ไกลกว่าสายรุ้ง

    บทที่ 6

    คริสตี้รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมา แต่แล้วก็ตระหนักว่าบัดนี้ อาทิตย์ได้ลับดวงลงแล้ว เธอก้มลงหยิบหนังสือพิมพ์เดินเข้าไปภายในอพาร์ตเมนท์ ปิดหน้าต่างฝรั่งเศสที่อยู่ทางเบื้องหลัง ลงมองเห็นเงาขาว ๆ ของตนเองสะท้อนอยู่ในกระจกหน้าต่าง ขณะนี้ เธออยู่ในเสื้อสีขาวตัดเย็บด้วยผ้าเนียนแพร สวมกางเกงผ้าฝ้ายสีขาวเช่นกัน ทั้งสีผิว และสีของเรือนผมค่อนข้างจะซีดจาง...เทพธิดาหิมะ...นั่นคือคำจำกัดความที่อธิบายถึงความเป็นตัวเธอ คล้ายจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความหนาวอันเยือกเย็น นี่เธอมิได้แสดงความอบอุ่นออกมาให้ปรากฏบ้างเลยเชียวหรือ มันเป็นสิ่งที่เหลือจะบอกได้จริง ๆแต่เมื่อเธอมองดูภาพสะท้อนของตัวเองที่ปรากฏอยู่ในกระจกเงา สิ่งที่เธอเห็นก็คือผู้หญิงหน้าตาธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ภาพถ่ายที่ปรากฏก็ดูด้าน ๆ อย่างไรพิกล บางที่ภาพแกะสลักอาจจะช่วยให้เธอมองเห็นตัวเองได้บ้างกระมัง แต่แม้กระนั้น มันก็ยังมิใช่ความจริงอยู่ดี ความรู้สึกในสีหน้าที่ปรากฏก็คงจะเยือกเย็นยิ่งขึ้นกว่าเดิมขณะที่เธอดึงสายม่านอยู่นั้น เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ซึ่งทำให้คริสตี้ถึงกับสะดุ้งตกใจ“ที่รักขา ฉันมีความคิดที่วิเศษสุดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้วละ” เสียงของแอดเดรียนดังมาตามสาย เธอมักจะพูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานเช่นนี้เสมอ “เธอคิดว่ายังไงคะ ถ้าเราจะขับรถเลียบขึ้นไปตามฝั่งทะเลกัน อาจจะใช้เวลาสักอาทิตย์หรือประมาณนั้นแหละ นึกอยากจะหยุดพักที่ไหนก็หยุด...บางที อาจจะขึ้นไปถึงวอชิงตัน สเตทด้วยก็ได้นะ”คริสตี้ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ การขับรถเลียบริมฝั่งทะเล และไปกับแอดเดรียนด้วยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในความคิดมาก่อนเลย โดยปรกติแล้ว ถ้าแอดเดรียนจะเดินทาง เธอจะต้องเลือกเดินทางอย่างสะดวกสบายที่สุด และแวะพักตามเมืองใหญ่ ๆ เช่น ลอนดอน ปารีส โรม“เส้นทางเลียบริมฝั่งทะเลมันไม่ลำบากเกินไปหรอกหรือคะ” คริสตี้ถาม“โอ...มันเป็นเส้นทางที่เลาะลัดขึ้นไปตามไหล่เขานะคะ ที่รัก วิวสวยมาก แหม...โอเรกอนเป็นรัฐที่ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีโขดหินที่ห่างออกไปจากฝั่งทะเลที่สวยมาก ดูเหมือนเขาจะเรียกว่า ซีสแต็คส ไงล่ะ เธอจะว่ายังไงล่ะ ถ้าเราจะไปกันสองคน”คริสตี้กำลังใช้ความคิดอยู่ เธอไม่อยากจะปฏิเสธในสิ่งใดก็ตามที่พอจะทำให้แอดดเดรียนได้เลย ทั้งนี้เพราะแอดเดรียนได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเธอมาอย่างมาก จนในชีวิตนี้ เธอคงจะไม่มีวันทดแทนบุญคุณให้หมดลงได้ และถึงแม้ว่า