับปณิธานในความทรงจำอีกโลกที่้าช่วยเหลือผู้คนส่งให้ชายหนุ่มต้องกล่าวขึ้น
“ข้าคงต้องขอพิจารณาแผนของท่านก่อน”
ทางตอนเหนือของเมืองฉานตง ที่คฤหาสน์หลังใหญ่อันเป็สถานที่พำนักของผู้ตรวจการแผ่นดินขุนนางฝ่ายในแห่งราชวงศ์หลิง แซ่เฉิน นามจือหาน ตอนนี้ได้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟสว่างไสวหลายรูปแบบให้ความแปลกตาแลสวยงามยิ่ง ผู้คนในคฤหาสน์หลังนี้ก็จอแจคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็เหล่าขุนนางทหารชั้นน้อยใหญ่ คณิกาแห่งหอนางโลมที่มีชื่อ คณะนางรำ วงมโหรีจากทั่วทุกสารทิศ หรือแม้กระทั่งคนงานที่ถูกจ้างมาชั่วคราวเพื่อปฏิบัติงานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้ก็ดูมากหน้าหลายตามิน้อย
ยามเฮ่ยอานค่ำคืนอันมืดมิดนี้ เฉินจือหานได้จัดงานเลี้ยงฉลองต่อการที่มันได้รับการอวยขั้นเป็ผู้ตรวจการแผ่นดินขั้นที่หก ด้วยวัยเพียงสี่สิบเศษการที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งขุนนางขั้นที่หกนับได้ว่าอนาคตของมันมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งขุนนางขั้นที่เก้า(เสนาบดี) หรืออาจจะก้าวไปถึงขั้นที่สิบ(อัครมหาเสนาบดี) ชั้นสูงสุดเลยก็ว่าได้ เฉินจือหานแต่ก่อนเป็เพียงทหารชั้นประทวนผู้หนึ่งแต่เพราะมีความดีความชอบปราบทุจริตในค่ายทหารมันจึงถูกโยกให้มารับราชการในตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินและจากผลงานชิ้นใหญ่ของมันเพียงเวลาห้าปีมันก็สามารถปีนป่ายมาถึงจุดนี้แล้ว
ผลงานก็ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีหลายคนที่พอรับทราบว่าเื้ัของเฉินจือหานมีผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ถือหางอยู่ เช่นนั้นจึงมิแปลกที่วันนี้จะมีเหล่าขุนนาง หรือเหล่าทหารมากมายมาร่วมแสดงความยินดีกับมัน
วงมโหรีทำการบรรเลงเพลงขับกล่อมเสนาะหูคณะนางรำก็ร่ายรำอย่างอ่อนช้อย เย้ายวน สร้างความรัญจวนใจแก่ทุกผู้ที่ชมดูยิ่ง การแสดงผ่านไปหลายชุดถึงคราวที่ทุกผู้ต้องมอบของแสดงความยินดีเฉินจือหานที่หน้าบานยิ่งกว่าอะไรก็รับของกำนัลอย่างชื่นมื่น จนถึงคราวของสตรีชราแต่ยังคงเคล้าความงามนางหนึ่งเดินเข้ามาแล้วกล่าว
“ขอแสดงความยินดีกับท่านขุนนางเฉิน”
เฉินจือหานเห็นเช่นนั้นคนก็ยกยิ้มอย่างมีเลสนัย“กัวมาม๊า หวังว่าของขวัญจากท่านจะมิทำให้ข้าผิดหวัง”
สตรีชราหัวเราะเบาๆ “ข้าเคยทำให้ท่านผิดหวังหรือ” กล่าวจบนางก็ปรบมือคราหนึ่งที่เื้ัพลันปรากฏดรุณีวัยยี่สิบปีนางหนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างแช่มช้อย ทุกท่วงท่ากิริยาทุกทรวดทรงองเอว ถึงกับทำให้บุรุษทุกผู้นิ่งค้างไปตามกัน มิต้องกล่าวถึงใบหน้าที่มีผ้าแพรม่วงผืนบางปิดคลุมครึ่งหนึ่งเพราะเห็นเพียงั์ตางามระหงส์กระจ่างใส ดวงตาเรียวงามสองชั้นอันโดดเด่น คิ้วโก่งเรียวรับกับดวงตาอย่างลงตัวเท่านี้ก็ถึงกับทำให้จิตใจของบุรุษทุกผู้แทบหยุดเต้นไปตามๆ กันแล้ว
สตรีชรายกยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าว “นี่คือสมบัติล้ำค่าที่หอคณิกาหมื่นบุปผาเราค้นพบ มิต้องบอกก็รู้ว่านางมิเคยผ่านมือบุรุษใดมาก่อน”
อึก เสียงกลืนน้ำลายของบุรุษทุกผู้ดังขึ้นจนแทบพร้อมเพรียงเมื่อได้ยินสตรีชราที่ทุกผู้เรียกขานว่ากัวมาม๊า หรือก็คือ กัวรุ่ยหาน ผู้ก่อตั้งหอคณิกาหมื่นบุปผาอันเลื่องชื่อในเมืองฉานตงกล่าวขึ้นตอนนี้พวกมันล้วนรู้สึกอิจฉาเฉินจือหานขึ้นมาทันใด บางคนคิดอยากเอาทองมาวางกองเสียตรงนี้เพื่อคิดหวังแลกกับความบริสุทธิ์ของดรุณีเบื้องหน้าแต่นั่นก็คงทำได้เพียงคิด เพราะไม่มีผู้ใดอยากหักหน้าแลผิดข้องหมองใจกับเฉินจือหานเพียงเพราะเื่แค่นี้
