...อีกราวๆ 1 ชั่วยามพระอาทิตย์ถึงจะตกดิน แต่หวังอี้ใช้กุญแจไขห้องชั้นบนสุดของหอตำราด้วยหัวใจตื่นเต้น ในนี้จะมีคัมภีร์วิเศษ ตำราโบราณ หรือสุดยอดวิชาอะไรอยู่หรือเปล่านะ?
แต่เมื่อเปิดเข้าไปแล้วพบว่ามีตำราอยู่แค่ 5 เล่ม วางทางซ้าย,ขวาอย่างละ 2 เล่ม ตรงกลาง 1 เล่ม หวังอี้หยิบตำราเล่มตรงกลางอ่านก่อนเลย
"ว่าง? คัมภีร์ไร้อักษร?"
แล้วเขาก็เห็นภาพเก่าๆภาพหนึ่งอยู่ผนังด้านในสุดซึ่งจะมืดๆหน่อย เป็ภาพท่านเซียนคนหนึ่งหันหลังให้ไม่เห็นใบหน้า หวังอี้รีบคุกเข่าโค้งศรีษะคำนับ
"ข้าน้อยหวังอี้คำนับท่านปฐมบรรพาจารย์"
เมื่อโขกศรีษะ 3 ครั้งเสร็จแล้วหวังอี้จึงอ่านอีก 4 เล่มที่เหลือ เป็ตำราวิชากระบี่, ปรุงยา, ค่ายกล อีกเล่มเป็บันทึกส่วนตัวว่าเขาเคยไปที่ไหนมาบ้าง
"กาลเวลาผ่านไป 1,000 ปีแล้ว สถานที่เหล่านี้ล้วนเปลี่ยนไปไม่เหมือนในบันทึก และบางสถานที่ก็ไม่รู้เลยว่ามันอยู่ที่ไหน?"
หวังอี้นั่งอ่านแค่ตำราค่ายกล แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบคัมภีร์ไร้อักษรนั่นมามองแล้วมองอีก (จะเอาไฟลนหรือเอาน้ำลูบก็กว่าคัมภีร์เสียหายเพราะเก่ามากๆแล้ว)
เขาเอานิ้วมานับๆดู
"ตำราเหล่านี้ครบถ้วนทุกแขนงหลักวิชาเซียนแล้ว แต่เล่มที่ว่างนี่ล่ะคืออะไรแน่?"
เขานั่งนึกนานจนพระอาทิตย์ตกดิน พอเริ่มมืดค่ำได้สักพัก ก็มีแสงจากตะเกียงค่อยๆเดินมาหา
"ศิษย์พี่!"
หวังอี้ใบหน้าดีใจมากที่เห็นเขาปลอดภัย ศิษย์พี่ได้แต่ยิ้มบางๆมองดูเด็กน้อย และแอบเหล่ตามองคัมภีร์ไร้อักษรที่เด็กน้อยถือไว้
"เ้าสนใจคัมภีร์นั่นหรือ?"
"ข้าไม่เข้าใจครับ มันไม่มีอักษร ทำไมคัมภีร์นี้จึงอยู่ห้องตำราปฐมบรรพาจารย์ด้วย"
"อีก 4 เล่มที่วางตรงนั้นล่ะเ้าไม่สนใจหรือ?"
"สนใจครับ แต่ตำราเ่าั้เป็ชั้นสูง ปัญหาคือข้ายังไม่เป็พื้นฐานกระบี่และปรุงยาเลยด้วยซ้ำ"
"ตำราวิชาค่ายกลก็ใช้พลังปราณ แต่ข้าไม่มี"
ศิษย์พี่ชี้ไปที่ตำราในมือหวังอี้
"แล้วสิ่งนั้นเ้าคิดว่าฝึกฝนได้หรือ?"