เธอจะหยุดงานเพื่อที่จะไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ในเดือนสิงหาคมอยู่แล้ว คริสตี้ก็วางแผนไว้ว่า เร็ว ๆ นี้จะหยุดงานสักหนึ่งสัปดาห์ เพื่อที่จะพักผ่อนให้เต็มที่ ภายหลังจากการถ่ายทำแฟชั่นของฤดูใบไม้ผลิได้เสร็จสิ้นลงในตอนแรกนั้นเธอคิดว่าจะพักอยู่แต่ในอพาร์ตเมนท์แห่งนี้ หาเวลาอ่านหนังสือที่อยากจะอ่านให้ได้เสียที ขณะนี้มีนิยายขายดี 3 เล่ม กองอยู่บนโต๊ะรอเวลาอ่านอยู่ และประการสำคัญเธออยากจะได้เตรียมข้าวของเครื่องใช้เกี่ยวกับการแต่งงานที่จะมาถึงบ้าง ทั้งนี้เพราะอีกไม่ถึง 2 เดือน ก็จะถึงวันแต่งงานตามที่กำหนดไว้แล้วแต่กระนั้น คำชวนของแอดเดรียนก็น่าสนใจอยู่ มันออกจะแปลกดีเสียด้วยสิ และในช่วงนี้ ฟิลลิปก็คงจะมีภาระเต็มมือ ยุ่งอยู่กับงานมากกว่าปกติ ทั้งนี้เพราะหุ้นส่วนที่คลินิกได้เดินทางไปยุโรปเป็นเวลาหนึ่งเดือน และเขาจะต้องทำงานแทนด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเธอจะไปก็คงจะไม่มีปัญหายุ่งยากแต่ประการใด“โอเคค่ะ” คริสตี้ตอบด้วยน้ำเสียงรื่นเริง “ฉันก็อยากไปเหมือนกัน”“ดีมากทีเดียวค่ะ ที่รักขา” แอดเดรียนหลานกลับมา “งั้นฉันจะเป็นคนเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเอง...ทั้งแผนที่แล้วก็พวกข้าวของสัมภาระด้วย”

    คริสตี้สงสัยว่า แอดเดรียนเกิดเป็นอะไรขึ้นมา เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า แอดเดรียนจะทำอะไรในระยะเวลาที่จำกัดเช่นนี้ แต่นั่นแหละ ทุกสิ่งที่แอดเดรียนทำจะต้องมีเหตุผลทั้งสิ้น บางที เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเธออาจจะพังลงอีกรายหนึ่งแล้วก็ได้คริสตี้ไหวไหล่ ใช้มีดขูดเนื้อแครอทเพื่อเตรียมสลัดเป็นอาหารค่ำให้ตนเองต่อไปเรื่อย ๆ บางทีเธอกับฟิลลิปควรจะลองพิจารณาการเดินทางเลียบชายฝั่งทะเล เพื่อการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ในครั้งนี้บ้างก็ได้ ทั้งนี้เพราะฟิลลิปเป็นผู้ออกปากอนุญาตให้เธอเป็นคนเลือกสถานที่เองเธอกอบฝอยแครอทใส่ลงในชามสลัด ค่อย ๆ ฝานแตงกวาให้บางเหมือนแผ่นกระดาษ พยายามที่จะทำให้อาหารมื้อนั้นดูมาก เธอถอนหายใจลึก ๆ พยายามตั้งอกตั้งใจอยู่กับงานตรงหน้า ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตบ่อยครั้งที่คริสตี้บังเกิดความพิศวงกับจิตใจของตนเอง ในความสามารถของมันที่จะเบี่ยงเบนออกจากปัญหาอันหลากหลายได้อย่างง่าย ๆ มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่เธอจะพยายามหลีกเลี่ยงความคิดเกี่ยวกับเรื่องการไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ แต่หมายถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธออยู่ตลอดเวลา ออกจะเป็นเรื่องโชคดีอยู่ ที่ฟิลลิปเป็นบุคคลที่เข้าใจอะไรต่าง ๆ ได้ง่าย เวลาและการแต่งงานจะช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอราบรื่นขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ฟิลลิปก็ได้ให้คำรับรองกับเธอมาโดยตลอด