ฮวาชิงเหยียนมองใบหน้าหยิ่งยโสของจวินอู๋ชิงด้วยสายเ็าก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “องค์รัชทายาท ท่านไม่ดูใจร้อนไปหน่อยหรือ ข้ายังพูดไม่จบเลยนะเ้าค่ะ”
จวินอู๋ชิงที่เข้าใจไปเองว่าฮวาชิงเหยียนคิดจะเกาะเขาอย่างไม่รู้จักเจียมตัวจึงเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เ้ายังจะพูดอะไรอีก!”
“ก็เื่ถอนหมั้นอย่างไรเล่าเ้าคะ ขออภัยองค์รัชทายาทข้าไม่ใช่แค่ไม่อยากคิดจะท่านข้าต่างหากที่ไม่เคยคิดจะแต่งกับท่านเลยด้วยซ้ำอีกอย่าง...ข้าไม่ได้สายตาเสียเหมือนฮวาเย่ว์โหรว”
เสียงของฮวาชิงเหยียนหนักแน่นชัดเจนไม่แพ้ถ้อยคำที่กล่าวออกมา
ประโยคนี้ไม่เพียงสะท้อนความในใจของนางแต่ยังเป็สิ่งที่เ้าของร่างเดิมรู้สึกมาโดยตลอด เพราะในอดีตเ้าของร่างเดิมขี้อายและขาดความมั่นใจคิดว่าตนไม่คู่ควรกับจวินอู๋ชิง จึงไม่เคยหวังจะแต่งกับเขา ส่วนตัวนางเองเพียงแรกพบก็เห็นธาตุแท้ของชายผู้นี้แล้วชายที่เป็เช่นนี้นางไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ แล้วจะให้นางแต่งไปทำไมกัน
ใบหน้าของจวินอู๋ชิงแดงก่ำด้วยโทสะเส้นเืบนหน้าผากเต้นตุ้บๆเขารู้ดีว่าสิ่งที่ฮวาชิงเหยียนพูดนั้นคือการถากถางฮวาเย่ว์โหรวที่ดัน ‘สายตาเสีย’มาชอบเขา!
ฮวาเจิ้นเซี่ยเองก็ตกตะลึงกับคำพูดของฮวาชิงเหยียนทว่าไม่นานกลับยิ้มเล็กน้อย เขาผุดลุกขึ้นก่อนเดินเข้ามาใกล้จวินอู๋ชิงพลางทำทีเป็ไกล่เกลี่ย
“องค์รัชทายาทโปรดระงับโทสะ ในเมื่อชิงเหยียนพูดเองว่าอยากถอนหมั้นแสดงว่านางคงรู้ตัวดีว่าอย่างไรก็เทียบเย่ว์โหรวไม่ได้ หากเป็เช่นนี้เหตุใดท่านถึงไม่เห็นชอบเสียเลยเล่าขอรับ”
เมื่อได้ยินคำพูดของฮวาเจิ้นเซี่ยจวินอู๋ชิงพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเขาไม่สามารถถอนหมั้นเองได้ตามใจชอบเพราะเกรงว่าชื่อเสียงจะได้รับผลกระทบ แต่หากเป็ฮวาชิงเหยียนที่เอ่ยปากก่อนเื่ราวย่อมแตกต่าง เขาไม่เพียงไม่ถูกตำหนิ แต่ยังสามารถแต่งงานกับฮวาเย่ว์โหรวที่เป็นักหลอมโอสถผู้หายากได้อย่างเปิดเผยซึ่งจะกลายเป็แรงสนับสนุนอย่างใหญ่หลวงต่อการเสด็จขึ้นครองบัลลังก์ของเขาในภายภาคหน้า
คิดได้ดังนั้นใจก็รู้สึกดีขึ้นเขาสูดลมหายใจเข้าลึกช้าๆก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วมองฮวาชิงเหยียนด้วยท่าทางเหนือกว่า
“ถือว่าเ้ายังพอมีสำนึก รู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับข้าเช่นนั้นเื่หมั้นหมายระหว่างเราก็ถือว่าสิ้นสุดกันแต่เพียงนี้ห้ามกลับใจภายหลังเด็ดขาด! ไม่ว่าจะเงินกี่หมื่นตำลึงก็ซื้อกลับมาไม่ได้! นี่เป็ตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทอง เอาไปซะ แล้วถือว่าเราไม่ข้องเกี่ยวกันอีก!”