"ข้า.....มันไม่มีอักษร...ข้าไม่เข้าใจ"
"เ้าคิดว่าไม่มีอักษร เพราะเป็วิชาชั้นสูงที่เขียนอธิบายเป็ตัวอักษรไม่ได้หรือไม่?"
หวังอี้ยิ้มออกและตบมือเสียงดังเพราะถูกชี้ทางจนนึกออก
"นี่คือคัมภีร์เต๋าชั้นสูง!"
"เต๋าที่แท้จริง ไม่อาจอธิบายด้วยภาษา"
"ใจเ้าว่างดั่งหน้ากระดาษในตำรานี้หรือยัง?"
"ยังครับศิษย์พี่"
"งั้นมา เล่นหมากรุกกัน"
แล้วเขาก็ดึงมือหวังอี้ลงมา โดยหวังอี้นำคัมภีร์ไร้อักษรนั้นลงมาด้วย (ล็อคห้องแล้ว)
ทั้งคู่เล่นหมากรุกแค่กระดานเดียวจนดึกดื่น ก่อนจะกลับห้องไปนอน
ตลอด 5 เดือนนี้หวังอี้พกคัมภร์ไร้อักษรติดตัวเสมอ กลางแดด ฝนตก หิมะตก ก่อนกินข้าว ก่อนอาบน้ำเขาจะคลี่ออกมาดู แรกๆเขาคิดฟุ้งซ่าน และหลังๆใจเริ่มนิ่ง มันเหมือนด้ายบางๆอีกนิดเดียวข้าก็จะเข้าใจแล้วว่าคัมภีร์นี้สอนอะไรให้แก่ข้า
และแล้วก็ครบ 12 เดือน(1 ปี) หวังอี้ยังไม่มีรากิญญาเซียน ศิษย์คนที่เคยไปท้าสู้เขาเข้าไปเรียกร้องทวงคำสัญญาของหวังอี้ที่ว่าจะอยู่แค่ 1 ปี จากเ้าสำนักๆก็เลิ่กลั่ก สั่งคนไปตามหวังอี้มาคุยส่วนตัว
"เ้ายังไม่มีรากิญญาเซียนจริงหรือ?"
"ยังขอรับ"
เ้าสำนักถอนหายใจ จริงๆแล้วก็ไม่ได้แปลกใจอะไร คนเกิดมามีรากิญญาเซียนก็จะมีเลย มันเป็ไปไม่ได้ั้แ่แรกแล้วที่ผู้ไม่มีรากิญญาเซียนจะเกิดขึ้นเองภายหลัง
เขาเข้ามาตบไหล่หวังอี้ด้วยความเสียดาย แต่โดยสถานะเ้าสำนัก เขาจะเลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้ หัวโขนเ้าสำนักที่เขาแบกไว้ก็เป็ภาระที่เขาตามใจตัวเองทุกอย่างไม่ได้
แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่หวังอี้พกไว้ข้างๆ
"คัมภีร์ไร้อักษร"
หวังอี้รีบขออภัย และเอาคืนให้เ้าสำนัก
"ข้าน้อยขออภัยที่เอาออกมาโดยพละการขอรับ"
เ้าสำนักหัวเราะ
“ฮ่าๆ อันนี้ไม่เป็ไร เพราะข้าก็ปวดหัวกับมันมาั้แ่หนุ่มๆแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันฮ่าๆ”
หวังอี้ชะงัก
“ไม่เข้าใจ?”
เขาก้มมองคัมภีร์ไร้อักษรในมืออีกครั้ง ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา เขาพยายามอ่านมันมาตลอด
แต่ถ้าคัมภีร์นี้ไม่ได้มีไว้ให้อ่านล่ะ?
หัวใจหวังอี้สั่นะเืรุนแรง
"อย่างนี้นี่เอง..."