และเธอก็หวังว่า สิ่งที่เขาได้พูดกับเธอนั้น จะถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงทุกประการเธอวางชามสลัดลงบนโต๊ะ ในส่วนที่จัดขึ้นไว้สำหรับการรับประทานอาหารเล็ก ๆ จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้ คลี่ผ้าเช็ดมือลงบนตัก ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้แสงเพชรจากเรือนแหวนที่ฟิลลิปมอบให้ ปรากฏอยู่ในสายตาเธอชูนิ้วขึ้น พินิจพิจารณาแหวนวงนั้นอยู่เป็นครู่ ในที่สุดเธอก็กำลังจะแต่งงานกับฟิลลิปแล้วจริง ๆ ...นายแพทย์ ฟิลลิป ทัลบอท แห่งบีเวอร์ ฮิลล์มันช่างเป็นเรื่องไม่น่าเชื่ออะไรเช่นนั้น เส้นทางในชีวิตที่เธอใช้เดินทางมานั้น ช่างเป็นระยะทางที่ยาวไกลเสียเหลือเกิน จากความเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง...เด็กสาวผู้มีชื่อเรียกขานกันว่า คริสซี่ โจนส์ คนนั้น

    นานมาแล้ว พายุร้ายได้พัดกระหน่ำเข้าไปในดงต้นเมเปิ้ลที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งของแม่น้ำ อิลลินอยส์ ใกล้บ้านคริสซี่ โจนส์ ขุดรากถอนโคนของต้นไม้เหล่านั้นขึ้นมา จนทำให้หมู่ต้นเมเปิ้ลเอนลงไปหาลำน้ำ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ๆ ยอดของต้นไม้เหล่านั้นก็เอนลงเรื่อย ๆ จนทำให้ส่วนบนที่ปกคลุมด้วยใบโน้มลงมาหาพื้นดิน กลายเป็นถ้ำเล็ก ๆ ที่โปร่งบางและที่ถ้ำแห่งนี้เอง ในวันที่อากาศสดใส คริสซี่จะเดินถือหนังสือที่ขอยืมมาจากห้องสมุดประจำหมู่บ้านมานั่งอ่านอย่างมีความสุข เธอจะลอยล่องอยู่ในเมืองแห่งเทพนิยายอันแสนสุข ดินแดนที่กบกลายเป็นเจ้าชาย รถม้าถูกแกะสลักขึ้นจากผลฟักทอง และบ้านเล็กเรือนน้อยก็สร้างขึ้นจากขนมปังขิงมันมีวันที่จารึกอยู่ในความทรงจำของคริสซี่อย่างไม่เสื่อมคลาย มิใช่เป็นเพราะว่ามันแตกต่างกว่าวันไหน ๆ แต่เพราะว่ามันเหมือนกับทุก ๆ วันนั่นเอง เธอจะนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในถ้ำต้นเมเปิ้ลเหล่านั้น แต่การที่ตัวสั่นนั้นมิใช่เป็นเพราะความหนาวเย็น ดวงอาทิตย์ยังมิได้เลยไกลไปจากขอบฟ้า แต่เธอตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอันสาหัสนัก“คริสซี่ แกมานี่เดี๋ยวนี้นะ”ภายใต้ช่องโหว่ของใบไม้ คริสซี่สามารถมองเห็นใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมที่แต่งไว้ด้วยเครื่องสำอางสีจัดจ้านของโซเฟียได้อย่างชัดเจน“อีนังตัวร้าย” โซเฟียโยนคำด่าหยาบ ๆ ไปทางอีริค พ่อของคริสซี่คริสซี่ค่อย ๆ รวบรวมหนังสือให้เรียบร้อย ห่อด้วยผ้าเช็ดจานสีเขียวที่หยิบมาจากในครัว และโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ร่างของโซเฟียก็เดินมาหยุดอยู่ข้างกลุ่มต้นเมเปิ้ล ยื่นมือเข้ามาและกระชากร่างคริสซี่ออกไปจากถ้ำนั้น และลากต่อเข้าไปจนถึงในบ้าน โดยที่คริสซี่มิได้ต้านทานแต่อย่างใดเลย