ข่าวการเยี่ยมเยียนขององค์ชายฉินแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วหน้าต่างและประตูที่มีช่องโหว่ทุกช่องในวังหลวงต่างกระซิบความลับสู่กันฟังแล้วความลับก็รั่วไหลเข้าสู่ตำหนักขององค์ชายมู่ผู้ซึ่งเป็หนึ่งในม้ามืดแห่งการ่ชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท องค์ชายมู่มีสถานะเหนือกว่าเซียวซีแต่ไม่เป็ที่โปรดปรานเท่า ความคับแค้นขึงแน่นอยู่ในอกผลักให้บุรุษที่ควรจะมีชีวิตสำเริงสำราญกับสถานะในปัจจุบันของตนต้องตะเกียกตะกายดิ้นรนขึ้นเป็ใหญ่
หากองค์ชายฉินและองค์ชายเซียวซีร่วมมือกันแล้วไซร้เห็นทีตำแหน่งไท่จื่อคงไม่ตกมาถึงมือเขาเป็แน่ ดีไม่ดีเมื่อหนึ่งในสองคนนั้นขึ้นครองราชย์เขาจะโดนกีดกันออกจากตำแหน่งสำคัญใหญ่โตไม่ควรมีโอรสฮ่องเต้องค์ใดร่วมมือกันจนแข็งแกร่งเกินไปไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีขั้วอำนาจใดสามารถล้มล้างได้
คงถึงทีที่เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว
***
จอกเหล้าสามขาทำจากสำริดสลักลวดลายสวยงามถูกยกดื่มไปหลายจอกระหว่างการพูดคุยสรวลเสเฮฮาของบรรดาพวกพ้องสหายสนิทแม้ลี่หยางจะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของแม่ทัพใหญ่ที่ตีข่าวเื่การร่ำสุราสรวลเสเฮฮานี่ออกไปในหมู่ทหารด้วยกันแต่เขาก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดี ยิ่งสุราเข้าปากการแสดงก็ยิ่งแเียิ่งขึ้นจนกลายเป็ความสนุกสนานโดยแท้จริง
เซียวซีนั่งอยู่ทางขวามือของเฉิงอี้เหลือบตามองชายหนุ่มอย่างครุ่นคิดหลังจากรู้เื่เสบียงและลงความเห็นเช่นเดียวกับรองแม่ทัพลี่หยางส่วนคนที่รับบทเป็คนต้องตัดสินใจกลับนั่งดื่มสบายอารมณ์
“เ้าจะต้องให้คำตอบก่อนรุ่งสางนะเฉิงอี้” เซียวซีเอ่ยเตือน
“ข้ารู้”ว่าพร้อมยกจอกสุราขึ้นจิบ
“แล้วเหตุใดจึงดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนเอาเสียเลย”
เฉิงอี้ยกมือแตะปากให้เซียวซีเบาเสียงลงเพราะรอบตัวของทั้งสามยังคงมีความเคลื่อนไหวของเราทหารที่รีบเร่งทำหน้าที่ของตนโฉบผ่านไปมา
“ข้ากำลังทำให้พวกเขาเห็นว่าเราขวัญกำลังใจดีมากถึงขนาดที่แม่ทัพใหญ่มานั่งดื่มสุราชมจันทร์ก่อนออกเดินทัพไม่กี่วันหากเราสกัดข่าวเื่เสบียงไม่ให้แพร่ออกไปเท่านี้ทหารก็จะไม่เสียความเชื่อมั่นและสามารถเดินทัพตามกำหนดการเดิมได้”
“แต่มันเสี่ยงเกินไป”
“เราเสี่ยงกันอยู่ตลอดเวลา”เขาตอบอย่างไม่ยี่หระ “เราเสี่ยงแม้แต่ชีวิตของเราเพื่อมาตุภูมิแค่ปกปิดข่าวแค่นี้จะเป็อันใดไป”
“ก็ถ้าข่าวรั่ว...”