ด้านเฉินจือหาน ดวงตาคนเป็ประกายจนปิดไม่มิดความหื่นกระหายก็ฉายชัดออกมาให้เห็น มันอยากจะหยุดงานเฉลิมฉลองเสียตอนนี้ แต่ก็ต้องจำใจเพื่อรักษาหน้าของตนเองโดยมิชักช้าคนรีบคว้ามือไปดึงรั้งดรุณีสะคราญโฉมเบื้องหน้าสู่อ้อมอกโดยทันใด สตรีนางนั้นก็พยายามดิ้นรนอย่างขวยเขินสร้างความพึงพอใจแก่เฉินจือหานยิ่ง
“ฮ่าฮ่าฮ่า กัวมาม๊ารู้ใจข้านัก แล้วข้าจะตอบแทนหอคณิกาของเ้าอย่างสมน้ำสมเนื้อ”
สตรีชราย่อกายคารวะ “เป็พระคุณมากแล้ว….. ซินเหยียนปรนนิบัติท่านขุนนางเฉินให้ดีอย่าได้ขาดตกบกพร่องจนเสียชื่อหอหมื่นบุปผาเรา หากว่าเ้าทำให้ท่านพึงพอใจ เ้าจะสุขสบายทั้งชีวิต”
ดรุณีสะคราญโฉมพยักหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหยาดเยิ้ม“เข้าใจแล้ว” เพียงเสียงอันแ่เบาของนางกล่าวออกมาประโยคเดียวก็ถึงกับทำให้ทุกผู้รู้สึกรัญจวนใจยิ่งกว่าได้รับชมและรับฟังวงมโหรีแลคณะนางรำเมื่อครู่เสียอีก
เฉินจือหานโอบกำชับร่างอันนุ่มนิ่มของนางคนได้กลิ่นหอมจากกายสาวก็ถึงกับทำให้ขนลุกซู่ เืลมภายในเดือดพล่าน ต้องกรอกสุรารสเผ็ดร้อนลงไประงับอารมณ์ถึงสี่ชามใหญ่จิตใจจึงสงบลงไปได้
“เอ้าเชิญๆ ดื่มกินให้อิ่มหนำ”
ของกำนัลจากหอคณิกาหมื่นบุปผาผ่านไป ถึงคราวที่บุรุษวัยสี่สิบเศษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมามันผู้นี้ก็คือบุรุษที่อวิ๋นเซ่อเคยทายทักในเื่การมีบุตรที่เหลาสุรากลางสระบัวผู้นั้นเฉินจือหานเมื่อเห็นผู้มามันก็รีบกล่าวขึ้น
“เจิ้งอี้สหายข้า ข้ายินดีต่อเ้าด้วยเื่บุตรสืบสายโลหิต”
เจิ้งอี้เป็เศรษฐีแห่งเมืองฉานตง รู้จักมักคุ้นกับเฉินจือหานเป็อย่างดีเนื่องเพราะการค้าขายหรือการประมูลงานต่างๆ มันมักจะได้เฉินจือหานเป็ผู้ช่วยเหลืออยู่เสมอแต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยค่าตอบแทนที่มหาศาลเช่นกัน
“ข้าก็ยินดีต่อเ้าด้วย ต่อไปตำแหน่งเสนาบดีก็คงอยู่ไม่ไกลแล้ว”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้ายังไม่นึกฝันถึงขั้นนั้นข้าเพียงทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดินเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็นับว่าสมดั่งที่คาดฝันแล้ว”
“เป็ปณิธานที่ดีเยี่ยม…. อ้อ วันนี้ข้ามีของพิเศษจะมอบให้”
“ของพิเศษ? ยังจะมีสิ่งใดที่พิเศษกว่าสตรีข้างกายข้าได้อีกหรือฮ่าฮ่าฮ่า”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ย่อมไม่มีแน่นอน แต่ทว่าสิ่งนี้ก็คงทำให้เ้าพึงพอใจได้อยู่บ้างเ้าพอจะได้ยินข่าวเื่ที่หมอดูทายทักข้าหรือไม่ ตอนนี้ความแม่นยำของการพยากรณ์ของมันเป็ที่ยอมรับของคนทั้งเมืองไปแล้วจนคนตั้งฉายาให้มันว่าเทพพยากรณ์….. ข้าเห็นว่าเ้าชื่นชอบในเื่ดวงชะตาจนเข้าเส้นวันนี้จึงนำมันมาด้วย”
“สหาย เ้าช่างรู้ใจข้านัก ข้าได้ยินข่าวมันมานานแล้ววันนี้ก็ส่งคนไปเชื้อเชิญมัน แต่ปรากฏว่ามันมิอยู่ ข้าก็รู้สึกเสียดายอยู่มิน้อย”
“วันนี้เ้าไม่ต้องเสียดายแล้ว”
“ดีดี ว่าแต่มันอยู่ไหน”
เจิ้งอี้ชั่วขณะที่มันมัวแต่สนใจดรุณีสะคราญโฉมนามซินเหยียน แห่งหอคณิกาหมื่นบุปผา และเมื่อครู่ที่เอาแต่สนทนาอยู่กับเฉินจือหาน หมอดูที่มันนำมาด้วยกลับหายไปมิทราบอยู่ที่ไหน
“เมื่อครู่มันก็อยู่ตรงนี้”
เจิ้งอี้ชะโงกหน้าเหลียวซ้ายแลขวามองหาหมอดูหนุ่มคนที่มันนำพามาด้วยจนเฉินจือหานต้องขมวดคิ้ว คนกำลังจะยกมือซ้ายขึ้นสั่งการ แต่แล้วเสียงที่โต๊ะอาหารมุมห้องก็ดังขึ้น
“ข้าอยู่นี่”