หวังอี้รีบลุกขึ้นวิ่งออกไปนอกห้องไปที่ลานหินกว้าง เ้าสำนักตามออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
พบว่าเขาใช้นิ้วเขียนอักษรลงกับพื้นหลายคำที่ไม่มีความหมาย นั่นทำให้ทุกคนเริ่มออกมายืนดู
"ข้าเห็นแล้ว! ข้าเห็นมาตลอด!"
"เ้าเห็นอะไร?"
"สิ่งที่เขียนไม่ได้ แต่เข้าใจได้"
“ข้าเข้าใจแล้ว…”
“ที่ว่างเปล่า ไม่ใช่คัมภีร์”
“แต่คือคนอ่านต่างหาก!”
“มันไม่เคยมีอักษรั้แ่แรก เพราะทุกสิ่งล้วนเป็อักษรอยู่แล้ว”
แล้วหวังอี้ก็หลับตา วาดมือและเท้าคล้ายกับท่ารำกังฟู
"เขาทำอะไร? เขาเป็บ้าไปแล้ว!"
อาจารย์คนหนึ่งจะเข้าไปจับตัวหวังอี้แต่เ้าสำนักห้ามไว้ เขายืนดูและลูบเครา
"ปราณไม่ได้มีแค่ในตัวมนุษย์ แต่มันมีอยู่ในธรรมชาติทุกสิ่ง"
"ฮ่าๆ ปราณในฟ้าดิน ผู้ใดจะไม่รู้? เด็กไร้รากิญญาเช่นเ้าคิดว่าตนค้นพบสัจธรรมแล้วหรือ?”
บางคนเริ่มหัวเราะเยาะหวังอี้ แต่เขาไม่สนใจยังกวาดเท้าและมือไปมาเหมือนที่เขากวาดพื้นกวาดใบไม้ทุกวันมาตลอด 1 ปีนี้
"ข้าไม่มีรากิญญาสำหรับรวมปราณในกาย"
"เต๋าไม่ได้มอบภาชนะให้ข้าไว้เก็บรวมปราณ"
"แต่...เต๋าไม่เคยห้ามข้าััปราณ ร่วมเป็ส่วนหนึ่งของปราณ"
"เพราะข้าเองก็เป็ส่วนหนึ่งของเต๋า(ธรรมชาติ)"
"พอได้แล้ว! ไอ้หนอนเน่า!"
ศิษย์คนที่ไม่พอใจหวังอี้ถือดาบเข้าไปและจะฟันใส่หวังอี้ เ้าสำนักสั่งทุกคนห้ามเข้าไปช่วย
ดาบนั้นฟาดใส่หวังอี้ๆหลับตาแต่หลบได้เฉียดฉิว เกิดเสียงเฟี้ยว เส้นผมพริ้ว
"นี่คือปราณวายุ ข้าเห็นเ้าแล้ว"
เขาดึงผมตัวเองออกมา 1 เส้นแล้วปล่อยไปที่ศัตรู
"ฮ่าๆไอ้บ้า! นี่มันแค่เส้นผม ไม่ใช่ดาบ!"
แต่เส้นผมที่พริ้วตามแรงลมนั้นกลับบาดิัตรงแขนเขาจนเกิดแผลเป็ทางยาวเืไหล เขาเจ็บจนปล่อยดาบปักลงพื้น
"เป็ไปไม่ได้!"
หวังอี้เอามือแตะดาบช้าๆ
“เหล็กก็เป็ส่วนหนึ่งของฟ้าดิน”
ลมร้อนยามบ่ายค่อยๆไหลมารวมที่คมดาบ เพียงไม่กี่อึดใจ ไอร้อนก็ลอยขึ้นจากตัวมัน
ศิษย์ผู้นั้นร้องใ รีบปล่อยดาบจากมือ
ทุกคนที่เห็นอ้าปากค้าง เป็ไปไม่ได้ เขาเป็แค่มนุษย์ธรรมดานี่นา!
