“ท่านเคยสงสัยในตัวจวิ้นอ๋องหรือไม่” นางถามรู้สึกสบายจนเผลอเอนตัวไปพิงไหล่ของเขา“ตามจริงแล้ว เื่ในวังหลวงข้าก็ไม่ล่วงรู้ลึกตื้นหนาบางของผู้อื่นนัก”
“แต่เ้าเชื่อใจองค์รัชทายาทยอมเดินทางเสี่ยงภัยมาหาข้า”
“เพราะท่านมีภัย ข้าจึงรีบมา”
“เ้าไม่ได้รู้จักข้าด้วยซ้ำ”
“ท่านกล่าวผิดแล้วท่านไม่รู้จักข้าแต่ข้ารู้จักท่าน” นางหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย“ท่านน่าจะให้ข้าพาเปาเป่ามาด้วย”
“คนขาเจ็บกับแมวขาพิการ”
“ท่านแม่ทัพดูถูกข้าหรือ?”
“ข้าพูดความจริงต่างหาก” เขาหัวเราะในลำคอแต่เมื่อมองเลยไปยังป่าทึบดวงตาของเขามีพลันฉายแววแข็งกร้าวขึ้นมา
“มีเื่ใดหรือ?”นางถามเพราะรู้สึกว่าร่างกายที่นางพิงอยู่มีอาการตื่นตัว
“ไม่มีเื่ใดให้เ้าต้องกังวล” เขาพูดเก็บสายตากลับมา
นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมเข้มดวงตาของเขาคมปลาบต่อให้ไม่ต้องลงมือแค่ใช้สายตาจ้องมองก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวได้แต่นางกลับรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดในสายตาคู่นั้นจนไม่อาจถอนสายตาได้เลยทว่าอาการนิ่งงันไปของจางฟางซินทำให้หลัวหลิวหยางเข้าใจผิด เขาเบือนหน้าไปสบถอย่างหงุดหงิดอย่างไรนางก็เป็หญิงจะไม่ให้หวาดกลัวยามเขาเผลอใช้สายตากดดันผู้อื่นได้อย่างไรกัน
ใช่ มีคนลอบมองเขาและนางอยู่เพียงแต่เขาไม่มั่นใจว่าเป็คนฝ่ายใด ในยามนี้เขาไม่อาจวางใจเชื่อใครได้เลยต่อให้นางไม่มาเตือนเขา เขาเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเพียงแต่การมีนางอยู่ทำให้เขารู้สึกใจสงบและผ่อนคลาย น่าแปลกที่เขารู้สึกเช่นนั้นกับนางทั้งที่เพิ่งพบกัน...อืม...ถ้าไม่นับที่แลกเปลี่ยนความคิดทางจดหมายกัน
รัชทายาทชอบปลอมกายเป็สามัญชนแฝงกายในหมู่บัณฑิตนักปราชญ์หรือแม้แต่พ่อค้าทำให้เขารู้จัก ‘จางฟางหรง’ ในงานเลี้ยงน้ำชาชุมนุมกวี เมื่อราวสี่ปีก่อนหลังจากที่รู้ว่าคนผู้นี้เป็ศิษย์สำนักไผ่หยกเขาจึงได้เดินทางไปคารวะหยางอี้เสียงผู้เป็อาจารย์ แต่ก่อนนั้นหากกลับเมืองหลวงคราใดเขาต้องปลีกเวลาไปเยี่ยมเยือนแต่ไม่คิดว่าท่านอาจารย์จะรับเด็กสองคนเป็บุญบุตรธรรรม เขาไม่เคยพบหน้า ‘จางฟางซิน’ ซึ่งก็ไม่แปลกใจนักเพราะนางเป็หญิงไม่ควรพบปะบุรุษที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องใครเลยจะรู้ว่าคนที่เขามักแลกเปลี่ยนความคิดทางจดหมายด้วยบ่อยๆนั้นจะเป็หญิงสาวเ้าของดวงตางดงามผู้นี้
สายลมวูบหนึ่งพัดผ่านเส้นผมสีดำดุจแพรไหมพลิ้วไหว จางฟางซินยกมือขึ้นหมายจับเส้นผมของตนแต่ยังช้ากว่ามือใหญ่ข้างนั้นที่ยื่นมาเกี่ยวเส้นผมทัดใบหูให้นาง นางแทบลืมลมหายใจไปชั่วขณะกับท่าทางสนิทสนมที่เขาทำกับนาง
“มีคนลอบมองอยู่ใช่ไหม” นางถามเสียงเบาจนแทบกลายเป็เสียงกระซิบ
“อืม”เขารับคำแล้วเก็บมือกลับอย่างเสียดาย
“เป็กลุ่มใดกัน”
“ข้าไม่มั่นใจ” เขาไม่อยากให้นางกังวลมากเกินไปขอเพียงนางอยู่ข้างกายเขา จะไม่อันตรายใดเกิดขึ้นกับนางได้แน่นอน
“ท่านว่าแผนของท่านจะได้ผลหรือ?ผู้อื่นจะเชื่อว่าท่านทัพหลงใหลสาวงามจริงหรือ?”