จวินอู๋ชิงล้วงเอาตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทองหนึ่งใบจากในแขนเสื้อยื่นให้นางทว่าในใจกลับรู้สึกไม่อยากให้ฮวาชิงเหยียนรับเงินก้อนนี้ไปเสียอย่างนั้น เขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปพลางบอกตัวเองว่า...คงจะบ้าชั่วขณะไปแล้วจริงๆ
ฮวาชิงเหยียนสบตาที่แฝงแววลังเลของจวินอู๋ชิงด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะยื่นมือไปรับตั๋วเงินโดยไม่พูดอะไรแล้วเดินจากไป
นี่เป็ธรรมเนียมของโลกใบนี้หากรับตั๋วเงินไว้ หมายความว่าไม่สามารถกลับคำได้อีก
นางรับเงินถอนหมั้นนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยและต่อให้ให้มากกว่านี้นางก็จะรับไว้อย่างไม่รู้สึกผิด เพราะสำหรับนางเงินมากมายแค่ไหนก็ไม่อาจชดเชยชีวิตของเ้าของร่างเดิมที่ต้องสูญเสียไปเพราะคนพวกนี้ได้
นับแต่นี้ไปความแค้นของเ้าของร่างเดิม และครอบครัวของนาง จะกลายเป็ของฮวาชิงเหยียนผู้นี้อย่างแท้จริง
ท่าทีเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวของนางทำให้พวกฮวาเจิ้นเซี่ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ จนกระทั่งอิ่นซื่อเอ่ยว่า “องค์รัชทายาท เย่ว์โหรวน่าจะตื่นแล้ว ท่านไปดูนางหน่อยดีหรือไม่เ้าคะ”
จวินอู๋ชิงสะบัดความรู้สึกแปลกประหลาดในใจทิ้งไปเมื่อคิดถึงฮวาเย่ว์โหรวผู้แสนอ่อนโยน สีหน้าก็ปรากฏแววเอ็นดูเขาพยักหน้าแล้วมุ่งหน้าไปยังเรือนอันแสนงดงามของฮวาเย่ว์โหรวทันที
ด้านฮวาชิงเหยียนเมื่อกลับมาถึงเรือนเก่าทรุดโทรมของตน ก็พบว่าฮวาเฮ่าเย่ว์ยืนรออยู่หน้าห้อง
เมื่อเห็นหน้านางเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันทีแต่ในแววตายังเต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะถามอย่างร้อนรน “น้องสาว ท่านอาเรียกเ้าไปทำไม หรือว่าเขายังคิดจะใส่ร้ายเ้าอีก?”
ฮวาชิงเหยียนส่ายหน้าช้าๆแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ไม่ใช่เ้าค่ะ มีข่าวดีต่างหาก ข้าถอนหมั้นกับจวินอู๋ชิงเรียบร้อยแล้ว”
การถอนหมั้นกับบุรุษที่หลงตัวเองจนเกินเยียวยาได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ถือเป็เื่ที่น่ายินดีอย่างคาดไม่ถึงสำหรับนางอย่างน้อย...ก็ไม่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็คู่หมั้นของเขาอีกต่อไป
ถึงแม้นางจะพูดด้วยท่าทีเบาใจทว่าใบหน้าของฮวาเฮ่าเย่ว์กลับมีรอยย่นเล็กน้อย แม้เขาไม่เคยพูดแต่ก็รู้ดีว่าในอดีตน้องสาวของตนนั้นหลงรักจวินอู๋ชิงมากเพียงใด
เขาคิดว่านางคงเสแสร้งว่าไม่เป็ไรเพื่อไม่ให้เขากังวลและเพราะคิดเช่นนั้น ฮวาเฮ่าเย่ว์จึงเ็ปใจยิ่งนัก แต่กระนั้น เขาก็รู้ดีว่าสถานการณ์ของครอบครัวตนในตอนนี้ย่ำแย่เพียงใดบุรุษอย่างจวินอู๋ชิงไม่มีทางเห็นค่าน้องสาวของเขาถอนหมั้นเช่นนี้...ก็นับว่าเป็เื่ดี
“อืม...น้องสาวโตแล้ว ตัดสินใจเื่ของตัวเองได้ก็ดีแล้ว”
จ๊อกกกก
เสียงท้องร้องของฮวาชิงเหยียนดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้นางกระตุกมุมปากเล็กน้อย ฮวาเฮ่าเย่ว์หัวเราะเบาๆก่อนจะล้วงผลไม้บางอย่างที่ดูเหี่ยวแห้งออกจากแขนเสื้อแล้วส่งให้นาง
“หิวแล้วล่ะสิ กินสาลี่นี่ก่อนเถิด”
“ขอบคุณพี่ชายใหญ่เ้าค่ะ”
ฮวาชิงเหยียนรับมาก่อนถูผลไม้กับชายเสื้อสองสามครั้งถึงแม้จะดูไม่สดใหม่ แต่นางก็กัดเข้าไปเต็มคำรสหวานฉ่ำของสาลี่กระจายไปทั่วปากอย่างน่าประหลาดใจ นางถอนหายใจเบาๆพลางคิดในใจว่ายุคโบราณนี่ดีจริง แม้แต่ผลไม้ยังเป็ของแท้จากธรรมชาติช่างหวานอร่อยนัก
ขณะที่เคี้ยวผลไม้อยู่ฮวาชิงเหยียนก็เอ่ยถามว่า “พี่ชายใหญ่ ท่านกับท่านแม่กินมื้อกลางวันกันหรือยังเ้าคะถ้ายังเดี๋ยวข้าจะไปเตรียมให้...”