คู่ต่อสู้ใกลัวจนเหงื่อโชก แล้วหวังอี้ก็ลืมตา และลุกขึ้นเดินมาคำนับเ้าสำนักและเหล่าอาจารย์
"เ้าเห็นอะไร?"
"เต๋าขอรับ"
"ในเมื่อเก็บรวมปราณไม่ได้ ข้าเลยทำตัวเป็ทางผ่านของปราณตามธรรมชาติ"
อาจารยท่านหนึ่งรีบเข้ามาถาม
"แต่มนุษย์ทั่วไป หรือแม้แต่พวกเราที่เป็เซียนแล้วก็ยังทำเช่นเ้าไม่ได้"
“เพราะใจท่านยังเต็ม”
“เมื่อภาชนะเต็ม น้ำใหม่ย่อมไหลเข้าไม่ได้”
“แต่หากว่าง ฟ้าดินย่อมไหลผ่านเอง”
เ้าสำนักลูบเคราชื่นชม เขาจับมือหวังอี้ไปที่หอตำรา ทุกคนได้แต่มองตาม
เ้าสำนักพาหวังอี้ขึ้นไปห้องตำราปฐมบรรพาจารย์ และจุดตะเกียงให้ส่องสว่างเห็นภาพวาดชัดๆ
"เ้าว่าคนในรูปเหมือนใคร?"
"เขาหันหลังอยู่ข้าจะไปรู้ได้ไงขอรับ....ข้า....ข้า....."
หวังอี้น้ำตาร่วงคุกเข่าลงกับพื้น
"ศิษย์พี่ ฮือๆ"
เ้าสำนักลูบเครา
"หอตำรานี้นอกจากผู้เฒ่าเฝ้าแล้วไม่มีศิษย์คนใดพักอาศัยอยู่"
"ท่านปฐมบรรพาจารย์ละสังขารไปนานแล้ว"
"ศิษย์พี่...ท่านปฐมบรรพาจารย์เขาเป็ผีหรือขอรับ ฮือๆ"
"ก็ไม่เชิง แต่นอกจากเ้าแล้วไม่เคยมีผู้ใดเห็นเขามาก่อน"
"รู้ไหมทำไม?"
หวังอี้ตั้งใจฟัง
“เพราะเ้าแซ่หวัง”
เ้าสำนักพูดจบก็เงียบไป ราวกับไม่ควรพูดมากกว่านั้น แม้แต่เปลวไฟตะเกียงยังสั่นไหวเบาลง
ร่างหวังอี้แข็งค้างทันที ราวกับชื่อสกุลนี้ เป็าแที่ฝังลึกอยู่ในใจ
ภาพบ้านเก่าๆ เสียงคนะโ และเปลวไฟเลือนราง ผุดขึ้นมาในหัวชั่วขณะ เด็กน้อยกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
หวังอี้สูดลมหายใจเข้า มันมีปมอะไรบางอย่างที่เขาไม่อยากระลึกถึง จึงเปลี่ยนคำถาม"คืนนี้เขาจะมาอีกไหมขอรับ?"
ผู้เฒ่าลูบเครา
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าให้ข้าคิดแทนท่านอาจารย์ คิดว่าคงไม่แล้วล่ะ"
"เพราะเ้าเข้าถึงเต๋าในคัมภีร์ไร้อักษรได้แล้ว ด้วยนิสัยเขา คงอยากให้เ้าก้าวไปต่อด้วยตนเอง"
“จงใช้ปัญญาที่เขาฝึกให้เ้า ทำให้เกิดประโยชน์ที่สุด”
“ขอรับ”
หวังอี้หันกลับไปมองภาพวาดบนผนังอีกครั้ง
แสงตะเกียงสั่นไหวเบาๆ เงาของบุรุษในภาพดูราวกับกำลังหันกลับมายิ้มให้เขา
คืนนั้น...
เป็ครั้งแรกที่หอตำราเงียบงันไร้เสียงเดินหมาก...