“ก็อย่าทำให้รั่วสิ”
เมื่อถูกสวนกลับเช่นนั้นเซียวซีก็รู้ว่าเขาไม่มีทางเปลี่ยนใจเฉิงอี้ได้แน่ เขาจึงได้แต่นั่งปิดปากเงียบแม้แต่เหล้าสักอึกก็ไม่ยอมดื่มเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่เห็นด้วย
“เ้าจะไม่อยู่ข้างข้าหรือ”เฉิงอี้ถามเสียงทุ้มลึก
“ฮึ”เขาแค่นเสียง ยกจอกขึ้นจ่อริมฝีปากอย่างจำยอมก็แล้วเขาจะไม่อยู่ข้างชายที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานได้อย่างไรต่อให้จะเห็นชัดเจนอยู่ตรงหน้าแล้วก็ตามว่าเส้นทางที่ต้องเคียงข้างกันไปนั้นอาจพาไปสู่หุบเหวของความตาย แต่เขาก็ทิ้งอีกฝ่ายไม่ลงอยู่ดี
เฉิงอี้ยิ้มชอบใจเมื่อกล่อมเขาได้ในที่สุดบุรุษทั้งสามนั่งดื่มสุรากันจนค่ำมืดความเคลื่อนไหวของกองทัพเหลือเพียงเสียงเดินของทหารลาดตระเวนเสียงพูดคุยพึมพำแ่เบาด้วยความเมื่อยล้าและสายลมหวีดหวิวเขาแหงนหน้ามองผืนฟ้าที่คล้ายกับพรมผืนใหญ่ที่กางปกคลุมมนุษย์ทุกผู้ทุกนามและหวังว่าพรมผืนนี้จะไม่อาบไปด้วยโลหิตเหมือนเช่นที่ผ่านมา
รุ่งอรุณในค่ายทหารเริ่มขึ้นเร็วกว่าข้างนอกเฉิงอี้ตรวจแถวทหารเสร็จเรียบร้อยเมื่อได้รับรายงานว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าโดยที่เซียวซีก็ติดสอยห้อยตามมาด้วยเพราะความอยากรู้อยากเห็น่นี้ดูเหมือนว่าเสด็จพ่อของเขาจะเรียกท่านอ๋องเข้าพบมากกว่าเขาที่เป็ลูกชายเสียอีกเขาถามอะไรก็ไม่เคยได้ความจริง ๆ จัง ๆ เสียทีนอกจากคำที่ว่าฮ่องเต้เป็ห่วงสวัสดิภาพชีวิตของเขายิ่งกว่าสิ่งใด
“ท่านอ๋ององค์ชายเซียวซี เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่มารอต้อนรับอยู่ก่อนแล้วรายงาน
“หืมไม่ได้้าพบข้าในท้องพระโรงหรอกหรือ” เฉิงอี้เอ่ยถามด้วยความฉงนเมื่อถูกเชิญให้เดินไปทางอุทยานด้านหลังตำหนัก
“ฝ่าามีพระประสงค์ที่จะผ่อนคลายอิริยาบถสักเล็กน้อยจึงขอให้ท่านอ๋องเข้าเฝ้าในอุทยานพ่ะย่ะค่ะ”
“เห็นทีคงไม่ใช่การพบปะพูดคุยเื่ศึกาหรือเื่รัชทายาทกระมัง”เซียวซีพึมพำขณะเดินตามกงกงผ่านซุ้มประตูกลมแกะสลักแล้วเดินตรงเข้าไปยังส่วนที่เป็บึงน้ำใสใจกลางอุทยาน
“เ้าก็คิดเช่นนั้นหรือ”
“ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าเสี่ยงให้ผู้ใดได้ยินบทสนทนาหรอกหรือหากจะคิดอีกแง่คือ้าให้พวกชอบสอดรู้ได้ข้อมูลไปแบบผิด ๆ ถึงได้จงใจให้ท่านเข้าเฝ้าในสถานที่เปิดโล่งเพียงนี้”
ทั้งสองเหลือบมองหน้ากันรู้ดีว่าการเข้าเฝ้าในแต่ละครั้งไม่เคยเป็ไปอย่างเรียบง่ายหรือหากประสงค์จะพบปะฉันพี่น้องหรือบิดากับบุตรก็จะเรียกหาในยามวิกาลหรือไปในสถานที่ปลอดคนเสียมากกว่า