นางยังพูดไม่ทันจบก็เหลือบไปเห็นว่าฮวาเฮ่าเย่ว์กลืนน้ำลายขณะจ้องมองผลสาลี่ในมือนางแถมท้องของเขายังร้องตามมาอีกด้วย
เขาหันหน้าหนีด้วยท่าทีขัดเขินทันที
ฮวาชิงเหยียนนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะนึกถึงความทรงจำของเ้าของร่างเดิมที่บ้านนี้ต้องประหยัดอดออมเพื่อเก็บเงินซื้อยาให้มารดานับั้แ่เมื่อวานซืน ทั้งบ้านยังไม่มีใครได้กินข้าวเลยแม้แต่มื้อเดียวกระทั่งยามารดาก็ยังไม่ได้ไปซื้อ เ้าของร่างเดิมจึงนำแหวนหยกที่เก็บได้พยายามไปจำนำทว่ากลับถูกเล่นงานจนหมดสติ ก่อนจะฟื้นขึ้นมาในห้องของอ๋องเจ็ดภายในหอฮวาโหวและกลายเป็เื่อื้อฉาวในทันที
ด้วยผู้คนจำได้ว่าเคยเห็นอ๋องเจ็ดสวมแหวนหยกในมือนางมาก่อนจึงถูกใช้เป็หลักฐานชั้นยอดในการใส่ร้าย
ฮวาชิงเหยียนเพิ่งจะรู้ตัวว่าทั้งบ้านนี้ไม่ได้กินอะไรเลยมาสองวันแล้วท้องไส้ของนางถึงได้ปวดเช่นนี้
ทว่าฮวาเฮ่าเย่ว์กลับเลือกที่จะมอบสาลี่ผลสุดท้ายนี้ให้นาง
ฮวาชิงเหยียนรู้สึกจุกแน่นในอกขณะเดียวกันดวงตาก็ร้อนผ่าวนางรีบกินสาลี่ครึ่งหนึ่งแล้วส่งคืนให้ฮวาเฮ่าเย่ว์พร้อมทั้งพูดว่า “ข้าอิ่มแล้ว จะออกไปเดินเล่นสักหน่อย”
“อย่ากลับดึกละ!” เขารีบะโไล่หลังนาง
ฮวาชิงเหยียนในตอนนี้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกนางไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัวมาก่อนแต่ความรู้สึกได้รับความห่วงใยเช่นนี้กลับทำให้นางโหยหาอย่างไม่น่าเชื่อ
นางตั้งใจจะออกมาเดินดูในตลาดอยู่แล้วว่าจะหาสมุนไพรที่้าได้หรือไม่ไหนๆ ก็มีตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงทองที่จวินอู๋ชิงมอบให้ นอกจากจะซื้ออาหารได้แล้วก็น่าจะลองหาสมุนไพรติดมือกลับไปบ้าง
วันนี้ฮวาชิงเหยียนยังเลือกออกทางประตูใหญ่องครักษ์เฝ้าประตูสองคนที่เปลี่ยนเวรมาใหม่เห็นนางก็ไม่ได้กล้าห้ามอะไร
เมืองชี่เฉิงเป็เมืองหลวงของแคว้นหลงลี่เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง ผู้คนบนถนนแต่งกายหรูหรามีระดับหรือไม่ก็เป็นักฝึกยุทธ์ผู้มีพลังฝึกปรือสูงส่งจนดูแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปในโลกที่ยึดถือพลังเป็ใหญ่เช่นนี้ ราชวงศ์จะยืนหยัดมั่นคงได้ ย่อมต้องดึงดูดทั้งนักฝึกยุทธ์และนักหลอมโอสถมาอยู่ข้างกายให้มากพอ