มนตราเอาผ้าชุบน้ำเย็นๆเช็ดตามใบหน้าของปกป้อง สลับกับเอายาดมไปจ่อที่ปลายจมูกของเขา ขณะที่เ้าเหมียวเดินวนไปเวียนมาและพยายามใช้อุ้งเท้าเขี่ยหน้าเขาจนในที่สุดปกป้องก็เริ่มรู้สึกตัว
“มนตร์...มนตร์เหรอเมื่อกี้ฉันฝันไปเนาะ ฝันไปแหละ ฉันฝันว่าจับ...”
“สวัสดีปกป้องฉันเอง...จับฉ่าย!”
“จับฉ่ายพูดได้!!!”
ปกป้องทำหน้าเหมือนจะสลบไปอีกครั้งแต่มนตรารีบตบหน้าเขาเบาๆ
“อย่าเพิ่ง!ตั้งสติก่อนป้อง”
ปกป้องลุกพรวดขึ้นนั่งและกระเถิบออกไปเพื่อรักษาระยะห่างพลางมองไปที่จับฉ่ายอย่างหวาดๆ
“ตะ...ตั้งสติอะไรนี่เธอเห็นเหมือนที่ฉันเห็นใช่ไหมมนตร์” ปกป้องละล่ำละลัก
มนตราขยับเข้าไปใกล้ปกป้อง
“ฉันเห็นเหมือนที่นายเห็นทุกอย่างจับฉ่ายพูดได้จริงๆ! แถมตอนฉันเห็นครั้งแรกฉันก็สลบไปแบบนายเป๊ะเลย”
“สลบนานกว่าด้วยซ้ำปะ...เอ่อฉันเป็ห่วงแทบแย่” เ้าเหมียวกล่าว
“โอยๆหัวใจจะวาย นี่ฉันไม่ได้ฝันอยู่ใช่ไหม”
ปกป้องหยิกหลังแขนตัวเองเบาๆแต่มนตราเหนือไปอีกขั้น เธอหยิกเอวเขาแล้วบิดสุดแรงจนปกป้องร้องจ๊าก
“โอเคๆฉันรู้แล้วว่าไม่ได้ฝันไป ให้ตายเถอะมนตร์! มือหนักขนาดนี้จะฆ่ากันหรือไง”
ปกป้องหันไปบ่นใส่มนตราที่หัวเราะคิกคักเขาถามต่อ
“แล้วมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่เกิดขึ้นได้ยังไง แล้วเ้าเอ๊ย! คุณเป็ใครครับ”ปกป้องถามรัวๆ เหมือนใจที่ยังคงเต้นรัวๆ
มนตราเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เขาฟังั้แ่นาทีแรกที่ได้พบเ้าเหมียวโดยเว้นเื่การสืบหาตัวตนที่แท้จริงและความจริงที่ว่าเขาคือคุณปู่ของปกป้องโดยมีเ้าเหมียวคอยช่วยเสริมหรือแทรกตอนที่มนตราเกือบจะหลุดปากเล่าเื่ตัวตนของเขาไป
“แล้วจับ...เอ๊ย!เธอเรียกว่าคุณปู่ใช่ไหม”
“ใช่ๆพอดีเสียงเขาเหมือนคนแก่น่ะ ฉันเลยเรียกว่าคุณปู่” มนตรารีบแก้ตัว
“แล้วคุณปู่ไม่สงสัยหรืออยากตามหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเหรอครับเผื่อคุณจะได้กลับเข้าร่างหรืออะไรแบบนี้” ปกป้องสงสัย
“ฉันไม่อยากรู้หรอกพ่อหนุ่มเอ๊ย...อาจฟังดูแปลกแต่ก็เป็เื่จริงนะที่ว่าฉันรู้สึกว่าตอนที่ฉันเป็คนฉันคงไม่ได้เป็คนที่ดีหรือน่ารักสักเท่าไหร่คงไม่ได้มีใครรักหรือรอฉัน และแม้แต่ตัวฉันเองก็รู้สึกอยู่ลึกๆว่าฉันก็ไม่ได้ชอบตัวเองเหมือนกัน”
เ้าเหมียวอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่เจือแววหม่นเศร้า ทั้งมนตราและปกป้องนิ่งเงียบไป
“คุณคงจะเหงาแย่เลยนะครับ”
ท่ามกลางความประหลาดใจของมนตราและเ้าเหมียวปกป้องเขยิบเข้าไปใกล้และเอื้อมมือไปจับอุ้งตีนของเขาเ้าเหมียวน้ำตาคลอเบ้าและกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงเครือๆ
“ถ้าคุณเปลี่ยนใจหรืออยากให้เราช่วยเื่ไหนก็บอกได้เลยนะครับ”
เ้าเหมียวพยักหน้าอย่างซาบซึ้งใจปกป้องบอกว่าคืนนี้ทำเอาเขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับคงนอนดูดาวที่ระเบียงนี้จนกว่าจะหลับไปเองมนตราและเ้าเหมียวจึงเห็นพ้องกันว่าน่าจะนอนด้วยกันเสียที่นี่ทั้งหมดพวกเขาจึงจัดแจงปูฟูกและกางมุ้ง เ้าเหมียวขอให้ปกป้องสอนดูดาว
“ดาวที่ดูง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่คือดาวไถมันเป็ดาวสามดวงที่เรียงต่อกันเป็เส้นตรง คนไทยมองเห็นเป็คันไถ ส่วนฝรั่งมองเป็เข็มขัดของนายพรานนามว่าโอไรออน”ปกป้องอธิบายพร้อมกับชี้นิ้วบอกพิกัดดาวแก่ทั้งสอง
“จินตนาการกันไปคนละอย่างเลยแต่รูปร่างก็ยังพอจะใกล้เคียงกันอยู่นะ” มนตรากล่าว
“เดี๋ยวจะแตกต่างกันยิ่งกว่านี้อีกคือคนไทยเห็นดาวเต่าซึ่งอยู่ล้อมรอบคันไถ แต่ฝรั่งเห็นเป็นายพรานโอไรออน” ปกป้องชี้ให้ดูดาวเต่าและดาวนายพราน
“โห!คราวนี้เห็นต่างกันมากเลย ว่าแต่เล่าเื่นายพรานให้ฟังหน่อยได้ไหม”มนตราน้ำเสียงตื่นเต้น
“เื่ของนายพรานมีหลายตำนานที่แตกต่างกันไปแต่ส่วนที่ฉันเห็นว่าตรงกันคือตลอดชีวิตของนายพรานคนนี้เขาไม่สมหวังในเื่ความรักเลย และความรักครั้งสุดท้ายยังนำความตายมาสู่เขาด้วย”
“น่าสงสารจัง”มนตราเสียงเศร้า
“ความรักครั้งสุดท้ายของเขาเกิดขึ้นกับเทพีอาร์ทีมีสซึ่งเป็ฝาแฝดกับเทพอพอลโลและเป็บุตรสาวของเทพซุสทั้งสองคนต่างมีฝีมือเยี่ยมยอดด้านการใช้ธนูล่าสัตว์ บางตำนานบอกว่าเทพอพอลโลไม่พอใจโอไรออนวันหนึ่งตอนที่โอไรออนออกไปว่ายน้ำในทะเล อพอลโลจึงแกล้งท้าทายอาร์ทีมีสว่าจะยิงธนูไปถูกจุดที่ตะคุ่มๆอยู่กลางทะเลได้ไหม อาร์ทีมีสก็ยิงธนูไปที่เป้าหมายนั้นอย่างแม่นยำ เมื่ออาร์ทีมีสได้รู้ว่าตัวเองยิงคนรักตายจึงขอให้เทพซุสนำร่างของโอไรออนขึ้นไปเป็กลุ่มดาวในท้องฟ้าพร้อมกับซิริอุสสุนัขคู่ใจที่ได้เป็กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ติดตามไปด้วยกันตลอดเวลาส่วนอีกตำนานหนึ่งเล่าว่า...”
“ท่าทางมนตราจะสร้างตำนานแทนแล้วละปกป้องตำนานนอนได้ทุกที่ทุกเวลาน่ะ” เ้าเหมียวกล่าวเจือเสียงหัวเราะ
ปกป้องที่กำลังเล่าอย่างติดลมหันมาเห็นมนตราที่หลับไปก่อนใครแล้วหัวเราะ
“ได้ฟังเื่ของโอไรออนแล้วเศร้าจังนะแต่ฉันว่าคนที่น่าสงสารที่สุดในเื่นี้คงจะเป็อาร์ทีมีส” เ้าเหมียวเอ่ย
“ทำไมคิดอย่างนั้นเหรอครับ”
“ฉันคิดว่าเพราะอาร์ทีมีสฆ่าคนที่รักด้วยมือของตนเองแล้วยังมีชีวิตอยู่เป็ะ นางอาจต้องทนรับความรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต”
“นึกดูแล้วก็น่าสงสารจริงๆครับ มีชีวิตเป็ะเพื่อจดจำความรู้สึกเ็ป แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าคนที่ยังอยู่แล้วยังคงจดจำและระลึกถึงคนที่จากไปแล้วน่ะก็เหมือนกับคนที่จากไปแล้วยังมีชีวิตอยู่ในหัวใจคนที่ยังอยู่เสมอนะครับ”