“ทำไมเ้าช่างมีแต่คำถามนัก”เขาหัวเราะออกมา “จางฟางหรงที่ข้ารู้จักเป็คนที่มั่นใจในตัวเองยิ่ง เอาเถิดอย่างไรจวิ้นอ๋องออกปากให้ข้าเชิญเ้าไปร่วมงานเลี้ยงแล้ว”
“งานเลี้ยงอันใดหรือ?ทำไมท่านแม่ทัพเพิ่งมาบอกข้าแล้วขาของข้ายังพันผ้าเช่นนี้จะไปร่วมงานเลี้ยงที่ใดได้”
“มีข้าอยู่ เ้าจะกังวลเื่ใดอีก”เขาบีบปลายจมูกโด่งรั้นของนางอย่างหยอกล้อ
“ก็ข้าไม่มั่นใจว่าตัวเองเป็หญิงงามมากพอที่จะทำให้ท่านหวั่นไหวนะสิ” นางย่นจมูกใส่เขา
คราวนี้หลัวหลิวหยางะเิเสียงหัวเราะออกมาจนทำให้เหล่าทหารที่ติดตามมาถึงกับจ้องมอง
เอาแล้ว!พวกเขาได้มีเื่ไปบอกเล่าให้พี่น้องที่ค่ายทหารนับหมื่นได้รู้แล้วว่าแม่ทัพใหญ่ของเราก็หัวเราะเป็เช่นมนุษย์ทั่วไป
แม่ทัพหนุ่มสวมชุดสีน้ำเงินเข้มขับเน้นรูปร่างองอาจและยิ่งโดดเด่นเมื่ออยู่บนอาชาศึกงามสง่าหลัวหลิวหยางกระตุ้นม้าไปใกล้หน้าต่างรถม้าแล้วโน้มกายลง บดบังสายตาคู่งามที่จ้องมองภาพสองข้างทางที่เต็มไปด้วยร้านรวงดึงดูดสายตาของหญิงสาว
“ชะโงกหน้าออกมาถึงเพียงนี้ประเดี๋ยวก็ได้ตกรถม้าหรอก” เขาอดดุนางไม่ได้ ทั้งขำทั้งเอ็นดูสายตาของนางเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสียเหลือเกิน
“ข้าไม่คิดจะเพิ่มาแให้ตนเองหรอกนะ”นางเบ้ปากใส่เขาแต่เพราะรูปร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังหน้าต่างแทบจะมิดทำให้นางยอมขยับกระเถิบเข้าไปด้านใน
“สองข้างทางคึกคักนักข้าวของก็น่าสนใจไม่เหมือนในเมืองหลวงเลยสักนิด”
“เก็บความตื่นเต้นของเ้าไปก่อนหากเ้าได้เห็นตลาดสองแคว้น เ้าจะยิ่งตกตะลึงกว่านี้”
“ตลาดสองแคว้น! ข้าจำได้ท่านเขียนในจดหมายว่าทุกสิบวันจะเป็วันชุมนุมของคนสองแคว้นมีสินค้าแปลกตาผู้คนจากหลากหลายชนเผ่านำสินค้าของค้าขายแลกเปลี่ยน เราจะไปดูกันใช่ไหม”
“ไม่ใช่วันนี้” เขาหัวเราะในลำคอแล้วเงยตัวขึ้นนั่งเหยียดแผ่นหลังตรง“เ้ารีบรักษาตัวให้หาย ข้าจะพาเ้าไปดู”
“อื้ม!”