เ้าเหมียวอึ้งเขามองหน้าปกป้องอย่างชื่นชมเด็กหนุ่มที่ถูกทอดทิ้งและขาดทั้งคนรักและความรักในวันนั้นเติบโตมาอย่างดีแบบนี้ได้อย่างไรนะเขาช่างโชคดีจริงๆ ที่มีปกป้องเป็หลานชาย ทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอจนเ้าเหมียวผล็อยหลับตามมนตราไปเหลือเพียงชายหนุ่มที่ยังคงประหลาดใจกับความมหัศจรรย์ในวันนี้
“เสียงเขาทำไมมันคล้ายกับ...เฮ้อ...ช่างเถอะ จะเป็ไปได้ยังไง”ชายหนุ่มพึมพำกับตนเองก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง
ในเวลาเดียวกันที่คฤหาสน์ของคุณปู่
เมธาวดีกลับมาจากห้างสรรพสินค้าพร้อมหิ้วถุงช็อปปิ้งพะรุงพะรังมาตามเคยเธอเดินไปยังห้องของตัวเองที่อยู่ปีกขวา แต่กลับได้ยินเสียงกุกกักๆดึงมาจากห้องริมสุดติดกันกับห้องของเธอซึ่งเป็ห้องของปกป้อง
“หรือพี่ป้องจะกลับมา!”เมธาวดีดีใจ
แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆลางสังหรณ์ของเธอบอกว่าไม่ใช่ปกป้อง เธอค่อยๆ วางของลงบนพื้นช้าๆพยายามไม่ให้เกิดเสียง แล้วค่อยๆ ย่องไปที่ห้องปกป้อง ประตูห้องปิดอยู่แต่ไม่สนิทเมธาวดีกลั้นใจค่อยๆ แง้มประตูดู แล้วเธอก็เห็นแม่ของเธอเอง!
ยุพินกำลังก้มๆเงยๆ รื้อลิ้นชักโต๊ะของปกป้อง ข้าวของอื่นๆเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายอยู่บนพื้นห้องราวกับถูกพายุพัดทลายยุพินเปิดไฟเพียงดวงเดียวทำให้แสงของห้องโดยรวมดูมืดสลัวขับเน้นให้สีหน้าของยุพินที่แสดงความโกรธเกรี้ยวดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกจนแม้แต่เมธาวดีที่ต่อล้อต่อเถียงแม่เป็ประจำก็ยังรู้สึกหวาดหวั่น
“แม่มาทำอะไรห้องพี่ป้องน่ะ”
เมธาวดีตั้งใจจะะโออกไปแบบนั้นแต่กลับกลายเป็เพียงเสียงกระซิบขาของเธอแข็งขยับไม่ได้ด้วยซ้ำ
ยุพินส่องไฟฉายไปทั่วห้องพร้อมกับโทรศัพท์หาใครบางคน
“ฉันค้นห้องไอ้แก่จนทั่วแล้วไม่มี!ห้องไอ้ป้องก็ไม่มี! ตามบ้านพักตากอากาศฉันก็ไปหามาหมดทุกที่แล้วฉันบอกแกแล้วไงว่าเราควรจะเลิกหาพินัยกรรมฉบับจริงได้แล้ว!”
เมธาวดีเบิกตาโพลงนี่คุณแม่กำลังคิดจะทำอะไร!
“อีกที่หนึ่งเหรอ...”ยุพินหรี่ตาลงเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะพูดต่อ “ได้!ฉันจะไปที่นั่นเป็ที่สุดท้าย แล้วฉันจะเลิกหาแล้วฉันเหนื่อยมามากพอแล้ว ต่อไปนี้ก็เป็หน้าที่ของแก นอกจากปลอมพินัยกรรมแล้วฉันจะเพิ่มหน้าที่ให้แกอีกอย่าง ฉัน้าถอนรากถอนโคนมันจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดอีก!”
ยุพินยิ้มอย่างมาดร้าย
“หน้าที่อีกอย่างของแกคือกำจัดปกป้อง!”
เมธาวดีสะดุ้งยุพินกดวางแล้วดับไฟฉาย เมธาวดีค่อยๆ ถอยหลังกรูด เธอหยิบถุงช็อปปิ้งอย่างรวดเร็วและไม่ทำให้เกิดเสียงแล้วรีบย่องเสียงเบาจนแทบจะเป็วิ่งไปยังบันได เธอทำเสียงดังตึงตังทำทีเป็เพิ่งจะเดินขึ้นมาถึงบันไดชั้นบนสุด
“อ้าวยัยเม!” ยุพินที่เพิ่งจะผละออกมาจากหน้าห้องปกป้องนิดเดียวสะดุ้ง
“ค่ะมีอะไรคะแม่” เมธาวดีพยายามทำเสียงปกติที่สุด
“วันนี้เกิดอะไรขึ้นทำไมแกกลับเร็วได้ล่ะ ยังไม่เช้าเลย”ยุพินพยายามหันเหความสนใจด้วยการทำตัวปกติเช่นกัน
“ก็เบื่อๆไปผับอะ เลยช็อปปิ้งเสร็จแล้วก็กลับมา”
“แกก็ใช้เงินเพลาๆบ้างนะ ทำยังกับเสกได้”
“อ้าว!ก็ที่แม่จับผัวรวยๆ นี่ไม่ใช่การเสกเงินให้หนูเหรอ”เมธาวดีลอยหน้าลอยตาเถียง
“เอ๊ะ!อีนี่”
ยุพินลืมตัวง้างมือทำท่าจะตบเมธาวดีแต่เมธาวดีจ้องตาไม่ยอมถอย
“ฉันทำทุกอย่างก็เพื่อเลี้ยงดูแกให้ได้ใช้ชีวิตดีๆถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ ไม่มีผัวรวยๆ แกจะได้เป็คุณหนูสุขสบายอย่างทุกวันนี้เหรอนู่น...แกได้จมปลักอยู่ในสลัมที่ที่แกเกิดนั่นแหละ!”
“แล้วแม่เคยถามหนูไหมว่าจริงๆแล้วหนู้าอะไร!”
“แกมันจะ้าอะไรล่ะแกก็้าชีวิตที่สุขสบาย อยากมีอยากได้อะไรก็มีทุกอย่าง มีชีวิตที่ใครๆ ก็อิจฉาแกก็อยากเหมือนฉันนั่นแหละ!หรือแกจะเถียงว่าแกอยากกลับไปอยู่ในตมล่ะ!”
สองแม่ลูกมองหน้ากันน้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาทั้งคู่ เมธาวดีสะบัดหน้าหนีแล้วเดินกระแทกส้นปึงปังไปที่ห้องยุพินเม้มปากอย่างเจ็บใจ
ในห้องของเมธาวดี
ห้องของเมธาวดีตกแต่งด้วยสีโรสโกลด์เตียงขนาดห้าฟุตโดดเด่นด้วยมุ้งห้อยระย้าราวกับเธอเป็เ้าหญิงจริงๆทั้งตู้เสื้อผ้าแบบวอล์กอินและชุดโต๊ะเครื่องแป้งขนาดใหญ่ก็เป็สีโรสโกลด์เข้าชุดกันทั้งหมดในตู้เสื้อผ้าวอล์กอินนั้นเรียงรายไปด้วยกระเป๋าแบรนด์เนม ตรงกลางเป็โต๊ะกระจกหรูหราสำหรับโชว์เครื่องประดับทั้งยังมีตู้เก็บรองเท้าอีกมากมายที่ยังใส่ไม่หมดด้วยซ้ำ
เมธาวดีโยนถุงช็อปปิ้งลงกลางห้องเสื้อผ้าและกระเป๋าเทออกมากองข้างนอก เธอมองพวกมันด้วยความรู้สึกเ็ปมีใครในโลกนี้บ้างไหมที่รับรู้หรืออยากรับฟังเธอจริงๆ บ้างแต่ความเจ็บใจหนึ่งที่ทิ่มแทงเธอก็คือการยอมรับความจริงที่ว่าชีวิตของเธอทุกวันนี้แม้ไม่ได้ทำให้เธอสุขเต็มร้อย แต่ก็ดีกว่าสภาพแวดล้อมที่เธอจากมามากมายนักเธอไม่้าจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่าอีก ให้ตายเธอก็ไม่กลับไป...
เมธาวดีนั่งร้องไห้อยู่แบบนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงจึงนึกขึ้นได้ว่าเธอได้รู้และเห็นอะไรเธอเพียรพยายามติดต่อปกป้องทั้งทางโทรศัพท์และไลน์แต่ก็เหมือนเขาปิดการสื่อสาร
“คุณปู่อาการหนักติดต่อกลับด่วน”
เมธาวดีพิมพ์ข้อความไลน์ไปแบบนั้นเพราะกลัวว่าปกป้องจะไม่ติดต่อกลับมาหากเธอพิมพ์บอกไปตรงๆอีกอย่างหากบอกตรงๆ เขาก็คงไม่เชื่อเพราะคิดว่าเธอใช้เป็ข้ออ้าง เธอเดินไปเดินมาราวกับหนูติดจั่นแล้วก็พลันนึกอะไรบางอย่างออก เธอกดโทรศัพท์มือถือ
“ฟิล์ม...ฉันมีเื่ขอร้องให้นายช่วย!”
จากผู้เขียน…
เอ็นดู อยากเห็นคุณปู่เปิดเผยตัวตนเร็วๆจะได้ปรับความเข้าใจกับหลาน แต่อีกฝั่งเขาเริ่มแล้วนะคะ คราวนี้จะเอาถึงตุยจะเอาตัวรอดกันยังไงน้อ