นางพยักหน้ารับเผลอมองเขาด้วยสายตาชื่นชม บุรุษผู้นี้โดดเด่นเหลือเกินเขาไม่ได้ความหล่อเหลาเ้าเสน่ห์แต่แววตาคมปลาบและท่วงท่าดุดันกลับขับเน้นให้เขาดูห้าวหาญองอาจ ผู้อื่นยิ่งใหญ่เพราะมีวงศ์ตระกูล แต่เขาสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขวนขวายด้วยสองมือเขาจึงเป็ต้นแบบให้เด็กหนุ่มเอาเป็เยี่ยงอย่าง
จางฟางซินคิดถึงเมื่อคืนที่เดินหมากติดพันกับเขา บนตักมีแมวป่าขาเป๋ที่ไม่ยอมลงจากตักง่ายๆแต่นางก็พอใจให้มันนอนหมอบตรงนั้น แม้หลัวหลิวหยางบอกผู้อื่นว่าเขาหยุดพักผ่อนแต่เขาก็ยังมีงานให้สะสางไม่น้อยเขาแสดงความไว้ใจนางมากขึ้นขนาดพูดคุยเื่งานและปัญหาเ่าั้กับนางแต่เพื่อไม่ให้ผู้อื่นคิดว่าเขาลอบเอาเื่สำคัญมาปรึกษานางจึงให้เสี่ยวจิ้งยกหมากกระดานมาตั้งเบื้องหน้าแต่ไม่คิดว่าเขากับนางจะถกเื่ชนกลุ่มน้อยและปัญหาโจรป่าที่แก้ไม่ตก เพราะเงื่อนไขห้ามทหารบุกรุกเขตแดนทำให้เขาไม่อาจไล่ล่าโจรป่าพวกนั้นได้
‘ข้าเคยยื่นข้อเสนอไปที่แคว้นเหยี่ยนเพื่อปราบโจรป่าแต่ไม่ได้รับความร่วมมือเลยสักนิด’
‘พวกเขาคงคิดว่าท่านจะอาศัยโจรป่าข้ามเขตแคว้นไปบุกยึดชายแดนแคว้นเหยี่ยนกระมัง”นางพูดพลางวางเม็ดหมากสีขาว มือข้างหนึ่งยังลูบบนลำตัวเ้าแมวป่า
‘เ้าเห็นชัดเจนถึงเพียงนี้’ เขาวางเม็ดหมากสีดำลงไปประหลาดใจที่นางคิดเช่นเดียวกับเขาแต่เื่นี้เขาไม่เคยพูดกับผู้ใด
‘ช่องโหว่งอย่างกับรูหลังคาบ้าน่เวลาปกติคนในบ้านอาจไม่เดือดร้อนแต่ถ้าไม่รีบปิดมีหวังฝนมาคงได้น้ำท่วมบ้านแน่’ นางวางหมากสีขาวสกัดเม็ดหมากของเขาไว้
เขาเลิกคิ้วแล้วจ้องดวงตาวาววับของนาง‘คิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอจะสกัดข้าได้หรือ?’
‘ความแข็งแรงยอมสู้ท่านไม่ได้’ นางกะพริบตาใส่เขา ‘ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมให้ทหารเข้าบ้านก็ไม่ได้หมายว่าชาวบ้านทั่วไปจะไปไม่ได้ใช่หรือไม่’
‘สอดแนมหรือ?’ เขาคลึงเม็ดหมากในมือและครุ่นคิดมิใช่ว่าไม่เคยคิดเื่นี้แต่ติดขัดที่จวิ้นอ๋องโม่โฉวทำตัวสนิทสนมกับเขาอย่างไม่ถือยศศักดิ์วางตัวสนิทสนมกับเขาราวกับสหายที่รู้จักกันมานาน ทำให้เขาไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามจนเกินไป
‘ท่านว่าข้าจะมีโอกาสได้ไปเยือนแคว้นเหยี่ยนด้วยตนเองหรือไม่’ นางเอ่ยแล้วก่อกวนสมาธิเขาด้วยการเคาะนิ้วลงบนโต๊ะที่วางกระดานหมากเขาเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มร้ายกาจ
‘อย่าได้คิด’ เขาขู่
‘ข้าจะคิดอะไรได้’ นางยิ้มตอบไม่หลบตาเขา ‘ศัตรูไม่ขยับข้าจะขยับได้อย่างไร’